จับตาสตอรี่เรียกแขก 'หุ้น การบินกรุงเทพ'

7 สิงหาคม 2561 | โดย ดาริน โชสูงเนิน
8,934

ราคาหุ้นไม่วิ่ง แต่แผนธุรกิจพร้อมโลดแล่น 'พุฒิพงศ์ ปราสาททองโอสถ' หุ้นใหญ่ บมจ.การบินกรุงเทพ แง้มยุทธศาสตร์กระตุ้นหุ้น BA หลังเจอมรสุมกดดันยังไม่พ้นจองไอพีโอ หนึ่งในเหตุผลสำคัญสังเวียนอุตสาหกรรมการบินการแข่งขันสูง-มาร์จินตกต่ำ

'เราเป็นสายการบินที่นำพาผู้โดยสารไปถึงจุดหมายท่องเที่ยว'

เมื่ออุตสาหกรรมการบินการแข่งขันสูง ทำให้อัตรากำไรสุทธิอ่อนตัวลงมาก ประกอบกับพื้นที่ลงทุนมีเท่าเดิม แต่ทุกสายการบินต้องการจับจองเส้นทางการบิน เพื่อกอบโกยจำนวนผู้โดยสารให้เติบโตทุกปี อาจเป็นต้นเหตุกดดันทำให้ราคา 'หุ้น การบินกรุงเทพ หรือ BA' ของ 'ตระกูล ปราสาททองโอสถ' ในฐานะหุ้นใหญ่ ไม่เคยซื้อขายพ้นราคาจอง 25 บาทต่อหุ้น นับตั้งแต่เข้าซื้อขายในตลาดหุ้นเมื่อวันที่ 3 พ.ย. 2557 ปัจจุบันราคาหุ้นซื้อขายอยู่ที่ 12.90 บาท (1ส.ค.2561) 

เมื่อความเชื่อที่ว่าธุรกิจการบินไม่สดใสเช่นในอดีต เหตุเป็นธุรกิจที่มีสถานการณ์ภายนอกที่เหนือการควบคุมเข้ามากระทบ กดดันการเจริญเติบโตของธุรกิจ...!! 

สะท้อนผ่านผลประกอบการ 3 ปีย้อนหลัง (2558-2560) ที่มี 'กำไรสุทธิ' อยู่ที่ 1,796.86 ล้านบาท 1,768.41 ล้านบาท และ 787.91 ล้านบาท ขณะที่ 'รายได้' อยู่ที่ 25,407.06 ล้านบาท 27,451.33 ล้านบาท และ 29,309.20 ล้านบาท ตามลำดับ 

'กัปตันเต๋-พุฒิพงศ์ ปราสาททองโอสถ' กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บมจ.การบินกรุงเทพ หรือ BA ผู้บริหารสายการบินบางกอกแอร์เวย์ส ถือโอกาสฉายภาพธุรกิจให้ฟังว่า ปัจจุบันถือว่าธุรกิจการบินได้ผ่านพ้น 'จุดต่ำสุด' ไปแล้ว สะท้อนผ่านผลประกอบการไตรมาส 1 ปี 2561 ที่มีกำไรสุทธิ 710 ล้านบาท 

ขณะที่ครึ่งปีแรก 2561 จำนวนนักท่องเที่ยวจากสหภาพยุโรปเริ่มเห็นสัญญาณการกลับมาเดินทางท่องเที่ยวอีกครั้ง โดยปัจจุบันมียอดจองตั๋วโดยสารล่วงหน้า (Booking) เพิ่มขึ้น 'ราว 2-3%' เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน หลังภาวะเศรษฐกิจฟื้นตัว จากช่วงที่ผ่านมา 1-2 ปี กลุ่มนักท่องเที่ยวดังกล่าวมีสัดส่วนที่ลดลง  

สำหรับแผนธุรกิจ 3-5 ปี (2561-2565) บริษัทจะโฟกัสขยายการลงทุนเส้นทางการบินใน 'กลุ่ม CLMV' (กัมพูชา , ลาว , พม่า , เวียดนาม) ด้วยธุรกิจก่อสร้างและพัฒนาสนามบินในประเทศ ปัจจุบันเหลือพื้นที่ให้บางกอกแอร์เวย์ส ได้ลงทุนและพัฒนาจำกัดแล้ว ซึ่งบริษัทมีเงินลงทุนจำนวน 2,000 ล้านบาท

สำหรับก่อสร้างและพัฒนาสนามบิน ซึ่งคาดว่าบริษัทจะบุกในตลาด CLMV เชื่อว่ามีช่องทางสร้างรายได้ให้กับบริษัทอีกมหาศาล ขณะที่ การลงทุนในประเทศบริษัทมีกระแสเงินสดในมือกว่า 'พันล้านบาท' และยังมีเงินเหลือจากการระดมทุนอีกจำนวนมาก แบ่งเป็นการขยายฝูงบินและทดแทนฝูงบินเดิม คาดใช้เงินลงทุนจำนวน 528 ล้านบาท  ก่อสร้างและพัฒนาโรงซ่อมอากาศยานและอุปกรณ์ จำนวน 1,600 ล้านบาท และปรับปรุงสนามบินเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี จำนวน 741 ล้านบาท   

'หุ้นใหญ่BA' เล่าต่อว่า บริษัทจะใช้แนวทางการสร้างเครือข่ายเพื่อขยายจำนวนผู้โดยสาร โดยบริษัทจะเพิ่มพันธมิตรทางการบิน (Code Share) ในปีนี้อีก 1-2 ราย จากปัจจุบันมี 26 สายการบิน ซึ่งทำให้บริษัทมีจำนวนผู้โดยสารพันธมิตรทางการบิน โดยเฉพาะจากกลุ่มประเทศ CLMV พร้อมทั้งเตรียมลงทุนปรับปรุงระบบสำรองที่นั่ง จากระบบเซเบอร์มาเป็นระบบอมาดิอุส ที่จะช่วยประหยัดต้นทุน สามารถปรับราคาแข่งขันให้ทันกับคู่แข่ง งบลงทุนใช้ไม่มาก คาดจะเริ่มใช้ระบบใหม่นี้ในไตรมาส 3 ปี 2561 

นอกจากนี้ ยังมีแผนเพิ่มเส้นทางบินใหม่ในตารางฤดูหนาว เส้นทาง ภูเก็ต -ย่างกุ้ง ทำการบิน 3 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ เริ่มกลางเดือน พ.ย. นี้ และเพิ่มเที่ยวบินเส้นทาง กรุงเทพ-เกาะฟูก๊วก เป็น 7 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ จาก 5 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ และกรุงเทพ-ตราด เพิ่มความถี่จาก 3 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ เป็น 4 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ เริ่มในเดือน พ.ย.นี้ พร้อมกันนั้น บริษัทจะรับมอบเครื่องบินแอร์บัส เอ 319 อีก 1 ลำในเดือน ต.ค.-พ.ย. และเครื่องบิน ATR 72-600 จำนวน 2 ลำ ทดแทนเครื่องบิน ATR 72-500 ที่จะปลดระวางออกไป ทำให้สิ้นปี 61 ฝูงบินของบริษัทจะมีจำนวนเครื่องบินทั้งสิ้น 40 ลำ

ส่วนความคืบหน้าการลงทุนโรงซ่อมบำรุงอากาศยานที่สนามบินสุโขทัยนั้น ขณะนี้อยู่ระหว่างออกแบบให้รองรับเครื่องบิน แอร์บัส เอ320 ได้ 2 ลำ พื้นที่ประมาณ 1 หมื่นตารางเมตร งบลงทุนคาดว่าจะมากกว่าพันล้านบาท รวมถึงอุปกรณ์อะไหล่ด้วย คาดสามารถเปิดบริการในกลางปี 2563

ขณะเดียวกันก็จะลงทุนโรงซ่อมบำรุงอากาศยานที่สนามบินสุวรรณภูมิ  โดยรอให้ บมจ.ท่าอากาศยานไทย หรือ AOT จัดสรรพื้นที่เพื่อรองรับการซ่อมเครื่องบิน 1 ลำ คาดว่าใช้งบไม่เกินพันล้านบาทปัจจุบัน บริษัทมีโรงซ่อมบำรุงอากาศยานที่สนามบินดอนเมืองอยู่แล้ว สามารถซ่อมบำรุงได้ 1 ลำ แต่ไม่เพียงพอในการให้บริการเครื่องบินของบริษัท จึงจำเป็นต้องขยายออกไป โดยบริษัทสามารถทำการซ่อมบำรุงใหญ่ได้เอง จึงช่วยประหยัดงบประมาณในส่วนนี้

'กัปตันเต๋'  ยังเปิดเผยอีกว่า แนวโน้มผลประกอบการในช่วงครึ่งหลังของปีนี้จะดีกว่าครึ่งปีแรก คาดว่าอัตราส่วนบรรทุกผู้โดยสาร (Load Factor) จะอยู่ในระดับไม่ต่ำกว่า 70% เพราะบรรยากาศการท่องเที่ยวเริ่มคึกคักมากขึ้น โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวยุโรปที่เริ่มกลับมามากขึ้นหลังจากภาวะเศรษฐกิจฟื้นตัว ซึ่งกลุ่มนักท่องเที่ยวยุโรปถือเป็นลูกค้าหลักของ BA หรือมีสัดส่วนมากกว่า 50% ประกอบกับไตรมาส 3 เป็นช่วงวันหยุดของนักท่องเที่ยวยุโรป และในไตรมาส 4 เป็นช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว

ขณะที่ผลประกอบการไตรมาส 2/61 ซึ่งเป็นช่วงนอกฤดูกาลท่องเที่ยว คาดว่าจะออกมาต่ำกว่าไตรมาส 1/61 แต่น่าจะดีกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยในไตรมาส 1/61 ผลประกอบการเติบโตชัดเจน Load Factor อยู่ในระดับ 76.4%  

ทั้งนี้ บริษัทคาดว่าผลประกอบการในปี 61 จะเป็นไปตามเป้าหมายรายได้เติบโต 7-10% จากปีก่อนที่มีรายได้ 2.8 หมื่นล้านบาท Load Factor เฉลี่ยอยู่ที่ 70.5% และจำนวนผู้โดยสารเติบโต 7% จากปีก่อนที่มีจำนวนผู้โดยสาร 5.94 ล้านคน ขณะที่มองว่ากรณีอุบัติเหตุเรือล่มที่ภูเก็ตไม่ได้กระทบกับบริษัท เพราะนักท่องเที่ยวคนละกลุ่มกัน โดยเที่ยวบินไปยังจีนของ BA จะเน้นเที่ยวบินแบบเช่าเหมาลำและกลุ่มลูกค้าเป็นระดับไฮเอนด์

อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าธุรกิจการบินในไทยยังมีการแข่งขันค่อนข้างรุนแรง และมีการตัดราคากันอย่างมาก ทำให้อัตรากำไรสุทธิอ่อนตัวลงมาก ขณะที่แนวโน้มต้นทุนราคาน้ำมันก็สูงขึ้น โดยคาดว่าราคาน้ำมันอากาศยานจะปรับตัวขึ้นไปถึง 90-100 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล จากปัจจุบัน 70-80 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล สูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจากปีก่อนที่อยู่ในระดับ 60 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล โดยต้นทุนน้ำมันคิดเป็นสัดส่วน 30-35% ของต้นทุนรวม โดยบริษัทได้ทำประกันความเสี่ยงประมาณ 50-70% จนถึงสิ้นปีนี้

'ในภาพรวมเราขยายธุรกิจเพื่อหารายได้เพิ่ม เราดูธุรกิจเกี่ยวเนื่องกับเรา เป็นโอกาสที่เราไปต่อยอดไปในธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับธุรกิจการบินที่อยู่เพื่ออยู่ มาร์จินบางอยู่ เราชูเรื่องคุณภาพ ความมั่นใจการให้บริการ แต่เราก็ Diversify ไปธุรกิจอื่นด้วย'

แตกไลน์สู่ 'ธุรกิจดิวตี้ฟรี'

'พุฒิพงศ์ ปราสาททองโอสถ' กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บมจ.การบินกรุงเทพ หรือ BA บอกว่า บริษัทเตรียมขยายธุรกิจไปสู่ธุรกิจร้านค้าปลอดอากร (ดิวตี้ฟรี) เพื่อสร้างรายได้ที่เกี่ยวเนื่องกับธุรกิจการบิน และเห็นแนวโน้มการเติบโตของจำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทยโดยบริษัทได้เจรจากับพันธมิตรต่างประเทศ 3 ราย คาดว่าจะได้ข้อสรุปความร่วมมือภายใน 2-3 เดือน เพื่อเตรียมเข้าร่วมประมูลบริหารพื้นที่ร้านดิวตี้ฟรีในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิที่ AOT จะเปิดประมูลปีนี้ รวมถึงในท่าอากาศยานอู่ตะเภาที่มีพื้นที่เชื่อมโยงกับเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ที่มีแนวโน้มเติบโตสูง

โดยบริษัทวางเป้าหมาย 3 ปีนี้ (2561-2563) คาดว่าจะมีรายได้จากธุรกิจดิวตี้ฟรีในสัดส่วน 5% ของรายได้รวม

'เราเข้าธุรกิจดิวตี้ฟรี เพราะเห็นแนวโน้มเติบโต เราหาพันธมิตรต่างประเทศ จะเป็นเข้าร่วมทุน หรือจะเข้ามาบริหารจัดการก็คุยกันอยู่ คิดว่าน่าจะชัดเจนใน 2-3 เดือน ในมุมมองเราธุรกิจมีโอกาสอีกเยอะ'

ปัจจุบัน บริษัทดำเนินธุรกิจดิวตี้ฟรีที่สนามบินสมุย จ.สุราษฎร์ธานี รวมถึงสนามบินอู่ตะเภา (พื้นที่ปัจจุบัน) และ สนามบินหลวงพระบาง หลังจากที่บริษัท บางกอกแอร์เวย์โฮลดิ้ง จำกัด เข้าซื้อกิจการ บริษัท มอร์แกนฟรี จำกัด โดยคาดว่าปีนี้จะยังมีรายได้ไม่ถึง 10 ล้านบาท หรือไม่ถึง 1% ของรายได้รวมอย่างไรก็ตาม บริษัทจะมีการพิจารณาเม็ดเงินลงทุนต่อไป โดยในพื้นที่ดิวตี้ฟรีในสนามบินสมุยซึ่งบริษัทเป็นเจ้าของ ได้เตรียมงบลงทุนปรับปรุงพื้นที่จำนวนกว่า 100 ตารางเมตร และงบลงทุนในพื้นที่ดิวตี้ฟรีใหม่หากชนะประมูล

'ปัจจุบัน เรามีธุรกิจครัวการบิน , คลังสินค้า ,การบริการลาดจอด ซึ่งเราต้องหาธุรกิจใกล้เคียงเข้ามาอย่าง ร้านค้าปลอดภาษี ซึ่งเป็นธุรกิจเกี่ยวเนื่องกันได้' 

แชร์ข่าว :
Tags: