จ่อออกหมายจับ 6 บุคคลเอี่ยว เครือข่ายโกง 'บิทคอยน์'

11 สิงหาคม 2561
7,041

กองปราบจ่อออกหมายจับ 6 บุคคลเอี่ยวเครือข่ายโกงบิทคอยน์ ชี้เป็นญาติผตห.และเจ้าพ่อตลาดหุ้น พบเส้นทางเงินยักย้ายกว่า 745 ล้านบาท

รายงานข่าวแจ้งว่า ทางเจ้าหน้าที่ได้สืบสวนตรวจสอบเส้นทางการเงินของกลุ่มผู้ต้องหาพบว่า หลังกลุ่มผู้ต้องหาได้รับโอนเงินสกุลบิทคอยน์จาก นายอาร์นี ออตตาวา ซาอ์ริมาอ์ ชาวฟินแลนด์ ผู้เสียหายชาวฟินแลนด์ แล้ว ทางนายปริญญากับพวกได้ทยอยขายเงินสกุลบิทคอยน์ออกไป เพื่อเปลี่ยนเป็นเงินบาท ซึ่งเมื่อได้เงินมาแล้วได้มีการถอนเงินออกจากกระเป๋าเงินอิเล็คทรอนิคไปเข้าบัญชีของธนาคารพาณิชย์ที่เปิดรองรับไว้ ซึ่งพบว่า 1.นายปริญญา จารวิจิต ผู้ต้องหาที่ยังหลบหนีพี่ชายของ นายจิรพัชพิสิษฐ์ ได้โอนเงินเข้าบัญชีธนาคารกสิกรไทย รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 111,938,265 บาท 2.น.ส.สุพิชฌาย์ จารวิจิต ผู้ต้องหาที่ยังหลบหนีพี่สาวของ นายจิรพัชพิสิษฐ์ โอนเงินเข้าบัญชีธนาคารกสิกรไทย รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 140,184,665 บาท และ 3.นายจิรพัชพิสิษฐ์ โอนเงินเข้าบัญชีธนาคารกสิกรไทย รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 21,687,603 บาท

รายงานข่าวแจ้งอีกว่า นอกเหนือจากผู้ต้องหาที่ถูกออกหมายจับและถูกจับกุมไปแล้วรวม 3 คน ยังพบว่ามีกลุ่มผู้เข้าข่ายกระทำความผิดที่ร่วมโอนเงินจำนวนดังกล่าวที่ฉ้อโกงมาได้จากกระเป๋าเงินอิเล็คทรอนิคอีก 4 คน ประกอบด้วย 1.นาย ธ. ญาติของ นายจิรพัชพิสิษฐ์ ได้โอนเงินไปเข้าบัญชีธนาคารกสิกรไทย จำนวน 3 บัญชี รวมเป็นเงิน 146,309,884 บาท 2.นาย ช. ผู้ใกล้ชิดกับ นายปริญญา โอนเงินไปเข้าบัญชีธนาคารกสิกรไทย และบัญชีธนาคารไทยพาณิชย์ รวมเป็นเงิน 162,994,510 บาท 3.นายชัช ได้โอนเงินไปเข้าบัญชีธนาคารกสิกรไทยและบัญชีธนาคารกรุงเทพ รวมเป็นเงิน 96,125,883 บาท และ 4. นาย ป. เจ้าพ่อและผู้กว้างขวางของตลาดหลักทรัพย์เมืองไทย ได้โอนเงินไปเข้าบัญชีธนาคารกสิกรไทย และบัญชีธนาคารกรุงเทพ รวมเป็นเงิน 66,542,948 บาท ทั้งนี้ รวมเงินที่โอนจากกระเป๋าเงินอิเล็คทรอนิคไปเข้าบัญชีธนาคารพาณิชย์ไทยทั้งหมด 745,783,761 บาท จากจำนวนที่ผู้เสียหายแจ้งความไว้ 797,408,454.33 บาท

รายงานข่าวแจังด้วยว่า กลุ่มผู้ที่เข้าข่ายการกระทำผิดที่โอนเงินจำนวน 4 คนดังกล่าวนั้น ขณะนี้ทางพนักงานสอบสวนกำลังรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อดำเนินการขออนุมัติศาลอาญาเพื่อออกหมายจับในข้อหาร่วมกันฉ้อโกงทรัพย์ นอกจากนี้ยังมี นาย ณ. ซึ่งเป็นพนักงานระดับบริหารในบริษัทของ นาย ป. และ นายปัณ ที่มีความเกี่ยวพันกับนายปริญญาและ นาย ป. ก็เข้าข่ายที่จะถูกออกหมายจับในข้อหาฉ้อโกงด้วย แม้ทั้งคู่จะไม่เกี่ยวข้องในเส้นทางการเงินในเบื้องต้น แต่ชุดสืบสวนพบว่ามีการร่วมกันเป็นเครือข่ายในการร่วมกันฉ้อโกงทำให้ผู้เสียหายหลงเชื่อจนโอนเงินมาลงทุนในที่สุด รวมแล้วมีบุคคลที่จะต้องถูกออกหมายจับเพิ่มเติมในคดีฉ้อโกงทรัพย์รวมทั้งสิ้น 6 คนซึ่งเบื้องต้นยังไม่สามารถระบุชื่อจริงได้เนื่องจากศาลยังไม่อนุมัติหมายจับ

จากการตรวจสอบ 3 บริษัท ที่มีการเปิดทั้งในประทเศไทยและฮ่องกง ยังพบว่านายปริญญา เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัทดังกล่าว และจากการตรวจสอบทะเบียนการค้าทั้งสามบริษัท พบว่ามีคนในตระกูลจารวิจิตร เข้าร่วมมีส่วน และบางบริษัทที่มีการแอบอ้างกับผู้เสียหายไม่มีตัวตนจริง นอกจากนี้ยังมีบริษัทอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายดังกล่าวอีกหลายบริษัท ซึ่งตำรวจกองปราบปรามอยู่ระหว่างการรวบรวมหลักฐาน และสำหรับตัวนายปริญญา เจ้าหน้าที่ตรวจสอบข้อมูลพบว่าเคยมีประวัติถูกออกหมายจับในข้อหาฉ้อโกงทรัพย์ ในพื้นที่ สน.วัดพระยาไกร อีกด้วย

โดยในเวลาต่อมา พนักงานสอบสวนได้คุมตัวนายบูม ไปขออำนาจศาลอาญารัชดาฝากขัง โดยนายบูมไม่ได้มีการเปิดเผยข้อมูลใดๆ กับสื่อมวลชน ซึ่งพนักงานสอบสวนได้ยื่นคัดค้านการประกันตัว เนื่องจากมีมูลค่าความเสียหายสูงเกรงจะหลบหนี

สำหรับพฤติการณ์ของขบวนการนี้ หลอกนักลงทุนชาวต่างชาติชื่อ นายอาร์นี ออตตาวา ซาอ์ริมาอ์ ชาวฟินแลนด์ ให้ร่วมลงทุนเหรียญ bitcoin ให้มาลงทุนในประเทศไทย โดยนำเหรียญดังกล่าวไปเปลี่ยนเป็นอีกหนึ่งสกุลเพื่อลงทุนต่อไปยังตลาดหลักทรัพย์และนำไปใช้ในบ่อนการพนันที่มาเก๊า แต่ไม่มีการนำเงินไปลงทุนอย่างที่กล่าวอ้าง แต่กลับนำเงินดังกล่าวไปหมุนเวียนใช้จ่ายภายในครอบครัว และใช้เงินซื้อที่ดิน ซึ่งล่าสุดเจ้าหน้าที่สามารถอายัดเงินได้แล้วกว่า 200 ล้านบาท จากการตรวจสอบเส้นทางการเงินพบว่ามีบัญชีที่เกี่ยวข้องกว่า 40 บัญชี

แชร์ข่าว :
Tags:

ข่าวที่เกี่ยวข้อง