วันอังคาร ที่ 9 มิถุนายน 2569

Login
Login

‘2 ขั้ว’หักเหลี่ยมแก้รธน. ยกแรก‘ภท.-พท.’ไร้จุดร่วม ‘ปชน.-ปชป.’แยกเดิน

‘2 ขั้ว’หักเหลี่ยมแก้รธน. ยกแรก‘ภท.-พท.’ไร้จุดร่วม  ‘ปชน.-ปชป.’แยกเดิน

หากเป็นไปตามไทม์ไลน์ที่ “โสภณ ซารัมย์” ประธานสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะประธานรัฐสภา ส่งสัญญาณเบื้องต้น ช่วง 7-8 ก.ค. หรือราว 1 เดือนข้างหน้า ที่ประชุมร่วมรัฐสภาจะมีการพิจารณาวาระสำคัญ ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญซึ่งมีการเสนอโดยพรรคการเมือง และสมาชิกวุฒิสภา(สว.) ประมาณ 5-6 ฉบับในชั้น “รับหลักการ” วาระแรก 

โดยเงื่อนไขการพิจารณาในชั้นนี้ รัฐสภาต้องใช้เสียงเห็นชอบไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของสมาชิกเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา หรือ 350 เสียง จากสมาชิก 2 สภาฯ 700 คน และในจำนวนนี้ ต้องมีเสียงสว.เห็นชอบ ไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 หรือ 67 เสียง 

ทว่า ท่ามกลางข้อถกเถียงในประเด็นการได้มาซึ่งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ที่แต่ละพรรคการเมืองเสนอ ถูกตีกรอบโดยคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 18/2568 เผยแพร่เมื่อวันที่ 7 ต.ค.2568 ระบุว่า “รัฐสภาไม่อาจให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้โดยตรง”  

จึงทำให้เวลานี้มีการคาดการณ์ว่า อาจมีบางร่างที่ถูก“ตั้งธง” โหวตคว่ำตั้งแต่วาระแรก โดยอ้างเหตุผล เนื้อหาขัดต่อคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ

ขณะที่สถานการณ์ของทั้ง “2 ขั้วการเมือง” ท่ามกลางเกมนิติบัญญัติในเวลานี้ เห็นชัดถึงสภาพที่ “ไร้จุดร่วม” ของแต่ละพรรคการเมือง 

จึงนำมาซึ่งคำถามที่ว่า เส้นทางแก้รัฐธรรมนูญซึ่งถูกผูกโยงกับผลประชามติเมื่อวันที่ 8 ก.พ.2568 มีผู้เห็นชอบ 21.6 ล้านเสียง จะดำเนินต่อไปในทิศทางใด

ไม่ว่าจะเป็นฝั่ง “พรรคร่วมรัฐบาล” ล่าสุดมีสัญญาณจาก “พรรคภูมิใจไทย” ในฐานะแกนนำรัฐบาล ผ่านมติที่ประชุมสส.เมื่อ 3 มิ.ย. โดยให้สมาชิกที่ร่วมลงชื่อ สนับสนุนร่างของพรรคร่วมรัฐบาล คือร่างของพรรคเพื่อไทย “ถอนชื่อ” เนื่องจากเกรงว่า เนื้อหาจะขัดต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ

“นิกร จำนง” สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย หนึ่งในทีมยกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคภูมิใจไทย ให้เหตุผลว่า หลังจากพิจารณาเนื้อหาของพรรคเพื่อไทยแล้ว กังวลว่าจะขัดกับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรมนูญ 18/2568 เนื่องจากเพื่อไทยกำหนดให้มีสสร.ที่มาจากประชาชนเลือกตั้ง 300 คน แม้จะส่งให้รัฐสภาเลือก เหลือ 100 คน แต่ในทางปฏิบัติแล้ว อาจมีปัญหา โดยเฉพาะอำนาจระหว่างรัฐสภากับประชาชน

‘2 ขั้ว’หักเหลี่ยมแก้รธน. ยกแรก‘ภท.-พท.’ไร้จุดร่วม  ‘ปชน.-ปชป.’แยกเดิน

สสร.เวอร์ชั่น “แดง-น้ำเงิน”

เทียบความต่างระหว่างร่างแก้ไข “พรรคร่วมรัฐบาล” เนื้อหา“เวอร์ชั่นเพื่อไทย” ตามที่ “ชูศักดิ์ ศิรินิล” รองหัวหน้าพรรคนำทีมแถลงก่อนหน้านี้  สาระสำคัญคงหลักการให้มี สสร.ที่มาจากการคัดเลือกเบื้องต้นของประชาชนในแต่ละจังหวัด ก่อนให้รัฐสภาคัดเลือกจาก 300 คน เหลือ 100 คน พร้อมเปิดให้ภาคส่วนต่างๆ เสนอชื่อบุคคลผู้มีความรู้ความสามารถเข้ามาเป็น สสร. เพิ่มอีก 52 คน รวมเป็น 152 คน เพื่อสะท้อนความหลากหลายทางความคิดของสังคม 

ขณะที่กระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญ พรรคเพื่อไทยเสนอให้ สสร. ใช้เวลายกร่าง 300 วัน ก่อนส่งให้รัฐสภาพิจารณาอนุมัติในขั้นสุดท้าย โดยรัฐสภาสามารถเสนอให้แก้ไขเพิ่มเติมได้ และหาก สสร. ยืนยันร่างเดิม ต้องใช้เสียงไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 เพื่อยืนยัน

‘2 ขั้ว’หักเหลี่ยมแก้รธน. ยกแรก‘ภท.-พท.’ไร้จุดร่วม  ‘ปชน.-ปชป.’แยกเดิน

ส่วนร่างรัฐธรรมนูญ “เวอร์ชั่นน้ำเงิน”  ที่ชิงเกมสยบข้อครหาหวงอำนาจ และฉีกประชามติ 21.6 ล้านเสียง โชว์ความจริงใจเป็นพรรคแรกที่เสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ เมื่อ 20 พ.ค. กำหนดให้มีสสร.100 คน มาจากตัวแทนระดับจังหวัด 77 คน จากนั้นรัฐสภาจะเป็นผู้เลือกลงคะแนนจากบัญชีรายชื่อผู้สมัครรับเลือกของแต่ละจังหวัด อีกส่วนมาจากกลุ่มผู้เชี่ยวชาญ และผู้มีประสบการณ์ 23 คน

“นิกร” ในฐานะที่รับผิดชอบเรื่องยกร่างรัฐธรรมนูญพรรคภูมิใจไทย ขยายความว่า “สสร.เวอร์ชั่นน้ำเงิน”จะไม่ได้มาจากการเลือกตั้งโดยตรง แต่จะยึดตามสัดส่วนของรัฐสภา คือ สว. 200 ส่วน และ สส. 500 ส่วน

‘2 ขั้ว’หักเหลี่ยมแก้รธน. ยกแรก‘ภท.-พท.’ไร้จุดร่วม  ‘ปชน.-ปชป.’แยกเดิน

จับอาการของ “คีย์แมน” พรรคร่วมรัฐบาลทั้ง “ภูมิใจไทย” และ “เพื่อไทย” เวลานี้ แม้จะพยายามแก้เกี้ยว พร้อมประสานเสียงว่า กรณีดังกล่าวไม่กระทบความสัมพันธ์ภายในขั้วรัฐบาล  เนื่องจากเป็น “เอกสิทธิ์” ที่ดำเนินการได้ และถือเป็นเรื่องปกติในสภาฯ 

ทว่าจากปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นดูเหมือนจะเห็นสัญญาณกลายๆถึง“เกมขบเหลี่ยม”ในขั้วรัฐบาล ภายใต้แผนรุกนิติบัญญัติ ที่ต่างฝ่ายต่างวางหมากในเวลานี้ 

 

ปชน.-ปชป.แยกเดิน-ไม่ร่วมตี?

ไม่ต่างจากสถานการณ์ “ขั้วฝ่ายค้าน” ที่เริ่มสะท้อนว่า อาจดำเนินกันไปคนละทิศละทาง ทั้งโมเดล “ที่มาสสร.” โดย“ร่างพรรคประชาชน” เสนอ 2 ร่าง คือ ร่างแรก ให้ประชาชนเลือกตั้ง สสร. 150 คน แล้วส่งชื่อต่อให้รัฐสภารับรองทั้งชุด แยกรับรองเป็นรายบุคคลไม่ได้ ถ้ารัฐสภารับรองทั้ง 150 คนก็จะได้เป็น สสร. แต่ถ้าหากรัฐสภาไม่รับรอง ต้องจัดเลือกตั้งใหม่ทั้งหมด

ร่างสอง ให้ประชาชนเลือกตั้งสสร. 300 คน แล้วส่งรายชื่อทั้งหมดให้รัฐสภาคัดเลือกเหลือ 150 คน แต่ในรายละเอียดเพิ่มเติมในส่วนการป้องกันฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้เลือกตั้งหมด และให้ สสร.ยังเป็นอิสระจากพรรคการเมือง หรือสมาชิกรัฐสภาจะเปิดเผยในวันยื่นร่างต่อสภาฯ

ขณะที่ “โมเดลสีฟ้า” พรรคประชาธิปัตย์ ยึดคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ จึงเสนอโมเดลการ “หยั่งเสียง”ประชาชนผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ จากจังหวัดของตนเอง จังหวัดละ 3 คน ก่อนให้รัฐสภาคัดเลือกให้เหลือ 80 คนซึ่งจะทำให้ประชาชนมีส่วนร่วมในวงกว้างขึ้น แต่ไม่ใช่การเลือกตั้งโดยตรง เหมือนการเลือกตั้งสส.

ไหนจะเป็นเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ “ทั้งฉบับ” ซึ่งถูกตีกรอบโดยคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญเช่นเดียวกัน 

‘2 ขั้ว’หักเหลี่ยมแก้รธน. ยกแรก‘ภท.-พท.’ไร้จุดร่วม  ‘ปชน.-ปชป.’แยกเดิน

ในวันยื่นร่างแก้ไขเข้าสู่สภาฯ 28พ.ค.ที่ผ่านมา “ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ”หัวหน้าพรรคประชาชน ผู้นำฝ่ายค้านในสภาฯ แถลงชัดเกี่ยวกับ อำนาจสสร.ให้มีอำนาจในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทั้งฉบับ ตราบใดที่ไม่เป็นการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองหรือรูปแบบรัฐ ตามที่บัญญัติไว้อยู่แล้วในรัฐธรรมนูญมาตรา 255

ทว่าหากจับเวิร์ดดิ้งจากคำให้สัมภาษณ์ของ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ก่อนหน้านี้ก็พูดไว้ชัด เช่นเดียวกันว่า ในประเด็นที่มาสสร.ไม่เหมือน “ภูมิใจไทย” ขณะเดียวกันประเด็นการไม่แก้ไขหมวด 1 หมวด 2 ก็แตกต่างจากร่างของ“พรรคประชาชน” เช่นกัน

จึงทำให้มีการจับตาว่า เมื่อถึงวันโหวตทั้ง “พรรคประชาชน” และ “พรรคประชาธิปัตย์” ในฐานะพรรคร่วมฝ่ายค้านจะลงมติทิศทางใด ท่ามกลางจุดยืนของทั้ง2พรรคที่แตกต่างกัน 

 

 น้ำเงินเบ็ดเสร็จ-หมากสภาสูงชี้ขาด

เป็นเช่นนี้ย่อมต้องจับตา การพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ชั้นรับหลักการ “วาระแรก” ในเดือนก.ค.นี้ ที่แต่ละพรรคมีโมเดลต่างกัน ไปคนละทิศละทาง แม้จะมีการประเมินว่า ถึงที่สุด อาจมีเพียงร่างของ “พรรคภูมิใจไทย” ที่คุมเสียงเบ็ดเสร็จเด็ดขาดทั้ง “สภาล่าง” และ “สภาบน” ได้รับฉันทามติใน “เกมนิติบัญญัติ”  

แต่อย่าลืมว่า ในร่างแก้ไขของพรรคภูมิใจไทยเอง ก็ยังมีอีกหนึ่งประเด็นที่ถูก “ตั้งธง” และมีสัญญาณมาจากฝั่ง “สภาสูง” ซึ่งถือปราการด่านสำคัญ หากร่างฉบับนี้ผ่านสภาวาระแรก  ก็อาจจะต้องไปวัดพลังกันอีกยกในชั้นกรรมาธิการ ก่อนเสนอเข้าสู่สภาฯ วาระ2และ3

นั่นคือประเด็น “อำนาจสว.” ในการให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญในวาระ 1 และวาระ 3 จากเดิมต้องใช้เสียง สว.ไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 จากจำนวนสว.ที่มีอยู่ หรือ 67 เสียงจากสว.200 คน ซึ่ง “เกณฑ์ใหม่” ที่ภูมิใจไทยเสนอคือ ปรับเป็นไม่น้อยกว่า 1 ใน 4 ของจำนวนสว. ที่มีอยู่ หรือ 50 เสียงจาก 200 เสียง

ประเด็นการลดอำนาจสว.นี้เองที่มีสัญญาณจากฝั่ง“สภาสูง” สะท้อนผ่าน “สว.พิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์” สว.สายสีน้ำเงิน ที่แม้จะบอกว่า เป็นการพูดในนามส่วนตัว ยืนยันในเงื่อนไขเดิม คือ คงเสียง สว. 1 ใน 3 แต่ลึกๆ อาจเป็นการสื่อนัยต่อการลงมติของสภาสูงในประเด็นดังกล่าว หลังจากนี้หรือไม่

เหนือไปกว่านั้นหากยังจำกันได้ ในประเด็นการ “ตัดอำนาจสว.” นี้เอง ที่เป็นชนวนเหตุสำคัญนำมาสู่การ “ฉีกMOA” ระหว่าง “พรรคภูมิใจไทย” และ “พรรคประชาชน” ใน “รัฐบาลอนุทิน1”

ย้อนกลับไปในการประชุมร่วมรัฐสภา เมื่อวันที่11ธ.ค.2568 ซึ่งเป็นการพิจารณารายมาตรา ในวาระสอง วันนั้นที่ประชุมลงมติร่างแก้ไขฯ มาตรา 256/28 โดยมีมติ “ไม่เห็นด้วย” กับกมธ.เสียงข้างมาก  ที่ให้ “ตัดอำนาจสว.ออก” เหลือแค่เกณฑ์ “ใช้เสียงกึ่งหนึ่งของที่ประชุมรัฐสภา”  เห็นชอบแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นโมเดลที่พรรคประชาชนเสนอ และให้กลับไปใช้เสียงสว.1ใน3 ตามเดิม

แน่นอนว่าภายหลัง “ฝั่งสีน้ำเงิน” เปิดฉาก “ฉีกMOA” ล้มโมเดลแก้รัฐธรรมนูญเวอร์ชั่นส้ม  ทำให้ “พรรคประชาชน” แก้เกมกลับด้วยการเรียกสส.ลงชื่อยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ“รัฐบาลอนุทิน1” ทันที กระทั่งต่อมา “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ชิง “ปิดเกม” ด้วยการประกาศยุบสภาในคืนวันเดียวกัน 

ฉะนั้น ภายใต้สารพัด “เกมซ่อนกล” ที่ต่างฝ่ายต่างวางหมากกันในเวลานี้ เส้นทางแก้รัฐธรรมนูญที่มี 21.6 ล้านเสียงเป็นเดิมพันจะดำเนินไปในทิศทางใด ต้องลุ้นกันไปยาวๆ