เพื่อไทยปั่นป่วนที่สุด 40อดีตส.ส.อีสานทิ้ง'ทักษิณ' จ่อซบ'พลังประชารัฐ'

20 มิถุนายน 2561
60,609

พรรคเพื่อไทย ปั่นป่วนที่สุด แฉ40อดีตส.ส.อีสานทิ้ง "ชินวัตร" จ่อซบ "พลังประชารัฐ" ด้าน "ภูมิใจไทย" ไม่สนดูดคนเคยสอบตก ด้าน "ภูมิธรรม" ชี้ประชาชนจะตัดสินให้บทเรียนครั้งสำคัญแก่นักการเมืองที่ไร้อุดมการณ์

แหล่งข่าวจากพรรคเพื่อไทย เปิดเผยถึงกรณีที่ อดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย 3 คน นำโดยนายปรีชา ออกมาแถลงยอมรับข้อเสนอของพรรคพลังประชารัฐว่า การตัดสินใจย้ายพรรคของอดีต ส.ส.ในพื้นที่ต่างๆ ในขณะนี้ เป็นการตัดสินใจของแต่ละบุคคลที่มีข้อจำกัดแตกต่างกัน ต้องยอมรับว่าเวลานี้การเคลื่อนไหวของกลุ่มการเมืองต่างๆ โดยเฉพาะกลุ่มที่หนุนรัฐบาล คสช.รุนแรงมาก เนื่องจากมีทั้งเงินและอำนาจต่อรองนักการเมืองมากกว่ากลุ่มการเมืองอื่นๆ โดยคนที่มาประสานงานจะใช้วิธีการจูงใจหรือโน้มน้าวอดีต ส.ส.แต่ละคนด้วยวิธีการที่แตกต่างกัน เช่น หากอดีต ส.ส.คนไหนมีคดีความติดตัว ก็อ้างว่ามีผู้ใหญ่ที่จะรับเคลียร์คดีให้ หรือ ให้คำยืนยันเรื่องไม่โดนใบเหลือง ใบแดง หลังการเลือกตั้ง แม้กระทั่งเรื่องการแบ่งเขตเลือกตั้ง ที่ให้อดีต ส.ส.มีส่วนในการตัดสินใจหยิบยกขึ้นมาพูดคุยกัน

ส่วนที่ทำให้อดีต ส.ส.กล้าตัดสินใจในขณะนี้คือจำนวนเงินที่สูงมาก เช่น มีข่าววงในว่า อดีต ส.ส.เลยทั้ง 3 คน ตัดสินใจย้ายพรรคในครั้งนี้มีการยื่นเงื่อนไขเป็นตัวเลขสูงถึง 200 ล้านบาทและจ่ายเงินเดือนให้อีกเดือนละ 5 แสนบาทจนกว่าจะมีเลือกตั้ง ทำให้ทั้งสามคนกล้าตัดสินใจที่จะเปิดตัวต่อสาธารณะ ทั้งที่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อน อย่างไรก็ตามการดูด อดีต ส.ส.จากพรรคเพื่อไทยมาร่วมกลุ่มสามมิตรในครั้งนี้ ทราบว่ายังมีอีกหลายคนได้รับการทาบทามติดต่อ เชื่อว่าน่าจะมีการแบ่งสายกันของแกนนำกลุ่มระหว่างนายสมศักดิ์ และนายสุริยะ รวมถึงแกนนำคนอื่นๆ

แหล่งข่าวคนเดิมกล่าวว่า สถานการณ์ของพรรคเพื่อไทยในขณะนี้ยังคงมีความเป็นเอกภาพอยู่ ส่วนรายชื่อมีการเผยแพร่ว่าจะย้ายพรรคหรือออกไปสังกัดพรรคอื่นนั้น ส่วนใหญ่เป็นอดีต ส.ส. และผู้สมัครที่เคยลงสมัครในสมัยพรรคไทยรักไทย และปัจจุบันไม่ได้อยู่ในพรรคเพื่อไทยแล้ว เช่นนายสมคิด บาลไธสง และอีกหลายๆ คนที่ย้ายไปสังกัดพรรคภูมิใจไทยก่อนหน้านี้

นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการเลขาธิการพรรคเพื่อไทย ออกคำชี้แจงถึงกระแสข่าวการดูด ส.ส. บางส่วนของพรรคว่า เป็นปรากฏการณ์ปกติที่สะท้อนให้เห็นจุดมุ่งหมายของกลุ่มผู้มีอำนาจในปัจจุบัน ที่ยังไม่ได้ก้าวข้ามไปจากวิถีการเมืองน้ำเน่าแบบดั้งเดิม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีความชัดเจนเรื่องความต้องการสืบทอดอำนาจ เราจึงได้เห็นการดำเนินการสนับสนุนการจัดตั้งพรรคการเมืองใหม่ๆ อีกหลายพรรค จากนั้นจึงเข้าสู่กระบวนการดูด ส.ส. ของพรรคต่างๆ โดยเฉพาะพรรคเพื่อไทยให้เข้ามาสู่พรรคที่จัดตั้งขึ้น ใช้ตัวละครเดิมๆ ซึ่งมีภาพลักษณ์การใช้ทั้งเงิน อำนาจ การให้คุณให้โทษ การกดดันทางธุรกิจ และการให้ผลประโยชน์ในรูปแบบต่างๆ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดใดๆ ที่ทุกครั้งที่มีเสียงปี่กลองการเลือกตั้งดังขึ้น “กระบวนการดูด ส.ส.” จะเป็นกระแสที่นักการเมืองแบบดั้งเดิมจะมีความเคลื่อนไหวตลอด โดยเฉพาะตั้งแต่การรัฐประหาร ปี 2549 เป็นต้นมา ฝ่ายผู้มีอำนาจได้สนับสนุนให้มีการจัดตั้งพรรคเพื่อแผ่นดินขึ้น ซึ่ง “คุณ ส.” คนเดิมที่เป็นอดีตหัวขบวนของนักการเมืองตระกูล ส. ที่อยู่เบื้องหลังการดูดคนของพรรคไทยรักไทยไปพรรคใหม่ของตน

นายภูมิธรรม กล่าวอีกว่า ผลการเลือกตั้งระยะหลังๆ ได้สะท้อนการตัดสินใจของประชาชนคือ ส.ส.คนเดิมที่ถูกดูด ล้วนสอบตกเกือบหมดทุกคน ทั้งนี้เพราะประชาชนผู้ลงคะแนนเขารู้ดีว่าจุดยืนของคนเหล่านี้คือเงินและผลประโยชน์ของตน ที่สำคัญได้สะท้อนให้เห็นการเปลี่ยนย้ายจากอุดมการณ์ประชาธิปไตยเพื่อประชาชน ไปสู่อุดมการณ์แบบเผด็จการของกลุ่มทหารและผู้มีอำนาจซึ่งเป็นชนชั้นนำ ผลการเลือกตั้งหลายครั้งได้สะท้อนให้เห็นว่า คะแนนพรรคเพื่อไทยชนะคะแนนนิยมของ ส.ส.รายบุคคลในเกือบทุกเขตเลือกตั้ง

นายภูมิธรรม ระบุอีกว่า นายอุทัย พิมพ์ใจชน อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคไทยรักไทย เคยพูดไว้ว่าผู้แทนฯ เปรียบเสมือนไก่ชน ถ้าชนแพ้จะถูกชั่งขายเป็นกิโล ตัวหนึ่งไม่กี่ร้อยบาท ถ้าไก่ตัวไหนชนชนะ เขาขายได้ตัวละหลายแสน เพราะฉะนั้น ห้ามแพ้ หลายคนคิดว่าเงินเป็นปัจจัยหลักที่จะทำให้ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้ง แต่อย่าดูถูกประชาชน เพราะประชาชนรู้ว่าควรจะตัดสินใจเลือกผู้แทนอย่างไร จึงจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศและชุมชนของตนที่สุด

“ดังนั้น ขอให้อดีตผู้แทนของพรรคทุกคนอย่าหวั่นไหว ถ้าคิดว่าเงินสำคัญ และมองข้ามหัวประชาชน เงินที่ได้จากการถูกดูดมีมากเท่าไร ก็ไม่พอให้ชนะ ผมในฐานะเลขาธิการพรรคเพื่อไทย ขอให้สมาชิกและนักการเมืองของพรรคทุกคนมั่นใจในอุดมการณ์ และผลงานของพรรค ตลอดจนศรัทธาที่พี่น้องประชาชนมี และมอบให้แก่พรรคของเรา จงภูมิใจ มั่นใจ อย่าให้ผลประโยชน์และสิ่งเร้าใดๆ มาทำลายศรัทธา และสิ่งที่พี่น้องประชาชนมอบให้แก่เรา ประชาชนจะเป็นคนตัดสิน และให้บทเรียนครั้งสำคัญแก่นักการเมืองที่ไร้อุดมการณ์” นายภูมิธรรม ระบุ

ขณะที่นางนันทนา ทิมสุวรรณ อดีต ส.ส.เลย เขต 2 พรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่า ได้ทราบข่าวเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน ที่ผ่านมา ยอมรับว่าถึงกับช็อก เพราะไม่มีเค้าลางว่าเพื่อนร่วมพรรคจะย้ายไปอยู่กับพรรคอื่น เพื่อนๆ อดีต ส.ส.ด้วยกันก็โทรศัพท์มาถาม ต่างก็งงไปตามๆ กัน ไม่น่าเชื่อว่าจะมี ส.ส.สังกัดพรรคย้าย โดยเฉพาะนายปรีชา เพราะว่าเมื่อช่วงปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ลูกชายของท่านบวช คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ยังมาเป็นประธานงานบวช และอดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทยยังไปร่วมงานกันหลายคน

นายประยุทธ์ ศิริพานิชย์ อดีต ส.ส.มหาสารคาม และอดีตรัฐมนตรี จากพรรคเพื่อไทย ยอมรับว่า ตอนนี้เพื่อไทยกำลังเจอศึกหนักที่สุด ตั้งแต่เป็นนักการเมืองมา 40 ปี ไม่เคยเจอหนักขนาดนี้ ถือว่าวุ่นวายที่สุด ปั่นป่วนที่สุด ยับเยินที่สุด ตอนนี้พรรคพลังประชารัฐกำลังบุกอย่างหนักที่ภาคอีสาน อดีต ส.ส.อีสานของพรรคโดนพยายามดูดแล้วมากกว่า 40 คนแล้ว และคงไม่หยุดแค่นี้ คงจะไปทุกพื้นที่ สิ่งที่ทางพรรคเพื่อไทยทำได้คือพยายามดึง

“เขาไปทุกจังหวัด พยายามชวนทุกคนที่รู้จัก ที่คุ้นเคย ตอนนี้เราพยายามไปพูดคุยกับคนที่กำลังจะโดนดูด เราก็พยายามไปพูดคุยเพื่อดึงไว้ ก่อนนี้เขาได้ภาคกลางไปแล้ว ตอนนี้กำลังลุยอีสาน ต่อไปก็คงเป็นภาคเหนือ ตอนนี้ยังไม่สามารถประเมินได้ว่าคนที่ถูกชักชวนจะไปเท่าไร คงจะชัดเจนว่าใครจะไปใครจะอยู่ตอนที่ คสช.ปลดล็อกพรรคการเมือง” นายประยุทธ์ กล่าว

“ยังเชื่อว่าทางพรรคเพื่อไทยไม่ทิ้ง จ.เลย อย่างแน่นอน ซึ่งตอนนี้คงเป็นเรื่องของผู้ใหญ่จะทำอย่างไรต่อไป เพราะว่าพรรคเองก็ยังเปิดประชุมพรรคไม่ได้ แต่ยังเชื่อว่าพรรคเพื่อไทยไม่ทิ้งประชาชนคน จ.เลย อีกทั้งประชาชนส่วนใหญ่ยังมีความเชื่อมั่นนโยบาย อุดมการณ์ของพรรค และยังให้การสนับสนุนเหมือนเดิมเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา เราเคยยกทีมมาตลอดใน จ.เลย ตั้งแต่สังกัดพรรคไทยรักไทยและพรรคเพื่อไทย ประชาชนส่วนใหญ่ยังมีความเชื่อมั่นพรรคเพื่อไทย และคงไม่ส่งผลกระทบมากนัก พรรคเพื่อไทยเองยังอยู่ในใจประชาชนคนจังหวัดเลยมาตลอด” นางนันทนากล่าว

ขณะที่นายศุภชัย ใจสมุทร รองเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงกรณีกลุ่มสามมิตร เดินสายดูดอดีต ส.ส.ภาคอีสาน โดยเฉพาะอดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย รวมถึงพรรคภูมิใจไทย เช่น นายภิรมย์ พลวิเศษ อดีต ส.ส.นครราชสีมา เข้าร่วมพรรคพลังประชารัฐว่า พรรคภูมิใจไทยไม่ได้รู้สึกวิตกกังวล เสียใจ หรือเสียดาย นายภิรมย์นั้นเป็นสมาชิกพรรคภูมิใจไทยครั้งล่าสุดตั้งแต่ปี 2554 และสอบตกในปีนั้น ซึ่งหมายความว่าความสัมพันธ์ระหว่างนายภิรมย์กับพรรคก็หยุดอยู่เพียงแค่นั้น ห่างเหิน และไม่ได้มีการติดต่อกัน รวมถึงคนอื่นที่ปรากฏรายชื่ออ้างว่าเป็นคนของภูมิใจไทย เช่น นายปัญญา ศรีปัญญา อดีต ส.ส.ขอนแก่น ก็เช่นเดียวกัน ครั้งสุดท้ายเขาก็ไม่ได้รับเลือกตั้งเป็นส.ส. เพราะฉะนั้น การที่ใครจะตัดสินใจทำงานการเมืองกับพรรคพลังประชารัฐ หรือกลุ่มสามมิตรถือเป็นเสรีภาพ และไม่มีอะไรการันตีว่าคนเหล่านี้จะได้เป็น ส.ส. เพราะเขาต้องไปแข่งขันอีกมาก ในส่วนพรรคภูมิใจไทยขณะนี้มีผู้เสนอตัวจำนวนมากโดยเฉพาะใน จ.นครราชสีมา ดังนั้น เรื่องดูดส.ส.จึงไม่ได้มีผลกระทบอะไรกับพรรค

เมื่อถามว่า การเคลื่อนไหวในนามพรรคพลังประชารัฐซึ่งเป็นพรรคของรัฐบาล ทำให้มีความได้เปรียบกว่าพรรคอื่นที่ยังไม่สามารถทำกิจกรรมทางการเมืองหรือไม่ นายศุภชัยกล่าวว่า “พรรคพลังประชารัฐก็อาจเป็นความเสียเปรียบก็ได้ สุดท้ายอยู่ที่ว่าประชาชนเข้าคูหาแล้วเลือกใคร ถึงตรงนั้นไม่ว่าตำรวจทหารก็บังคับประชาชนไม่ได้ ปัจจัยเรื่องความได้เปรียบหรือข้าราชการสนับสนุนนั้น ไม่มีความหมายในยุคนี้แล้ว ถึงวันนั้นบุคคลทั้งหลายที่ปรากฏชื่ออาจเปลี่ยนไปสมัครพรรคอื่น วันนี้กลุ่มสามมิตรอาจเข้มข้นคึกคัก แต่ถึงการเลือกตั้งจริงอาจอ่อนล้าลงไป อย่าไปซีเรียส สถานการณ์ทางการเมืองไม่มีอะไรแน่นอน”

แชร์ข่าว :
Tags: