แพทย์แผนไทยฯ ชี้ 'อังกาบหนู' ไม่รักษามะเร็ง เตือนใช้มากเป็นหมัน

23 สิงหาคม 2561
1,918

แพทย์แผนไทยฯ ชี้ "อังกาบหนู" ไม่รักษามะเร็ง เตือนใช้มากทำให้เกิดพิษ-เป็นหมัน

เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2561 ที่กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก นพ.ขวัญชัย นพ.ขวัญชัย วิศิษฐานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันการแพทย์แผนไทย กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยฯ แถลงข่าวสรรพคุณสมุนไพร “อังกาบหนู” ว่า ในการใช้อังกาบหนูรักษามะเร็งนั้นข้อมูลการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ยังไม่มีข้อมูลยืนยันว่ารักษาได้ มีเพียงกระแสข่าวที่บอกว่าชาวบ้านที่จ.สุโขทัย รับประทานแล้วหายจากมะเร็ง 5 – 13 คน ตอนนี้อยู่ระหว่างส่งเจ้าหน้าที่แพทย์แผนไทยแผนไทยลงไปแสวงหาข้อมูลข้อเท็จจริงเกี่ยวกับผู้ป่วยในพื้นที่ว่ามีอยู่กี่คน ป่วยมะเร็งที่อวัยวะใด ระยะที่เท่าไหร่ รักษาหายจริงหรือไม่ มีผลการตรวจรักษาจากแพทย์ยืนยันหรือไม่ เพราะบางครั้งเราพบว่าประชาชนมีความเข้าใจผิดว่าตัวเองเป็นมะเร็งแต่ที่จริงไม่ได้เป็น ทั้งนี้หากพบข้อมูลที่เป็นประโยชน์ก็จะมีการรวบรวมข้อมูลกลับมาเพื่อเข้าสู่การพิจารณาว่าจะศึกษาวิจัยเรื่องนี้ต่อไปอย่างไร พร้อมทั้งจะมีการเชิญหมอพื้นบ้านที่มีการใช้อังกาบหนูในการรักษาโรคมานั่งคุยข้อมูลเรื่องนี้กันด้วย แต่ต้องเรียนว่า ในการศึกษาสมุนไพรรักษามะเร็งต้องใช้เวลานานไม่ต่ำกว่า 5 ปี เพราะต้องศึกษาทั้งในสัตว์ ในคน ต้องมีการเก็บข้อมูลจริงจากผู้ป่วย

39900548_2428686227149166_5010319748693491712_n

นพ.ขวัญชัย กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ อังกาบหนูเป็นสมุนไพรที่มีประโยชน์อยู่มาก มีรสเย็นและรสเบื่อเมา มีความเป็นพิษเล็กน้อย ในเรื่องความคล้ายกับฤทธิ์ของเหล้า หรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ในตำรับยามะเร็งหลายตำรับมีการใช้สมุนไพรที่มีรสเบื่อเมามาเป็นส่วนประกอบ เช่น ข้าวเย็นเหนือ ข้าวเย็นใต้ หัวร้อยรู ซึ่งก็มีรสเบื่อเมา ปัจจุบันกรมการแพทย์แผนไทยฯ ได้มีการวิจัยสมุนไพรรักษามะเร็งอยู่หลายตำรับ เช่น ตำรับวัดคำประมง ที่มีข้าวเย็นเหนือ ข้าวเย็นใต้ หัวร้อยรู จากการศึกษาพบว่าสามารถฆ่าเซลล์มะเร็งในหลอดทดลองได้ แต่ก็ฆ่าเซลล์ร่างกายที่ดีๆ เช่นกัน ดังนั้นถึงต้องเอามาทำเป็นตำรับที่มีสมุนไพรกว่า 25 ตัว ก็พบว่าสามารถฆ่าเซลล์มะเร็งได้ดี ฆ่าเซลล์ร่างกายน้อยลง ตรงนี้เป็นภูมิปัญญาที่ใช้ฤทธิ์ของสมุนไพรตัวหนึ่งไปแก้พิษของสมุนไพรอีกตัวหนึ่ง

39953631_2428686083815847_7125548879495299072_n

“อย่างไรก็ตาม เรื่องการวิจัยรักษามะเร็งของแพทย์แผนไทยกับแพทย์แผนตะวันตกจะมีความแตกต่างกัน โดยแพทย์แผนตะวันตกจะมองเรื่องสารสกัดสำคัญว่ามีฤทธิ์ฆ่าเซลล์มะเร็งได้หรือไม่ได้ ในขณะที่แพทย์แผนไทยจะใช้เพื่อปรับสมดุลธาตต่างๆ ของร่างกาย เพราะเมื่อร่างกายมีความสมดุลปกติ ก็จะมีภูมิต้านทานโรคที่ดี เม็ดเลือดขาวดี เอ็นไซม์ดี ซึ่งหากภูมิคุ้มกันร่างกายดีก็จะสามารถฆ่าเซลล์มะเร็งได้ เพราะฉะนั้นการที่วิจัยไม่พบการยับยั้งเซลล์มะเร็งได้ไม่ได้หมายความว่าจะรักษาไม่ได้” นพ.ขวัญชัย กล่าว

39997241_2428686153815840_2049882620732375040_n

ด้าน ภญ.สุภาภรณ์ ปิติพร หัวหน้ากลุ่มงานเภสัชกรรม รพ.เจ้าพระยาอภัยภูเบศร กล่าวว่า จากข้อมูลความเป็นพิษของอังกาบหนูนั้นซึ่งเคยศึกษาทั้งในสารสกัดน้ำมัน และในน้ำ และทดลองในหนูไม่พบความผิดปกติดังนั้นขอให้สบายใจได้ หรืออีกกรณีมีการศึกษาพบว่ารากของต้นอังกาบหนูหากกินมากมีผลทำให้สเปิร์มลดลง อาจทำให้เป็นหมัน อย่างไรก็ตามการใช้สมุนไพรต่างๆ ต้องมีความรู้ และใช้ให้ถูก อย่างอังกาบหนูนั้นมีความสามารถในการแก้อักเสบ รักษาแผลเปื่อยต่างๆ เช่น ถ้าต้มกินก็ช่วยรักษาแผลในกระเพาะอาหาร รวมถึงริดสีดวง เป็นต้น หรือต้มดื่มเป็นชาแก้หวัด ไอ เจ็บคอโดยใช้อังกาบหนูประมาณ 30 กรัมต้มหม้อเล็กดื่มวันละ 3 แก้ว แต่ไม่ควรดื่มติดต่อกันระยะเวลานาน อย่างไรก็ตามทางรพ.อภัยภูเบศรเล็งศึกษาเป็นเจลรักษาแผลที่เกิดจากโรคมือ เท้า ปาก แต่ยังไม่ทันได้เริ่ม.

แชร์ข่าว :
Tags:

ข่าวที่เกี่ยวข้อง