background-default

วันศุกร์ ที่ 16 มกราคม 2569

Login
Login

ธปท. รับดูแลค่าเงินบาท สกัดผันผวน

ธปท. รับดูแลค่าเงินบาท สกัดผันผวน

ธนาคารแห่งประเทศไทย ยอมรับเข้าไปดูแลค่าเงินบาท เพื่อไม่ให้เปลี่ยนแปลงเร็วเกินไป ในช่วงที่เงินไหลออก หลังประเทศเศรษฐกิจหลักกลับทิศนโยบายการเงิน

นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ยอมรับว่าในช่วงที่ผ่านมา ได้เข้าไปดูแลค่าเงินบาท ไม่ให้เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งเห็นได้จาก ทุนสำรองระหว่างประเทศที่ปรับลดลง เพราะเราขายเงินตราต่างประเทศออกไป ซึ่งเป็นนโยบายของเรา เพราะเราใช้อัตราแลกเปลี่ยนแบบลอยตัว เวลาเห็นการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วทั้ง 2 ด้านไม่ว่าจะเป็นการอ่อนค่าหรือแข็งค่าและมองว่าจะกระทบกับตลาด กระทบกับภาคธุรกิจเราก็เข้าไปดูแลในบางช่วง

"ตัวเลขการสํารองที่มีการเปลี่ยนแปลง ก็สะท้อนให้เห็นอยู่แล้วว่าเราเข้า ไปดูแล ในบางช่วง แต่ต้องระวังว่า ในอีกด้านหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงของมูลค่า ทุนสำรองอยู่บ้าง เพราะสำรองของเราไม่ได้อยู่ในเงินดอลลาร์อย่างเดียวแต่ถือหลายสกุล เราให้ความสำคัญกับการกระจายตัว รายการเอาเงินทุนสำรองระหว่างประเทศไปลงทุนหลายสกุล เวลาดูเงินทุนสำรองระหว่างประเทศโดยรวมในรูปของเงินดอลลาร์ ไม่ได้หมายความว่าเราเข้าไปดูแลอย่างเดียว แต่อาจมาจากการเปลี่ยนแปลงของสกุลเงินหลักหลักได้ เช่น เราถือเงินสกุล ยูโรเวลาค่าเงินยูโรเปลี่ยนแปลง มูลค่า ที่เป็นในรูปของดอลลาร์ก็อาจจะเปลี่ยนแปลง การเปลี่ยนแปลงของทุนสำรองจึงมีส่วนที่มาจากการเปลี่ยนแปลงของมูลค่าด้วย"

ทั้งนี้ในช่วง 1ถึง 2 ปีที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่าแบงค์ชาติได้สะสมทุนสำรองระหว่างประเทศไว้ เพราะเราคาดว่าจะมีสถานการณ์แบบนี้ เวลาที่นโยบายการเงินของประเทศอุตสาหกรรมหลักกับทิศปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย มีประเด็นเรื่องความกังวลมากขึ้นในระบบเศรษฐกิจ อาจจะมีเงินไหลออกจากกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ จึงเป็นการใช้เงินที่เราสะสมไว้เป็นกันชนเพื่อลดแรงปะทะเพื่อไม่ให้เกิดแรงปะทะกับระบบเศรษฐกิจไทย กับภาคธุรกิจไทย

สำหรับเรื่องความตึงเครียดของสถานการณ์สงครามทางการค้า เป็นเรื่องที่เราต้องติดตามต่อเนื่องอย่างใกล้ชิดโดยเฉพาะมาตรการล่าสุดที่ออกมาจากทางอเมริกา อาจจะมีผลกระทบกับหลายประเทศเราปฏิเสธไม่ได้ว่าแม้เราไม่ใช่ประเทศเป้าหมายแต่จีนสินค้าส่วนใหญ่มีมูลค่าที่เกิดขึ้นในประเทศอื่นในภูมิภาค เป็นความเสี่ยงสำคัญไม่ใช่เฉพาะกับเศรษฐกิจไทยแต่รวมถึงเศรษฐกิจภูมิภาคเอเชียตะวันออกที่เป็นเศรษฐกิจเปิดพึ่งพิงการค้าต่างประเทศสูงผลกระทบโดยตรงอาจจะยังไม่เห็นแรงเพราะมาตรการที่ออกมาก่อนหน้านี้เป็นมาตรการที่เลือกเฉพาะประเภทอุตสาหกรรมและ target เฉพาะบางประเทศผู้ส่งออกซึ่งสัดส่วนสินค้าเหล่านั้นกับการส่งออกของไทยมีสัดส่วนค่อนข้างน้อย แต่ผลกระทบที่จะประมาทไม่ได้คือผลกระทบที่มากับห่วงโซ่อุปทานเพราะบริษัทต่างๆมีความเชื่อมโยงกันเราอาจจะเป็นผู้ส่งออกวัตถุดิบหรือสินค้าขั้นกลาง เป็นสินค้าขั้นปลายในประเทศที่เป็นเป้าหมายของมาตรการต่างๆอาจจะเกิดผลกระทบต่อบางบริษัทและบางสินค้าได้เป็นเรื่องที่เราต้องติดตามต่อเนื่อง

ดอลลาร์แข็งเป็นปัจจัยหลักที่กดดันสกุลเงินเอเชีย

นายจิติพล พฤกษาเมธานันท์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้าวันนี้ที่ระดับ 33.34 บาทต่อดอลลาร์ อ่อนค่าลงจากปิดตลาดสิ้นวันทำการก่อนที่ระดับ 33.29 บาทต่อดอลลาร์

ในคืนที่ผ่านมา ตลาดการเงินปิดรับความเสี่ยง (Risk Off) เนื่องจากการกีดกันทางการค้าที่เข้มข้นมากขึ้น ดัชนี S&P500 ปรับตัวลงครั้งแรกในรอบห้าวันทำการ ขณะที่บอนด์ยีลด์สหรัฐอายุ 10 ปีปรับตัวลงมาที่ระดับ 2.85% เมื่อผลตอบแทนระยะสั้น (2ปี) อยู่ที่ระดับ 2.58% ความต่างระหว่างบอนด์ยีลด์ระยะสั้นและระยะยาวจึงร่วงลงมาแตะระดับ 0.26% (flattening) ต่ำที่สุดนับตั้งแต่ปี 2007 ส่งสัญญาณว่าตลาดมองเศรษฐกิจโลกไม่สดใส

ในสัปดาห์นี้ สิ่งที่ต้องระมัดระวังเพิ่มเติมคือโดนัลด์ ทรัมป์อาจเพิ่มการกีดกันทางการค้ากับประเทศอื่นๆนอกเหนือจากจีน เช่นในฝั่งยุโรป เนื่องจากมีการประชุม NATO และในสัปดาห์หน้าจะมีการพบกันระหว่างโดนัลด์ ทรัมป์และวลาดิเมียร์ ปูติน จึงมีความเป็นไปได้ค่อนข้างมากที่สหรัฐจะสร้างความแตกต่างด้วยการกีดกันทางการค้ากับประเทศพันธมิตร แต่กลับไปเริ่มความสัมพันธ์อันดีกับประเทศที่เคยเป็นศัตรู

ฝั่งของตลาดการเงิน ธนาคารกลางแคนาดาปรับขึ้นดอกเบี้ยไปที่ระดับ 1.25% ตามที่คาดไว้ ย้ำชัดว่านักลงทุนจะต้องเจอกับแนวโน้มดอกเบี้ยขาขึ้นที่ยังมีอยู่ทั่วโลก ขณะที่ความผันผวนก็ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์และภาพรวมเศรษฐกิจดูแย่ลง ล่าสุดราคาน้ำมันดิบเบรนปรับตัวลงแรงถึง 6.9% ในวันเดียวมาที่ 73 เหรียญต่อบาร์เรล ทองแดงปรับตัวลง 4% มาที่ 6,081 เหรียญต่อตัน และราคาทองปรับตัวลงมาที่ 1,242 เหรียญต่อออนซ์

ในวันนี้ต้องติดตามแนวโน้มของภาพรวมค่าเงินเอเชีย เรามองว่าโอกาสที่เงินหยวนจะอ่อนค่าต่อเมื่อดอลลาร์แข็งเป็นปัจจัยหลักที่กดดันสกุลเงินเอเชีย แต่ราคาน้ำมันที่เริ่มปรับตัวลงในระยะสั้นน่าจะส่งผลให้เกิดแรงขายบาทไม่มากเหมือนช่วงที่ผ่านมา มองกรอบเงินบาทระหว่างวันที่ระดับ 33.30-33.40 บาทต่อดอลลาร์