วันเสาร์ ที่ 21 กุมภาพันธ์ 2569

Login
Login

ผิดหวัง 'ศาลรธน.' วินิจฉัยเว้นลักษณะต้องห้าม 'กรรมการป.ป.ช.'ไม่ขัดรธน.

ผิดหวัง 'ศาลรธน.' วินิจฉัยเว้นลักษณะต้องห้าม 'กรรมการป.ป.ช.'ไม่ขัดรธน.

"รองประธาน กรธ." ผิดหวัง "ศาลรัฐธรรมนูญ" วินิจฉัยเว้นลักษณะต้องห้าม "กรรมการป.ป.ช." ไม่ขัดรธน. ย้ำความเห็นเดิมทำไม่ได้ ซัดเขียนกฎหมายลูกทรพี เสียดายความไว้ใจ ที่มอบอำนาจ สนช.

นายสุพจน์ ไข่มุกด์ รองประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) คนที่ 1 ในฐานะอดีตประธานตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ กล่าวว่าตนรู้สึกผิดหวังไปพร้อมกับความตกใจหลังอ่านคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ประเด็นที่สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ขอให้วินิจฉัยการเว้นลักษณะต้องห้ามของบุคคลที่ดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชุดปัจจุบัน ในบทเฉพาะกาลของร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ส่วนของการดำรงตำแหน่งข้าราชการการเมืองซึ่งไม่พ้นกำหนด 10 ปี สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ต่อไปจนครบวาระ เพราะกรณีดังกล่าวตนยืนยันในความเห็นที่เคยได้อภิปรายในที่ประชุมสนช. ว่า เป็นบทบัญญัติที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 เพราะการเขียนกฎหมายลูกแม้จะเป็นหน้าที่ตรงของสนช. แต่การเขียนรายละเอียดนั้นต้องไม่มีความใดที่ขัดกับรัฐธรรมนูญ ฐานะกฎหมายแม่ ไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นกฎหมายลูกฆ่าแม่ และกลายเป็นกฎหมายลูกทรพีได้

นายสุพจน์ กล่าวด้วยว่าตนไม่ทราบว่าประเด็นที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยดังกล่าวจะมีผลประโยชน์หรือความเกี่ยวข้องใดกับการใช้มาตรา 44 เพื่อต่ออายุให้ 5 ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่พ้นวาระไปหรือไม่ หรือมีความเกี่ยวข้องกับคุณสมบัติของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่เหลือและมีดีกรีเป็นถึงระดับศาสตราจารย์หรือไม่ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นภายหลังคำวินิจฉัยนั้นจะกลายเป็นบรรทัดฐานของสังคมและการเขียนกฎหมายในอนาคตที่ปรากฎความว่าขัดกับหลักนิติธรรมอย่างชัดเจน เพราะกรณีของการเว้นลักษณะต้องห้ามเพื่อให้บุคคลดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระได้ ถือเป็นการเปิดช่องให้กฎหมายมีช่องโหว่ และอนาคตคนที่เข้าปฏิบัติหน้าที่ออกกฎหมายอาจใช้เทคนิคดังกล่าวเพื่อเขียนกฎหมายที่ขัดกับหลักนิติธรรมได้

ผู้สื่อข่าวถามว่ากรณีคำวินิจฉัยของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมองประเด็นอำนาจของสนช.​ที่จะเขียนเนื้อหาร่างพ.ร.ป. ในส่วนต่างๆ ได้เพราะรัฐธรรมนูญกำหนดไว้ นายสุพจน์ กล่าวว่า ตนยอมรับว่าเจตนาตั้งต้นที่เขียนให้สนช.มีอำนาจบัญญัติ แต่หลักการที่ยึดถือคือการเขียนรายละเอียดในกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญต้องไม่ขัดหรือแย้งกับกฎหมายแม่บท คือรัฐธรรมนูญ​ ไม่ใช่ใช้อารมณ์ ความรู้สึก หรือการต่างตอบแทนเพื่อเขียนสาระที่ปู้ยี้ปู้ยำรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้ตนรู้สึกเสียดายความไว้ใจของกรธ.​ที่คาดหวังว่าจะให้ สนช. ช่วยพิจารณาเขียนกฎหมายให้รอบคอบ แต่ยอมรับว่าตนมองโลกสวยเกินไปและไม่คาดคิดว่าสนช. จะเขียนกฎหมายโดยไม่คำนึงถึงหลักนิติธรรม และเมื่อผลสรุปเป็นไปตามคำวินิจฉัยตนห่วงว่าสังคมไทยและประเทศไทย คงไม่สามารถคาดหวังหรือพึ่งพาองค์กรอิสระหรือองค์กรใดได้อีก.