ti EXPO 2018 รวมการขับเคลื่อนทุกภาคส่วน ยกระดับอุตสาหกรรมประเทศ

10 สิงหาคม 2561
1,708

ti EXPO 2018 รวมการขับเคลื่อนทุกภาคส่วน ยกระดับอุตสาหกรรมประเทศ

ผลตอบรับจากการจัดงานงาน “Thailand Industry Expo 2018” โดยกระทรวงอุตสาหกรรม พร้อมด้วยพันธมิตรจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา สถาบันการเงิน สถาบันวิจัย และองค์กรระหว่างประเทศ วันที่ 2-5 สิงหาคม2561 ที่ผ่านมา ด้วยมีแนวคิดเพื่อจะยกระดับอุตสาหกรรมของประเทศไปสู่อุตสาหกรรมที่มุ่งเน้นการขับเคลื่อนด้วยปัญญา และใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เป็นเครื่องมือในการสร้างมูลค่าเพิ่ม และสร้างความได้เปรียบในการทำธุรกิจในครั้งนี้ ไม่เพียงเป็นการแสดงศักยภาพและยกระดับอุตสาหกรรมของประเทศไปสู่อุตสาหกรรม 4.0 ให้เป็นที่รับรู้วงกว้าง หากภายใต้แนวคิด “CHANGE to SHIFT” เปลี่ยนเพื่อปรับ ยกระดับอุตสาหกรรมไทยที่เพิ่งปิดฉากลงไปอย่างยิ่งใหญ่ ยังสะท้อนถึง “ทิศทาง”ใหม่ประเทศไทยที่จะมุ่งหน้าสู่การขับเคลื่อนเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตคนไทยทั้งประเทศ

อุตสาหกรรมเติมเต็มทุกภาคส่วน

ประเด็นดังกล่าวได้รับการตอกย้ำโดย พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่เอ่ยในวันเปิดงาน ถึงพันธกิจของรัฐบาลว่า วันนี้สิ่งที่เกิดขึ้นอยากให้ทุกคนมองว่าไม่ใช่แค่กิจกรรม หากแต่ต้องมองว่าคือการรวมการขับเคลื่อนให้ได้ทุกภาคส่วน

พร้อมกล่าวต่อว่าการจัดงานครั้งนี้ต้องเดินหน้า “สานต่อ” ทำให้ต่อเนื่องเชื่อมโยงในทุกด้านเช่นเดียวกับทุกการขับเคลื่อนของภาครัฐ

วันนี้ทุกภาคส่วนร่วมกันมาจัดกิจกรรมนี้เพื่อเป็นส่วนหนึ่งที่แสดงให้เห็นแนวทางการยกระดับพัฒนาประเทศไทยให้เป็นประเทศไทย 4.0 ซึ่งทุกอย่างต้องมีการเริ่มต้น มีก้าวแรกเสมอ โดยในวันนี้รัฐบาลเองก็พยายามผลักดัน เพราะเชื่อว่าทุกส่วนต่างมีความสำคัญทั้งผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ทั้งขนาดกลาง ขนาดใหญ่ ขนาดเล็ก ไมโครเอสเอ็มอีหรือวิสาหกิจชุมชน เราต้องรวมการขับเคลื่อนนี้ให้ได้ทุกภาคส่วน ทั้งเกษตรกรรมและอุตสาหกรรม ที่ทำอย่างไรต้องให้อยู่ในห่วงโซ่เดียวกันให้ได้ และทำอย่างไรให้อุตสาหกรรมหนุนเสริมเกษตรกรกว่า 20 ล้านคนให้มีรายได้เพิ่มขึ้น

“ภาคอุตสาหกรรมต้องเป็นภาคที่เติมเต็มสิ่งเหล่านี้ สร้างมูลค่าเพิ่ม ดูแลผู้ประกอบการทุกระดับ เพื่อให้ทุกภาคส่วนต้องดำรงอยู่ได้”

Change to Shift เปลี่ยนสู่เทคโนโลยี 4.0

เพื่อตอบโจทย์นโยบายไทยแลนด์ 4.0 ของรัฐบาล ในงาน ti EXPO 2018 ยังถือเป็นจุดเปลี่ยนของการยกระดับทุกกิจกรรมทางธุรกิจที่เกิดขึ้นในงานเพื่อก้าวสู่แพลตฟอร์มดิจิตอลมากที่สุดครั้งนี้ผ่าน 3 เซ็คเตอร์อุตสาหกรรมเป้าหมายสำคัญของประเทศ ภายใต้คอนเสปท์3 โซน ได้แก่

Agro-Inno SHIFTอุตสาหกรรมเกษตร From Farm to Tableการให้บริการ Pilot Plant สำหรับผลิตเพื่อการทดสอบตลาด ตลอดจนการให้คำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีการทำเกษตรอุตสาหกรรม เพื่อให้สามารถเลือกใช้เทคโนโลยีได้อย่างเหมาะสม มีประสิทธิภาพ และคุ้มค่าการลงทุน

4.0 Manufacture-Inno SHIFT โรงงานอุตสาหกรรม 4.0 อนาคตผลิตภาพไทย การนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยและเหมาะสมมาใช้ในการผลิต โดยเฉพาะเทคโนโลยีด้านหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ (Robotics & Automation) เพื่อการยกระดับผลิตภาพ (Productivity) สร้างสรรค์นวัตกรรม (Innovation) และการลดต้นทุน (Cost) อันจะนำไปสู่การปฏิรูป “อุตสาหกรรม 4.0” ของประเทศไทย

โดยยังเป็นครั้งแรกของการจำลองเครื่องจักรและเครื่องมือที่เป็นเทคโนโลยีที่ก้าวหน้ามาไว้ในงานแบบครบวงจรในหลายอุตสาหกรรมสำคัญ จากศูนย์ปฏิรูปอุตสาหกรรม 4.0 Industry Transformation Center (ITC) มาจัดแสดง อาทิ ศูนย์ ITC ที่ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กล้วยน้ำไท ซึ่งเป็นศูนย์หลักและเป็นศูนย์รวมนวัตกรรมด้านโรโบติค โดยศูนย์แห่งนี้ได้รับความร่วมมือจากบริษัทเดนโซ่ ซึ่งเป็นผู้ผลิตหุ่นยนต์โรบอท ภายใต้การสนับสนุน โดยกระทรวงการค้าและอุตสาหกรรมประเทศญี่ปุ่นมาจัดแสดงให้ชม

Service-Inno SHIFT อุตสาหกรรมบริการยุคใหม่ 4.0

อุตสาหกรรมบริการ ถือเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทย เพื่อการขับเคลื่อนสู่อุตสาหกรรม 4.0 ซึ่งจากการITCมีกลไกในการสนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมบริการทั้งด้านผลิตภัณฑ์และบริการอย่างครบวงจร อาทิ อุตสาหกรรมเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์ กลุ่มอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ และกลุ่มอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ในงานครั้งจึงมีการนำเครื่องจักรบริการ เครื่องมือ และบุคลากร เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ต่างๆ ในอุตสาหกรรมบริการมาจัดแสดงโดยในงานยังนำหุ่นยนต์มาโชว์หลายรูปแบบ เช่น หุ่นยนต์งานบริการ หุ่นยนต์บดเมล็ดกาแฟและชงกาแฟ รวมถึงหุ่นยนต์ เป็นต้น

ขณะที่ในด้านการส่งเสริมศักยภาพสินค้าไทย ให้มีมาตรฐานระดับสากล ภาครัฐอย่าง SME Bank ยังมีการจัดตั้งหน่วยงาน Central Lab Thai หรือแลบประชารัฐ คืออีกหนึ่งหน่วยงานที่จะช่วยส่งเสริมผู้ประกอบการให้ก้าวสู่การมีมาตรฐานการผลิต โดยเป็นหน่วยงานช่วยสนับสนุนด้านการตรวจสอบทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีต่างๆ ซึ่งมีความเป็นมาตรฐานสากลด้วยมาตรฐาน ISO 7025 เป็นการการันตีให้ผู้ประกอบการที่ต้องการสร้างความเชื่อมั่น ไว้วางใจเรื่องคุณภาพสินค้าแก่ลูกค้า และส่งเสริมภาพลักษณ์ทางการตลาดในการทำธุรกิจ โดยในงานครั้งนี้ยังมีการแจกคูปองเข้ารับการตรวจแลบมูลค่า 10,000 บาท ฟรี

ตลาดนัดคู่ค้า พื้นที่สร้างเครือข่ายพันธมิตร

ซึ่งหนึ่งกิจกรรมสำคัญในการจัดงานครั้งคือการจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) ระหว่างผู้ประกอบการไทยและเทศบาลท้องถิ่นของญี่ปุ่น ซึ่งกระทรวงอุตสากรรมได้มีการจัดทำเอ็มโอยูไปแล้ว 17 เมือง ซึ่งได้มาร่วมจับคู่ธุรกิจผ่าน กิจกรรม Online Business Matching กันในงานนี้นอกจากนี้ คู่ค้าประเทศญี่ปุ่นยังให้คำปรึกษาแนะนำเกี่ยวกับความรู้ด้านธุรกิจและเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าเพื่อเป็นแนวทางสำหรับผู้ประกอบการไทย

ไม่เพียงการจับคู่ธุรกิจในงานยังมีการซื้อขายออนไลน์ อาทิ ผ่านเว็บไซต์ตลาดดอทคอมเป็นอีกหนึ่งแพลตฟอร์มของคนไทยที่ทำหน้าที่เป็นเหมือนตลาดการค้าธุรกิจ ที่จะทำให้ผู้ประกอบการเจอกับลูกค้าที่มีความสนใจ ซึ่งปัจจุบันมีผู้ประกอบการเอสเอ็มอีกว่า60 ราย ก็ได้มาจัดแสดงบูทครั้งนี้

รวมถึง ร้านฟาร์มสุข แอพลิเคชันสำหรับสินค้าเกษตรและชุมชนที่สามารถขายได้ทั้งปี ผ่านช่องทางออนไลน์ โดยกระทรวงอุตสาหกรรมร่วมกับ เอไอเอสจัดทำขึ้น ซึ่งมีสมาชิกกว่า300 ร้านค้า และหมู่บ้านอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ หรือหมู่บ้าน CIVที่พัฒนาวิสาหกิจชุมชน ยกระดับแหล่งผลิตสินค้าโอท็อป 4.0 สู่การท่องเที่ยวครบวงจร ที่ปัจจุบันมีหมู่บ้านที่เข้าร่วมโครงการทั้งหมด 20 แห่งและกำลังเพิ่มเป็น 27 แห่งในปีนี้

สุดท้ายยกระดับสู่ Global Value Chain กับตลาดต่อยอด ผู้ให้บริการที่จะมาสร้าง facility เป็นตลาดกลางระดับอาเซียนในเรื่องการ sourcing ผลิตภัณฑ์ SMEs ไทยและอาเซียน ไม่ว่าเป็นเรื่องอาหาร แฟชั่นเครื่องนุ่มห่ม เป็นต้นผ่านเทคโนโลยีและนวัตกรรม

เงินทุนเสริมแกร่งยกระดับ SME 4.0

“เงินทุน” เป็นปัจจัยสำคัญสำหรับผู้ประกอบการ SMEs ที่เปรียบเสมือนน้ำมันขับเคลื่อนธุรกิจ จากความเข้าใจและตระหนัก ภาครัฐบาลจึงมองเห็นว่า SMEs จะเติบโตได้ยั่งยืนแท้จริงต้องให้ SMEs เข้าถึงแหล่งเงินทุน จึงเปิดช่วยเหลือในรูปแบบสินเชื่อ ไม่ว่าจะเพื่อขยับขยายธุรกิจหรือเพื่อปรับปรุงกระบวนการ ลงทุนเครื่องจักรเทคโนโลยีใหม่ เพื่อสร้างผลิตภาพและพัฒนาธุรกิจ

ซึ่งในงานยังเปิดให้ผู้ประกอบการที่สนใจมีโอกาสเข้าถึงการบริการด้านการเงินทั้งจากภาครัฐและเอกชน โดยสำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการเงินกู้ช่วยเหลือภายใต้มาตรการของรัฐ ก็จะมีทั้งสินเชื่อจากกองทุน SMEs ตามแนวทางประชารัฐ และธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย หรือ SME D Bankแหล่งเงินทุนเพื่อ SMEs ไทยทั้งรายใหญ่และเล็ก ที่หากไม่ได้รับบริการจากระบบสถาบันการเงินเชิงพาณิชย์ก็มาใช้บริการ SME D Bank ซึ่งมาเปิดให้บริการในงานด้วยโปรแรงๆ ไม่ว่าจะเป็นสินเชื่อเถ้าแก่ 4.0สามารถกู้ได้สูงสุด 1 ล้านบาทต่อราย ดอกเบี้ยเพียงร้อยละ 1 ต่อปี ระยะผ่อนชำระ 7 ปี เพื่อให้ผ่อนชำระได้ สบาย หรือผ่อนวันละ 400 บาทต้นๆ โดยเปิดสำหรับนิติบุคคล และไม่ต้องให้หลักทรัพย์ค้ำประกัน หรือ บสย ใช้เพียงกรรมการผู้มีอำนาจหรือผู้ถือหุ้นรายใหญ่สินเชื่อเศรษฐกิจติดดาว ที่ขอได้ทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล โดยบุคคลธรรมดาไม่เกิน 2 ล้านบาท กรณีนิติบุคคลได้ 5 ล้านบาท แต่บุคคลธรรมดาที่จดภาษีมูลค่าเพิ่ม 5 ล้านบาท โดยใช้หลักทรัพย์ค้ำประกันและ บสย. อัตราดอกเบี้ยสามปีแรก ร้อยละ 3 ปีต่อไป MRR ซึ่งเฉลี่ยแล้วตลอดอายุกู้ร้อยละ 5 ปีที่ 4 ถึง ปีที่ 7 MLR ต่อปี นอกจากนี้ยังมี สินเชื่อสำหรับผู้ที่ต้องการปรับเปลี่ยนเครื่องจักร หรือโรงแรมต้องการเปลี่ยนเครื่องปรับอากาศ ร้อยละ 4 ต่อปี คงที่

แชร์ข่าว :
Tags: