สหรัฐเจรจาจีนหนุน

14 กันยายน 2561 | โดย บล.โกลเบล็ก
2,583

SET Index วานนี้ปรับตัวขึ้นแรง หนุนด้วยปัจจัยทั้งภายในและต่างประเทศ หลังจากทิศทางการเลือกตั้งภายในประเทศเริ่มส่งสัญญาณชัดเจนมากขึ้น

คาดว่าจะมีการเลือกตั้งได้ไม่เกินกลางปีหน้า ประกอบกับนักลงทุนคลายความกังวล หลังจากสหรัฐและจีนเดินหน้าเจรจาการค้ารอบใหม่ เกิดแรงซื้อกลับเข้ามาในกลุ่ม Big Cap. นำโดย PTT AOT PTTEP และ CPALL ส่งผลให้ SET Index ปิดที่ 1,717.96 จุด (+38.57 จุด) Volume 7.9 หมื่นลบ. จาก Foreign Net 2,007.13 ลบ. TFEX Net +12,124 สัญญา ตราสารหนี้ +2,720 ลบ.

แนวโน้มตลาดหุ้นไทย

+ดาวโจนส์เพิ่มขึ้นหลังรัฐบาลสหรัฐฯ เชิญจีน สำหรับเปิดเจรจาทางการค้ารอบใหม่ ซึ่งก็ได้รับเสียงตอบรับที่ดีจากจีน

+ECB มีมติคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 0% ต่อไปอย่างน้อยจนถึงช่วงฤดูใบไม้ร่วงในปีหน้า แต่จะลดวงเงิน QE ลงครึ่งหนึ่งสู่ระดับ 1.5 หมื่นล้านยูโรต่อเดือน นับตั้งแต่เดือนต.ค. และจะยุติมาตรการ QE สิ้นปีนี้

+จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการสหรัฐลดลงสู่ระดับ 204,000 รายซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบเกือบ 49 ปี และดัชนีราคาผู้บริโภคสหรัฐปรับตัวขึ้น 0.2% เมื่อเทียบรายเดือน

+ม.หอการค้าฯ ปรับคาดการณ์ GDP ปี 61 เพิ่มเป็น 4.4-4.8% จากเดิม 4.0-4.5%, ปี 62 โต 4.5%

+กกต.คาดจัดเลือกตั้ง ส.ส.-เลือก ส.ว.ในช่วง 11 ธ.ค.61-9 พ.ค.62

-น้ำมันร่วงหลังอุปทานโลกแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์และเฮอร์ริเคนฟลอเรนซ์อ่อนกำลังลง

-แบงก์ชาติตุรกีใช้ยาแรง ขึ้นดอกเบี้ย 6.25% วันนี้ สู่ระดับ 24% หวังหนุนค่าเงินลีรา

+/- Fund Flow ต่างชาติมีสถานะขาย YTD ขาย 2.12 แสนล้านบาท ค่าเงินบาท 32.69 บาท/US

ตลาดหุ้นไทยวันนี้มีปัจจัยสนับสนุนจากความหวังต่อการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐและจีนรอบใหม่  และตลาดหุ้นต่างประเทศที่เพิ่มขึ้นขานรับตัวเลขเศรษฐกิจที่ออกมาดีและผลการประชุม ECB เป็นไปตามที่คาด โดยมีปัจจัยกดดันจากราคาน้ำมันที่ปรับลดลง  ประเมินดัชนีเคลื่อนไหวในกรอบ 1,710-1,735 จุด

กลยุทธ์การลงทุน  

- HMPRO, CPALL, ROBINS, BJC  รัฐบาลคืน VAT เป็นเงินสดให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

- หุ้นที่คาดว่า 2H61 จะเติบโตต่อเนื่อง ANAN ORI SC KCE CPF SVI

- หุ้น MAI ที่ผลประกอบการ 2H61 เติบโตต่อเนื่อง XO CHAYO TACC SSP

- กลยุทธ์การลงทุนเดือนก.ย. แนะนำกลุ่มธนาคาร กลุ่มท่องเที่ยวและโรงแรม กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง แนะนำ KKP CK AOT ERW CENTEL SSP

หุ้นแนะนำพิเศษ

TFG Analyst Meeting (ราคาปิด 4.16 ซื้อเก็งกำไร Bloomberg Consensus 3.86)

  • โครงสร้างรายได้มาจากธุรกิจไก่ 66% ธุรกิจหมู 20% และธุรกิจอาหารสัตว์ 14% ผลการดำเนินงาน 2Q601 พลิกมีกำไร 222 ลบ. จากขาดทุน 111 ลบ.ใน 1Q61 1H61 มีกำไร 111 ลบ. -85%YoY โดยมียอดขายเติบโต 9%YoY แต่ราคาสินค้าที่ลดลงจากภาวะ oversupply ส่งผลกระทบให้อัตรากำไรขั้นต้นลดเหลือ 6.5% จาก 12.6% ในปี 60 ทั้งนี้ Bloomberg Consensus  คาดกำไรปี 61 เฉลี่ย 1,088 ลบ. -28%
  • ภาพรวมธุรกิจครึ่งปีหลังที่มีแนวโน้มดีขึ้นจากราคาหมู-ไก่ปรับดีขึ้น และปริมาณการส่งออกที่เพิ่มขึ้นสู่อียู จีน และญี่ปุ่นตามกลยุทธ์ในการขยายสู่ช่องทางการจัดจำหน่ายที่มีอัตรากำไรขั้นต้นสูงกว่าช่องทางอื่นได้แก่การส่งออกและการทำเป็นอาหารแปรรูป การที่สถาบัน NSF ซึ่งเป็นสถาบันกลางระดับโลกรับรองว่าเนื้อหมูของบริษัทเป็นสินค้าปลอดยาปฏิชีวนะ และจีนรับรองมาตรฐานโรงงานผลิตไก่ไทยตั้งแต่มี.ค. 61 ถือเป็นโอกาสในการเพิ่มการส่งออก  โดยบริษัทเพิ่มเป้าส่งออกจากเดิม 5 หมื่นตันต่อปีเป็น 6 หมื่นตันภายในสิ้นปีนี้  และมีแผนส่งออกไก่ปรุงสุกจะเริ่มใน Q3
  • ความเห็น ฝ่ายวิจัยมีมุมมองบวกต่อภาพรวมธุรกิจที่มีแนวโน้มปรับดีขึ้น ขณะที่ราคาหุ้นปัจจุบันลดลง 28%YTD แสดงถึง downside ที่มีจำกัด จึงแนะนำ ซื้อเก็งกำไร

หุ้นมีข่าว   

·        + ประเด็นบวกรับเหมา  สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) คาดเปิดขาย Thailand Future Fund (TFFIF )ใน ต.ค.61 หลังเดินสายพบนักลงทุน 24 ก.ย.-8 ต.ค.นี้ ระบุจัดจองซื้อแบบ Small Lot First

·        TFFIF จะเข้าลงทุนในสิทธิในการรับรายได้ค่าผ่านทางพิเศษที่ 45% ของรายได้ค่าผ่านทางรวมที่จัดเก็บได้จากทางพิเศษ 2 เส้นทางที่เปิดให้บริการในปัจจุบัน ได้แก่ ทางพิเศษฉลองรัชและทางพิเศษบูรพาวิถี รวมระยะทาง 83.2 กิโลเมตร เป็นระยะเวลา 30 ปีนับจากวันที่กองทุนเข้าทำสัญญากับการทางพิเศษแห่งประเทศไทย( กทพ. ) โดย กทพ. ยังคงเป็นผู้บริหารจัดการและเป็นเจ้าของทางพิเศษดังกล่าว

·        สำหรับเงินที่ได้จากการระดมทุนในครั้งนี้ กทพ.จะนำเงินไปใช้ในการลงทุนพัฒนาทางพิเศษ 2 เส้นทาง ประกอบด้วย โครงการทางด่วนพระราม 3-ดาวคะนอง-วงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานครด้านตะวันตก วงเงิน 30,437 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะเริ่มก่อสร้างได้ภายในต้นปี 62 และโครงการทางด่วนขั้นที่ 3 สายเหนือตอน N2 และ E-W Corridor ด้านตะวันออก (ถนนเกษตร-นวมินทร์) วงเงินลงทุน 14,382 ล้านบาท คาดว่าจะเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติได้ภายในปลายปีนี้

·      +“TOP-GPSC-RATCH-NNCL” คว้าข่าวดี! บอร์ดบีโอไอไฟเขียวส่งเสริมลงทุน “TOP” ได้ส่งเสริมลงทุนโปรเจกต์ใหญ่โครงการพลังงานสะอาด (CFP) อัพเกรดโรงกลั่นมูลค่า 1.56 แสนล้านบาท ส่วน “GPSC-RATCH-NNCL” รับส่งเสริมโรงไฟฟ้าบริษัทร่วมทุน “ผลิตไฟฟ้า นวนคร” มูลค่า 3,105 ล้านบาท (ที่มาข่าวหุ้น)

·        GULF เผยบอร์ดอนุมัติตั้งบ.ย่อย เป็น Holding Company ด้วยทุนจดทะเบียน 100,000 เหรียญสหรัฐ โดยบริษัทจะถือหุ้นทางอ้อมในสัดส่วน 100% ในสาธารณรัฐมอริเชียส เพื่อประกอบธุรกิจถือหุ้นในบริษัทที่ประกอบธุรกิจพลังงาน พร้อมสนับสนุนการเงินรองรับแผนลงทุนตปท.

·        LPN (ราคาปิด 10.10 Bloomberg Consensus 11.26) เข้าซื้อที่ดินบริเวณถนนรัชดา-นราธิวาส เนื้อที่ 1,368.60 ตารางวา ในเขตยานนาวา รวมมูลค่า 821.16 ล้านบาท เพื่อรองรับการพัฒนาคอนโดฯ 30 ชั้น จำนวน 1 อาคารเพื่อการพักอาศัยและเพื่อการพาณิชย์ ประมาณ 400 ยูนิต มูลค่าของโครงการประมาณ 3,200 ล้านบาท           คาดระยะเวลาการขายและการพัฒนาโครงการประมาณ 17 เดือน เริ่มการขายภายในไตรมาส 4/61 และคาดว่าจะเริ่มโอนกรรมสิทธิ์และรับรู้รายได้ในปี 63 ซึ่งบริษัทคาดการณ์ผลตอบแทนเบื้องต้นประมาณ 30%

·        ความเห็น ภาพรวมผลการดำเนินงานปี 61 มีแนวโน้มปรับดีขึ้นจากปี 60  Bloomberg Consensus คาดกำไรปี 61 เฉลี่ย 1,570 ลบ. พลิกเติบโต 48% จากที่หดตัว 51% ในปี 60 กำไร 1H61 เท่ากับ 547 ลบ. -3%

·        SEAFCO (ราคาปิด 8.65 Bloomberg Consensus เฉลี่ย 10.02) ขานรับเลือกตั้งชัดเจน สร้างความเชื่อมั่นการลงทุน มั่นใจโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในประเทศยังเป็นไปตามโรดแม็ปภาครัฐ เดินหน้าประมูลงาน 6-7 พันล้านบาท หวังได้งาน 30-40% โชว์ Backlog 2.8 พันล้านบาท มั่นใจรายได้รวมทะลุเป้า 2.5 พันล้านบาท (ที่มา ทันหุ้น)

·        PYLON (ราคาปิด 6.75 Bloomberg Consensus 7.46) เล็งอัพเป้ารายได้ปี 2561 เป็น 1,300-1,400 ล้านบาท จากเดิมคาดว่าจะอยู่ที่ 1,000 ล้านบาท ลุยยื่นซองประมูลงานภาคเอกชนมูลค่ากว่า 2,000-2,500 ล้านบาท หวังได้งาน 20-25% จ่อเพิ่มเครื่องจักรใหม่เพื่อรองรับปริมาณงานเสาเข็ม คาด Utilization Rate ในช่วงไตรมาส 4/2561 สูงกว่า 95% (ที่มา ทันหุ้น)

 

แชร์ข่าว :
เอกสารประกอบ:
Tags: