สภาพัฒน์เผยจีดีพีไตรมาสแรกโต 4.8% สูงสุดรอบ 5 ปี

21 พฤษภาคม 2561
5,182

สศช. แถลงจีดีพีไตรมาส 1/2561 ปรับตัวเพิ่มขึ้น 4.8 % จากปีก่อน ดีที่สุดในรอบ 20 ไตรมาส ปรับคาดการณ์เศรษฐกิจปีนี้อยู่ที่ 4.2-4.7%

นางชุตินาฏ  วงศ์สุบรรณ รักษาราชการแทนเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และดร.วิชญายุทธ  บุญชิต รองเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ พร้อมด้วยผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.) ที่เกี่ยวข้องแถลงข่าวตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ในไตรมาสแรกของปี 2561 และแนวโน้มปี 2561โดยมีรายละเอียดดังนี้

เศรษฐกิจไทยในไตรมาสแรกของปี 2561

เศรษฐกิจไทยในไตรมาสแรกของปี2561ขยายตัวร้อยละ4.8เร่งขึ้นจากการขยายตัวร้อยละ4.0
ในไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งเป็นอัตราการขยายตัวสูงสุดในรอบ 20 ไตรมาส และเมื่อปรับผลของฤดูกาลออกแล้ว เศรษฐกิจไทยในไตรมาสแรกของปี2561ขยายตัวจากไตรมาสที่สี่ของปี2560ร้อยละ2.0(QoQ_SA)

1_2

ด้านการใช้จ่าย มีปัจจัยสนับสนุนจากการขยายตัวเร่งขึ้นของการบริโภคภาคเอกชน การใช้จ่ายของรัฐบาล การลงทุนรวม และการขยายตัวในเกณฑ์สูงอย่างต่อเนื่องของการส่งออกสินค้าและบริการ การบริโภคภาคเอกชน ขยายตัวร้อยละ 3.6 เร่งขึ้นจากการขยายตัวร้อยละ 3.4 ในไตรมาสก่อนหน้า โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการปรับตัวดีขึ้นและกระจายตัวมากขึ้นของฐานรายได้ในระบบเศรษฐกิจ มาตรการดูแลผู้มีรายได้น้อยของภาครัฐ และอัตราเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยที่ยังอยู่ในระดับต่ำ สอดคล้องกับการปรับตัวเพิ่มขึ้นของความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและการขยายตัวเร่งขึ้นของสินเชื่อภาคครัวเรือน

โดยการใช้จ่ายซื้อสินค้าคงทนขยายตัวร้อยละ 9.4 สอดคล้องกับยอดขายรถยนต์นั่งส่วนบุคคลที่ขยายตัวร้อยละ 14.8 ในขณะที่การใช้จ่ายด้านบริการ และสินค้ากึ่งคงทนขยายตัวร้อยละ 4.9 และร้อยละ 2.4 เร่งตัวขึ้นจากร้อยละ 2.1 และร้อยละ0.6ในไตรมาสก่อนหน้าตามลำดับ ส่วนการบริโภคสินค้าไม่คงทนขยายตัวร้อยละ 2.0 สอดคล้องกับดัชนีภาษีมูลค่าเพิ่มหมวดโรงแรมและภัตตาคารดัชนีปริมาณการนำเข้าสินค้าหมวดสิ่งทอเครื่องนุ่งห่ม และดัชนีปริมาณการจำหน่ายน้ำมันเบนซิน แก๊สโซฮอล์ และน้ำมันดีเซล ที่ขยายตัวร้อยละ 9.8 ร้อยละ10.8และร้อยละ2.0ตามลำดับ ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจโดยรวมอยู่ที่ระดับ66.7เทียบกับระดับ65.2ในไตรมาสก่อนหน้า และเป็นระดับสูงสุดในรอบ 12 ไตรมาส 

การใช้จ่ายเพื่อการอุปโภคของรัฐบาล ขยายตัวร้อยละ1.9ปรับตัวดีขึ้นจากการขยายตัวร้อยละ 0.2ในไตรมาสก่อนหน้า อัตราการเบิกจ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำภายใต้กรอบงบประมาณรายจ่ายประจำปี(ไม่รวมงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม) ที่ร้อยละ21.0ใกล้เคียงกับร้อยละ 21.1 ในไตรมาสเดียวกันของปีก่อน การลงทุนรวม เพิ่มขึ้นร้อยละ3.4ปรับตัวดีขึ้นจากการขยายตัวร้อยละ 0.3 ในไตรมาสก่อนหน้า และเป็นการปรับตัวดีขึ้นทั้งในส่วนของการลงทุนภาครัฐและภาคเอกชน โดย การลงทุนภาคเอกชน ขยายตัวร้อยละ3.1เร่งขึ้นจากการขยายตัวร้อยละ 2.4 ในไตรมาสก่อนหน้า และเป็นการขยายตัวต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 4 โดยการลงทุน
ในหมวดเครื่องมือเครื่องจักรขยายตัวร้อยละ 3.1 ต่อเนื่องจากการขยายตัวร้อยละ 3.4 ในไตรมาสก่อนหน้า ในขณะที่การลงทุนในหมวดก่อสร้างขยายตัวร้อยละ 3.4 ปรับตัวดีขึ้นจากการลดลงร้อยละ 2.3 ในไตรมาสก่อนหน้า มูลค่าการขอรับการส่งเสริมการลงทุนผ่านคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI)ในไตรมาสนี้ อยู่ที่ 203.6 พันล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 228.5 โดยเป็นมูลค่าการขอรับการส่งเสริมการลงทุนในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก จำนวน 165.4 พันล้านบาทเพิ่มขึ้นมากจาก 12.3 พันล้านบาท ในช่วงเดียวกันของปีก่อนดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจอยู่ที่ระดับ 52.4 สูงสุดในรอบ 24ไตรมาสส่วนการลงทุนภาครัฐกลับมาขยายตัวเป็นครั้งแรกในรอบ4ไตรมาส ร้อยละ 4.0 ปรับตัวดีขึ้นจากการลดลงร้อยละ 6.0 ในไตรมาสก่อนหน้าโดยการลงทุนของรัฐวิสาหกิจเพิ่มขึ้นร้อยละ 11.5ขณะที่การลงทุนของรัฐบาลปรับตัวลดลงร้อยละ 0.3

ในด้านภาคต่างประเทศ การส่งออกสินค้า มีมูลค่า 61,788 ล้านดอลลาร์ สรอ. ขยายตัวในเกณฑ์สูงต่อเนื่องจากไตรมาสก่อนหน้า ร้อยละ 9.9 ซึ่งเป็นการขยายตัวในทุกตลาดส่งออกสำคัญ และเกือบทุกหมวดสินค้า สอดคล้องกับการขยายตัวเร่งขึ้นของเศรษฐกิจประเทศคู่ค้า และการเพิ่มขึ้นของราคาสินค้าในตลาดโลก โดยปริมาณการส่งออกเพิ่มขึ้นร้อยละ 5.0 และราคาสินค้าส่งออกเพิ่มขึ้นร้อยละ 4.7กลุ่มสินค้าส่งออกที่มูลค่าขยายตัว เช่น ข้าว (ร้อยละ 21.1) มันสำปะหลัง (ร้อยละ 28.7) ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม (ร้อยละ 41.1) ชิ้นส่วนและอุปกรณ์ยานยนต์ (ร้อยละ 15.4) รถยนต์นั่ง (ร้อยละ 18.5)รถกระบะและรถบรรทุก (ร้อยละ 1.8) เครื่องจักรและอุปกรณ์ (ร้อยละ 9.4) ชิ้นส่วนและอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ (ร้อยละ 16.1) และอุปกรณ์สื่อสารโทรคมนาคม (ร้อยละ 37.7) เป็นต้น การส่งออกไปยังตลาดสำคัญขยายตัวในเกณฑ์ดีต่อเนื่องในทุกตลาด


ทั้งสหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป (15) จีน ญี่ปุ่น อาเซียน (9) ออสเตรเลีย และตะวันออกกลาง (15) เมื่อหัก
การส่งออกทองคำที่ยังไม่ขึ้นรูปออกแล้ว มูลค่าการส่งออกเพิ่มขึ้นร้อยละ 11.2 เมื่อคิดในรูปของเงินบาท มูลค่าการส่งออกสินค้าลดลงร้อยละ 1.3 เทียบกับการขยายตัวร้อยละ 3.9 ในไตรมาสก่อนหน้า ส่วนการนำเข้าสินค้า มีมูลค่า55,153ล้านดอลลาร์ สรอ.ขยายตัวร้อยละ16.3เป็นผลจากการเพิ่มขึ้นของราคานำเข้าร้อยละ 6.6 และปริมาณการนำเข้าร้อยละ 9.2โดยปริมาณการนำเข้าเพิ่มขึ้นในทุกหมวดสินค้า สอดคล้องกับการส่งออกที่ขยายตัวดีต่อเนื่อง รวมทั้งการปรับตัวดีขึ้นของการผลิตภาคอุตสาหกรรมและอุปสงค์ในประเทศ

ด้านการผลิตการผลิตสาขาอุตสาหกรรม และสาขาการขายส่ง การขายปลีกและการซ่อมแซมขยายตัวเร่งขึ้น สาขาโรงแรมและภัตตาคาร และสาขาการขนส่งและการคมนาคมขยายตัวดีต่อเนื่อง ในขณะที่สาขาเกษตรกรรมและสาขาก่อสร้างกลับมาขยายตัวและเป็นปัจจัยสนับสนุนสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจขยายตัวเร่งขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้าโดยภาคเกษตรกลับมาขยายตัวในเกณฑ์สูงร้อยละ 6.5 ปรับตัวดีขึ้นจากการลดลงร้อยละ 1.3 ในไตรมาสก่อนหน้า ตามสภาพอากาศ รวมทั้งปริมาณน้ำชลประทานและปริมาณน้ำฝนที่เอื้ออำนวยต่อการเพิ่มขึ้นของผลผลิตผลผลิตสินค้าเกษตรสำคัญที่เพิ่มขึ้นได้แก่ ข้าวเปลือก (ร้อยละ 31.8) ยางพารา (ร้อยละ 12.0) ปาล์มน้ำมัน (ร้อยละ 22.0) ข้าวโพด (ร้อยละ41.9) กุ้ง (ร้อยละ 13.4) และสุกร (ร้อยละ 3.3) เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ผลผลิตมันสำปะหลังลดลงร้อยละ 6.0ส่วนดัชนีราคาสินค้าเกษตรลดลงร้อยละ 12.3 ตามการลดลงของราคายางพารา ราคาปาล์มน้ำมัน และการลดลงจากฐานที่สูงของราคาอ้อยในช่วงไตรมาสแรกของปี 2560 ในขณะที่ราคาสินค้าเกษตรสำคัญหลายรายการปรับตัวเพิ่มขึ้น เช่น ราคาข้าวเปลือก (ร้อยละ 14.2) ราคามันสำปะหลัง (ร้อยละ 43.8) และราคาข้าวโพด (ร้อยละ 29.5) เป็นต้นการลดลงของดัชนีราคาสินค้าเกษตรบางรายการยังส่งผลให้ดัชนีรายได้เกษตรกรโดยรวมปรับตัวลดลงร้อยละ 4.8สาขาอุตสาหกรรมขยายตัวในเกณฑ์ดีร้อยละ 3.7 เร่งขึ้นจากการขยายตัวร้อยละ 3.4 ในไตรมาสก่อนหน้า ตามการเร่งตัวขึ้นของดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมที่มีสัดส่วนการส่งออกในช่วงร้อยละ 30–60 ที่ขยายตัวร้อยละ 7.2 และดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมกลุ่มการผลิตเพื่อบริโภคภายในประเทศ (สัดส่วนส่งออกน้อยกว่าร้อยละ 30) ที่ขยายตัวร้อยละ 4.0 ในขณะที่ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมการผลิตเพื่อการส่งออก (สัดส่วนส่งออกมากกว่าร้อยละ 60) ลดลงเล็กน้อยร้อยละ 0.6 เนื่องจากการลดลงของอุตสาหกรรมบางรายการ อัตราการใช้กำลังการผลิตเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 72.4 เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 67.4 ในไตรมาส
ก่อนหน้า และร้อยละ 69.6 ในไตรมาสเดียวกันของปีก่อน และเป็นอัตราการใช้กำลังการผลิตของไตรมาสแรกที่สูงสุดในรอบ 5 ปี ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมที่เพิ่มขึ้น เช่น ยานยนต์ (ร้อยละ 12.0) ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม (ร้อยละ 20.6) น้ำมันและไขมันจากพืชและสัตว์ (ร้อยละ 38.8) พลาสติกและยาง (ร้อยละ 8.7) และคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์
ต่อพ่วง (ร้อยละ 10.2) เป็นต้น ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมที่ลดลง เช่น ผลิตภัณฑ์จากยาสูบ (ร้อยละ -31.2) การต้ม การกลั่นและการผสมสุรา (ร้อยละ -29.6) และผลิตภัณฑ์ยางชนิดอื่นๆ (ร้อยละ -4.3) เป็นต้นสาขาโรงแรมและภัตตาคารขยายตัวในเกณฑ์สูงร้อยละ 12.8 ต่อเนื่องจากการขยายตัวร้อยละ 15.3ในไตรมาสก่อนหน้า โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนจากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศ 10.61 ล้านคน ขยายตัวในเกณฑ์สูงร้อยละ 15.4 สอดคล้องกับ
การปรับตัวดีขึ้นของภาวะเศรษฐกิจในประเทศที่เป็นแหล่งต้นทางของนักท่องเที่ยว และรายรับรวมจากการท่องเที่ยว 840.5 พันล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 16.8ประกอบด้วย (1) รายรับจากนักท่องเที่ยวต่างประเทศ 573.3 พันล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 19.0 โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการเพิ่มขึ้นของรายรับจากนักท่องเที่ยวจีน รัสเซีย อินเดีย เยอรมนี และเกาหลีใต้ เป็นสำคัญ และ (2) รายรับจากนักท่องเที่ยวชาวไทย 267.2 พันล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 12.2 อัตราการเข้าพักเฉลี่ยในไตรมาสนี้อยู่ที่ร้อยละ 76.79 เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 69.44ในไตรมาสก่อนหน้า และร้อยละ 73.35
ในไตรมาสเดียวกันของปีก่อนสาขาขนส่งและการคมนาคมขยายตัวร้อยละ 7.1 ต่อเนื่องจากการขยายตัวร้อยละ 8.8 ในไตรมาสก่อนหน้า สอดคล้องกับการขยายตัวในเกณฑ์สูงของจำนวนนักท่องเที่ยว และการส่งออก รวมทั้งการขยายตัวในเกณฑ์ดีของการผลิตสาขาอุตสาหกรรม โดยบริการขนส่งทางบก ทางอากาศ และทางน้ำขยายตัวร้อยละ 3.4 ร้อยละ 12.5 และร้อยละ 9.5 ตามลำดับ นอกจากนี้ บริการโทรคมนาคมขยายตัวร้อยละ 9.5 สอดคล้องกับการเพิ่มขึ้นของผลประกอบการของผู้ให้บริการโทรคมนาคม

เสถียรภาพทางเศรษฐกิจยังอยู่ในเกณฑ์ดี โดยอัตราการว่างงานยังอยู่ในระดับต่ำที่ร้อยละ 1.2
อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 0.6 บัญชีเดินสะพัดเกินดุล 17.1 พันล้านดอลลาร์ สรอ. (539.7พันล้านบาท)หรือคิดเป็นร้อยละ13.3ของ GDP เงินทุนสำรองระหว่างประเทศ ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2561 อยู่ที่215.6พันล้านดอลลาร์ สรอ.และหนี้สาธารณะ ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2561มีมูลค่าทั้งสิ้น6,454.2พันล้านบาทคิดเป็นร้อยละ 39.2 ของ GDP

2_2

แนวโน้มเศรษฐกิจไทย ปี 2561

เศรษฐกิจไทยปี 2561คาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 4.2–4.7(ค่ากลางการประมาณการร้อยละ 4.5) โดยมีปัจจัยสนับสนุนจาก (1) การปรับตัวดีขึ้นของเศรษฐกิจโลกและระดับราคาสินค้าในตลาดโลกซึ่งจะสนับสนุนให้การส่งออกและการผลิตสาขาอุตสาหกรรมขยายตัวในเกณฑ์ดีและสนับสนุนเศรษฐกิจในภาพรวมได้
อย่างต่อเนื่อง (2) แรงขับเคลื่อนจากการใช้จ่ายภาครัฐบาลและการลงทุนภาครัฐยังอยู่ในเกณฑ์สูง และมีแนวโน้มเร่งตัวขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี (3) การฟื้นตัวที่ชัดเจนมากขึ้นของการลงทุนภาคเอกชน ตามการเพิ่มขึ้นของอัตราการใช้กำลังการผลิตในสาขาอุตสาหกรรม การเพิ่มขึ้นของมูลค่าการขอรับการส่งเสริมการลงทุน ความคืบหน้าของโครงการลงทุนของภาครัฐ และการปรับตัวดีขึ้นของความเชื่อมั่นในภาคธุรกิจ และ (4) การปรับตัวดีขึ้นและ
การกระจายตัวมากขึ้นของฐานรายได้ประชาชนในระบบเศรษฐกิจ ทั้งนี้ คาดว่ามูลค่าการส่งออกสินค้าจะขยายตัวร้อยละ 8.9 การบริโภคภาคเอกชน และการสะสมทุนถาวรรวมขยายตัวร้อยละ 3.7 และร้อยละ 4.7 ตามลำดับ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยอยู่ในช่วงร้อยละ 0.7–1.7 และบัญชีเดินสะพัดเกินดุลร้อยละ 8.4 ของ GDP

รายละเอียดของการประมาณการเศรษฐกิจในปี2561ในด้านต่างๆ มีดังนี้

  1. การใช้จ่ายเพื่อการอุปโภคบริโภค การใช้จ่ายเพื่อการอุปโภคบริโภคของเอกชนคาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 3.7 เร่งขึ้นจากการขยายตัวในปี 2560 และเป็นการปรับเพิ่มขึ้นจากการขยายตัวร้อยละ 3.2 ในการประมาณการครั้งที่ผ่านมา ตามการขยายตัวที่สูงกว่าการคาดการณ์ร้อยละ3.6ในไตรมาสแรก
    และแนวโน้มการขยายตัวในเกณฑ์ดีในช่วงที่เหลือของปี โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนจาก(1)การปรับตัวดีขึ้น
    ของฐานรายได้ในระบบเศรษฐกิจที่มีความชัดเจนและเริ่มกระจายตัวมากขึ้น โดยเฉพาะการปรับตัวในทิศทาง
    ที่ดีขึ้นของราคาสินค้าเกษตรสำคัญๆ หลายรายการ รวมทั้งการขยายตัวในเกณฑ์ดีอย่างต่อเนื่องของฐานรายได้ในภาคการส่งออก การผลิตภาคอุตสาหกรรม การท่องเที่ยว และบริการที่เกี่ยวเนื่อง(2)การดำเนินมาตรการของภาครัฐในการดูแลประชาชนผู้มีรายได้น้อยและเศรษฐกิจฐานรากภายใต้กรอบงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม ประจำปีงบประมาณ 2561 และ(3)การลดลงของข้อจำกัดจากการถือครองรถยนต์ภายใต้มาตรการรถยนต์คันแรกและการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่การใช้จ่ายเพื่อการอุปโภคภาครัฐบาลคาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 3.0
    เร่งขึ้นจากร้อยละ0.5ในปี2560และเป็นการปรับลดลงเล็กน้อยจากร้อยละ3.2ในการประมาณการ
    ครั้งที่ผ่านมา ตามการปรับสมมติฐานสัดส่วนรายจ่ายประจำและเงินโอนภายใต้กรอบงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม
    ประจำปีงบประมาณ 2561
  2. การลงทุนรวมคาดว่าจะขยายตัวร้อยละ4.7เร่งขึ้นจากการขยายตัวร้อยละ0.9ในปี 2560
    โดยการลงทุนภาครัฐ คาดว่าจะขยายตัวในเกณฑ์สูงร้อยละ8.6เทียบกับการลดลงร้อยละ1.2 ในปี2560โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการเพิ่มขึ้นในเกณฑ์สูงของกรอบวงเงินรายจ่ายลงทุนภายใต้กรอบงบประมาณรายจ่ายประจำปีและงบลงทุนรัฐวิสาหกิจร้อยละ17.5และร้อยละ 33.7เทียบกับการเพิ่มขึ้นร้อยละ8.9และการลดลงร้อยละ2.1ในปี 2560 ตามลำดับ และการดำเนินโครงการโครงสร้างพื้นฐานสำคัญๆ ที่มีความคืบหน้ามากขึ้น แต่เป็นการ
    ปรับลดลงเล็กน้อยจากการขยายตัวร้อยละ 10.0 ในการประมาณการครั้งที่ผ่านมา สอดคล้องกับการปรับลดสมมติฐานกรอบงบลงทุนรัฐวิสาหกิจให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริง รวมทั้งเป็นการปรับลดสมมติฐานอัตราเบิกจ่ายรายจ่ายลงทุนเพื่อให้สอดคล้องกับอัตราเบิกจ่ายงบลงทุนที่เกิดขึ้นจริงในช่วงครึ่งแรกของปีงบประมาณ2561
    โดยอัตราการเบิกจ่ายงบลงทุนมีแนวโน้มเร่งตัวขึ้นในครึ่งปีหลังสะท้อนจากยอดเบิกจ่ายรวม POในครึ่งแรกของปีงบประมาณซึ่งอยู่ที่ร้อยละ54.8สูงกว่าร้อยละ44.0ในช่วงเดียวกันของปีงบประมาณ 2560 ในขณะที่การลงทุนภาคเอกชน คาดว่าจะขยายตัวร้อยละ3.9เร่งตัวขึ้นจากการขยายตัวร้อยละ 1.7 ในปี 2560 และเป็นการปรับเพิ่มจากการขยายตัวร้อยละ3.7ในการประมาณการครั้งที่ผ่านมา สอดคล้องกับอัตราการใช้กำลังการผลิต
    ในภาคอุตสาหกรรมที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ72.4ในไตรมาสแรก ซึ่งเป็นอัตราการใช้กำลังการผลิตในไตรมาสแรกที่สูงสุดในรอบ5ปีการขยายตัวในเกณฑ์สูงของมูลค่าการขอรับการส่งเสริมการลงทุนผ่านคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนร้อยละ22.4และร้อยละ 228.5 ในปี2560และในไตรมาสแรกของปี2561ตามลำดับรวมทั้งการปรับตัวดีขึ้นของความเชื่อมั่นภาคธุรกิจ และความคืบหน้าของโครงการลงทุนของภาครัฐ ซึ่งจะเป็นปัจจัยกระตุ้นให้ภาคธุรกิจมีการลงทุนมากขึ้น
  3. มูลค่าการส่งออกสินค้าในรูปเงินดอลลาร์ สรอ.คาดว่าจะขยายตัวร้อยละ8.9เทียบกับ
    การขยายตัวร้อยละ 9.7 ในปี 2560 และเป็นการปรับเพิ่มจากการขยายตัวร้อยละ 6.8 ในการประมาณการ
    ครั้งที่ผ่านมา ซึ่งเป็นผลมาจากการปรับเพิ่มสมมติฐานราคาและปริมาณการส่งออกสินค้าจากการเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.5–5 และร้อยละ 4.8 ในการประมาณการครั้งที่ผ่านมา เป็นการเพิ่มขึ้นร้อยละ3.5–4.5 และการเพิ่มขึ้นร้อยละ 4.9 ในการประมาณการครั้งนี้ เมื่อรวมกับการปรับเพิ่มสมมติฐานรายรับจากนักท่องเที่ยวต่างประเทศ
    จาก 2.18 ล้านล้านบาท (เพิ่มขึ้นร้อยละ 11.6) ในการประมาณการครั้งก่อนหน้า เป็น2.23ล้านล้านบาท (เพิ่มขึ้นร้อยละ 14.6)สอดคล้องกับจำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศในไตรมาสแรกที่ขยายตัวในเกณฑ์สูงและ
    มีแนวโน้มที่จะขยายตัวในเกณฑ์ดีอย่างต่อเนื่องในช่วงที่เหลือของปี (ล่าสุดในเดือนเมษายน จำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศเพิ่มขึ้นร้อยละ 9.4) ทำให้ปริมาณการส่งออกสินค้าและบริการเพิ่มขึ้นร้อยละ 6.3 เพิ่มขึ้นจากการขยายตัวร้อยละ 6.0 ในการประมาณการครั้งที่ผ่านมา

ประเด็นการบริหารเศรษฐกิจในปี 2561

การบริหารนโยบายเศรษฐกิจมหภาคในปี2561ควรให้ความสำคัญกับ(1)การสนับสนุนการขยายตัวของภาคเศรษฐกิจสำคัญๆโดยเฉพาะ(i)การดูแลการส่งออกให้สามารถขยายตัวได้อย่างเต็มศักยภาพและต่อเนื่องควบคู่ไปกับการติดตาม ประเมินสถานการณ์ และเตรียมมาตรการรองรับผลกระทบจากมาตรการกีดกัน
ทางการค้าที่อาจเพิ่มสูงขึ้น (ii)การสนับสนุนการขยายตัวของการลงทุนภาคเอกชน ทั้งในด้านการอนุมัติโครงการที่ขอรับการส่งเสริมการลงทุนและสนับสนุนให้มีการลงทุนจริงโดยเร็ว การชักจูงนักลงทุนในสาขาและพื้นที่เป้าหมาย การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญๆ และการสร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุน และ(iii)การสนับสนุน
การขยายตัวของภาคบริการ โดยเฉพาะด้านการท่องเที่ยว ทั้งในเรื่องการรักษาความปลอดภัย การส่งเสริมการขาย
ในตลาดนักท่องเที่ยวระยะไกล รวมทั้งการลดความแออัดของนักท่องเที่ยวในสนามบินและพื้นที่ท่องเที่ยว
ควบคู่ไปกับการปรับปรุงระบบการเดินทางไปยังแหล่งท่องเที่ยวรองเพื่อสนับสนุนการกระจายรายได้ลงสู่เมืองรองและชุมชนให้มากขึ้น(2)การขับเคลื่อนการลงทุนภาครัฐให้สามารถขยายตัวได้ตามเป้าหมาย โดย(i)การจัดซื้อ
จัดจ้างและเบิกจ่ายงบลงทุนในช่วงที่เหลือของปี เพื่อให้สามารถเบิกจ่ายงบลงทุนภายใต้กรอบงบประมาณรายจ่ายประจำปี และกรอบงบลงทุนรัฐวิสาหกิจให้ได้ไม่ต่ำกว่าร้อยละ66.7และร้อยละ77.0 ตามลำดับ(ii)การขับเคลื่อนโครงการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ รวมทั้งส่งเสริมให้นักลงทุนเข้าไปลงทุนในพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญๆ และ(iii)การจัดทำแผนและขับเคลื่อนการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาเมืองและพื้นที่เศรษฐกิจ
ในระดับภาคและจังหวัดสำคัญๆ(3)การดูแลเกษตรกรและผู้มีรายได้น้อย และการสร้างความเข้มแข็งให้กับSMEsและเศรษฐกิจฐานรากทั้งในด้าน(i)การผลิตสินค้าเกษตรและรายได้เกษตรกร โดยให้ความสำคัญกับสินค้าที่ราคายังฟื้นตัวอย่างล่าช้า การเตรียมมาตรการรองรับผลผลิตภาคเกษตรที่จะออกสู่ตลาดมากขึ้น ควบคู่ไปกับการเฝ้าระวังและเตรียมมาตรการรองรับความผันผวนจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศและการส่งเสริมการทำเกษตรแปลงใหญ่(ii)การดูแลผู้มีรายได้น้อย เศรษฐกิจฐานราก และ SMEs โดยให้ความสำคัญกับ
การดำเนินการตามโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรวมทั้งการดูแลมาตรการสินเชื่อให้มีวงเงินที่เพียงพอ และเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย โดยเฉพาะกลุ่มที่มีความเปราะบางต่อการเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันและอัตราดอกเบี้ย และ
(iii) การให้ความช่วยเหลือและพัฒนาSMEsที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการดำเนินธุรกิจพฤติกรรมผู้บริโภคโครงสร้างประชากร และการเปลี่ยนแปลงของค่าเงินบาท และ (4)การเตรียมความพร้อม
ด้านกำลังแรงงานและคุณภาพแรงงานให้มีเพียงพอต่อการรองรับการขยายตัวของภาคการผลิตและการลงทุน



2_3

3_2

แชร์ข่าว :
Tags:

ข่าวที่เกี่ยวข้อง