'ก.ทรัพย์ฯ' เผยสถานการณ์นกน้ำ-นกป่าชายเลน

12 กุมภาพันธ์ 2561
1,112

"ก.ทรัพย์ฯ" เผยสถานการณ์นกน้ำ-นกป่าชายเลนยังน่าห่วง พร้อมจับมือหลายหน่วยงานผุดโครงการอนุรักษ์ถิ่นอาศัยของพันธุ์พืชและพันธุ์สัตว์ หวังคนไทยร่วมกันอนุรักษ์

สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยข้อมูลสถานการณ์นกน้ำ นกป่าชายเลนหลายชนิดมีสถานะภาพที่น่าเป็นห่วงไม่น้อย สาเหตุหนึ่งคือ พื้นที่อาศัยเดิมเปลี่ยนไป ความเจริญก้าวหน้าทางของเทคโนโลยีเข้ามา เมืองเปลี่ยนไป บั่นทอนต่อการดำรงอยู่ ส่งผลให้จำนวนประชากรลดลงอย่างรวดเร็ว

สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) และองค์การสวนสัตว์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ร่วมกับโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (United Nations Development Programme: UNDP) ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากกองทุนสิ่งแวดล้อมโลก (Global Environment Facility: GEF) ให้ดำเนินโครงการอนุรักษ์ถิ่นอาศัยของพันธุ์พืชและพันธุ์สัตว์ที่มีความสำคัญระดับโลกในพื้นที่ภาคการผลิต (Conserving Habitats for Globally Important Flora and Fauna in Production Landscapes) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อการอนุรักษ์ชนิดพันธุ์และถิ่นที่อยู่อาศัยของชนิดพันธุ์ที่มีคามสำคัญระดับโลก และอยู่ในภาวะใกล้สูญพันธุ์โดยให้ความสำคัญกับชนิดพันธุ์พืชและพันธุ์สัตว์จำนวนรวม 3 ชนิด ได้แก่ นกชายเลนปากช้อน (Spoon-billed Sandpiper) พลับพลึงธาร (Water Onion) และ นกกระเรียนพันธุ์ไทย (Eastern Sarus Crane)

ทั้งนี้ ปัจจัยหลักที่ทำให้ประชากรนกชายเลนปากช้อนลดลงอย่างรวดเร็ว มาจากการสูญเสียแหล่งที่อยู่อาศัย แหล่งผสมพันธุ์และวางไข่ พื้นที่แวะพักระหว่างการอพยพในฤดูหนาว ประกอบกับการรบกวนที่อยู่อาศัย การล่าสัตว์ และผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ล้วนมีผลต่อการลดลงของประชากรนกชายเลนปากช้อน ในขณะที่ปัจจุบันยังไม่มีกฎหมายใด ๆ คุ้มครองนกชายเลนปากช้อนเป็นการเฉพาะ และด้วยจำนวนประชากรของนกชายเลนปากช้อนที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง และรวดเร็วจาก 2,000-2,800 คู่ ในช่วงระหว่างปี พ.ศ. 2513-2522 จนมาเหลือเพียง 150-250 คู่ ในปี พ.ศ. 2551

องค์การระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ (International Union for Conservation of Nature: IUCN- ไอยูซีเอ็น) ได้จัดให้ นกชายเลนปากช้อน อยู่ในสถานภาพใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่ง (Critically Endangered)

ทั้งนี้ เมื่อปี พ.ศ. 2555 โครงการอนุรักษ์ถิ่นอาศัยของพันธุ์พืชและพันธุ์สัตว์ที่มีความสำคัญระดับโลกในพื้นที่ภาคการผลิต (Conserving Habitats for Globally Important Flora and Fauna in Production Landscapes Project) มีวัตถุประสงค์ เพื่อให้เกิดการอนุรักษ์ความหลากหลายของพันธุ์พืชและพันธุ์สัตว์ที่มีความสำคัญระดับโลก ในพื้นที่ภาคการผลิต หรือ พื้นที่นอกเขตอนุรักษ์ตามกฎหมาย โดยให้ความสำคัญกับการจัดการถิ่นที่อยู่อาศัย ตลอดจนกรรสร้างความร่วมมือและการบูรณาการจากทุกภาคส่วน ทั้งระดับจังหวัด ท้องถิ่น และชุมชน เพื่อนำไปสู่แนวทางการอนุรักษ์และฟื้นฟูชนิดพันธุ์พืชและพันธุ์สัตว์ โดยอาศัยการมีส่วนร่วมจากชุมชน มุ่งเน้น ความสอดคล้องกับวิถีชีวิตของชุมชนในพื้นที่ เช่น การพัฒนำการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ การส่งเสริมอาชีพเสริมสำหรับชุมชน รวมทั้งให้ความสำคัญกับการพัฒนำที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและยั่งยืน ดังนั้น เพื่อให้การดำเนินกิจกรรมภายใต้โครงการดังกล่าวเป็นไปตามวัตถุประสงค์ และบรรลุถึงเป้าหมายของโครงกรฯ สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยำกรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จึงจัดกิจกรรมเปิดตัวโครงการฯ ขึ้น เพื่อให้ภาคส่วน ที่เกี่ยวข้องใน จ.สมุทรสาคร สมุทรสงคราม และ เพชรบุรี ได้มีส่วนร่วมในการดำเนินโครงการและเผยแพร่ไปสู่ชุมชน

มีรายงาน นกชายเลนอพยพ ชนิดอื่นๆ ที่ถูกคุกคามในระดับโลกซึ่งพบในพื้นที่อ่าวไทยตอนใน ประกอบด้วย นกทะเลขาเขียวลายจุด (Nordmann’s Greenshank) เป็นนกชายเลนอีกชนิดที่มีสถานภาพใกล้สูญพันธุ์ ในระดับโลก ปัจจุบันคาดว่า ทั่วโลกเหลือไม่ถึง 1, 200 ตัว มีถิ่นทำรังวางไข่อยู่รอบชายฝั่งๆ ทะเลโอคฮอตซค์ (sea of Okhotsk) และบนเกาะซัคคาลิน (Sakhalin Island) ของประเทศรัสเซีย ในช่วงฤดูหนาวจะอพยพลงมาหากินอยู่ตามชายฝั่งในหลายประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งก็รวมถึงประเทศไทยด้วย นกชนิดนี้มีรายงานพบเห็นได้เป็นประจำทุกปีในพื้นที่อ่าวไทยตอนใน โดยเฉพาะพื้นที่นาเกลือ ต.แหลมผักเบี้ย อ.บ้านแหลม จ.เพชรบุรี และพื้นที่หาดเลน ปากแม่น้ำท่าจีน จ.สมุทรสาคร

นกน็อตใหญ่ (Great Knot) ถึงแม้ ช่วงฤดูหนาว ในพื้นที่อ่าวไทยตอนในจะมีการพบเห็นนกชนิดนี้ในจำนวนมาก แต่ประชากรในระดับโลกกลับลดลงเหลืออยู่ประมาณ 48,500 – 60,000 ตัว ในปัจจุบัน ไอยูซีเอ็น ได้จัดสถานภาพให้นกชนิดนี้เป็นนกที่ใกล้สูญพันธุ์ ประเทศไทยเองเป็นหนึ่งในพื้นที่อาศัยสาคัญในฤดูหนาวของนกชนิดนี้ มีรายงานพบทั้งตามชายฝั่งของ ภาคตะวันออก ภาคใต้ และสามารถพบนกน็อตใหญ่หากินได้เป็นประจาตามพื้นที่ริมชายฝั่งของอ่าวไทยตอนใน มีประชากร รวมกันประมาณ 5 – 10 %หรือประมาณ 2,500-5,000 ตัว ของประชากรทั่วโลก

นกซ่อมทะเลอกแดง (Asian Dowitcher) เป็นหนึ่งในนกชายเลนที่มีสถานภาพใกล้ ถูกคุกคาม (near threatened) ในระดับโลก ทั่วโลกมีประชากรเหลืออยู่ราว 23,000 ตัว ประชากรส่วนใหญ่บินอพยพผ่านประเทศไทย โดยมีแหล่งพักอาศัยช่วงฤดูหนาวในแถบชายฝั่งของเกาะสุมาตรา และหมู่เกาะของประเทศอินโดนีเซีย แต่มีประชากรของนกชนิดนี้บางส่วนที่เข้ามาใช้พื้นที่อ่าวไทยตอนในตลอดช่วงฤดูหนาวด้วยเช่นกัน ซึ่งบริเวณที่พบนกชนิดนี้ได้บ่อยครั้ง ในอ่าวไทยตอนในมีหลายพื้นที่ ได้แก่ อ่าวมหาชัย พื้นที่นาเกลือบางแห่งใน จ.สมุทรสาคร ชายฝั่งคลองตาหรุ จ.ชลบุรี และนาเกลือ แหลมผักเบี้ย –ปากทะเล อ.บ้านแหลมจ.เพชรบุรี

นกยางจีน (Chinese Egret) มีรายงานพบว่า นกในกลุ่มนกยาง (egret) บางชนิดทีมีความสาคัญระดับโลกเข้ามาอาศัยในพื้นที่แห่งนี้ด้วยเช่นกัน เช่น นกยางจีน ซึ่งนกชนิดนี้ ถูกจัดสถานภาพไว้ที่มีแนวโน้มใกล้สูญพันธุ์ (vulnerable) ในระดับโลก ประชากรทั่วโลกเหลือเพียง 2,600 – 3,400 ตัว นกยางชนิดนี้ พบอาศัยอยู่ตามหาดทรายและหาดเลนริมชายฝั่ง สามารถพบได้เป็นประจาทุกปีในพื้นที่หาดทรายริมชายฝั่งใน ต.แหลมผักเบี้ย จ.เพชรบุรี

นกหัวโตมลายู (Malaysian Plover) นกหัวโตมลายูเป็นนกที่มีถิ่นอาศัยค่อนข้างจำเพาะต่อพื้นที่ชายหาดที่ปราศจากการรบกวน เนื่องจากนกชนิดนี้ สร้างรังอยู่บนหาดทราย ดังนั้น การเปลี่ยนแปลงสภาพพื้นที่ชายหาดให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว และเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าไปในพื้นที่ดังกล่าวเป็นจานวนมาก จึงถือว่า เป็นปัจจัยคุกคามต่อนกหัวโตมลายูด้วยเช่นกัน ในระดับโลก นกชนิดนี้มีสถานภาพใกล้ถูกคุกคาม (near threatened) เนื่องด้วยประชากรของมันถูกคุกคามจากโครงการพัฒนาหรือเปลี่ยนแปลงสภาพหาดทราย ชายฝั่งทะเล จนประชากรโดยรวมมีแนวโน้มลดจานวนลง ปัจจุบันเหลือพื้นที่ชายหาดเพียงไม่กี่แห่งในอ่าวไทยตอนใน ที่ยังสามารถพบนกชนิดนี้อาศัยอยู่ได้ เช่น พื้นที่ชายหาดของ ต.แหลมผักเบี้ย ซึ่งเป็นหาดทรายที่เงียบสงบและมีการรบกวนน้อย นกหัวโตหน้าขาว (White-faced Plover)ทำรังวางไข่ทางตอนใต้ของประเทศจีน ช่วงฤดูหนาวจะอพยพมายังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยมีรายงานการพบนกชนิดนี้ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2546 และในเดือนมกราคมปี พ.ศ. 2551 มีรายงานการพบนกชนิดนี้อีก 3 ตัว บริเวณหาดทรายแหลมผักเบี้ย โดยพบว่า นกหัวโตหน้าขาว จะหากินตามหาดทรายหรือทรายปนเลน ซึ่งมักมีนกหัวโตมลายูอาศัยอยู่ด้วย นกชนิดนี้แยกออกมาเป็นชนิดใหม่เมื่อไม่นานมานี้ จึงยังคงมีข้อมูลด้านการกระจายพันธุ์ ปัจจัยคุกคาม แนวโน้มของประชากรอยู่น้อยมาก
นกอีก๋อยตะโพกสีน้ำตาล (Far Eastern Curlew) พื้นที่อ่าวไทยตอนในยังเป็นแหล่งพักพิงของนกชายเลนอพยพผ่านหายาก (rare passage migrant) คือ นกอีก๋อยตะโพกสีน้ำตาล โดยนกชนิดนี้มีพื้นที่อาศัยหลักช่วงฤดูหนาวในประเทศออสเตรเลีย

มีรายงานการพบนกอีก๋อยตะโพกสีน้ำตาล 1-3 ตัว รวมอยู่ในฝูงของอีก๋อยใหญ่ (Eurasian Curlew) บริเวณบ่อน้ำระหว่างบ้านปากทะเล และแหลมผักเบี้ย ระหว่างช่วงเดือนพฤศจิกายนจนถึงกุมภาพันธ์ นอกจากนี้เรายังสามารถพบมันได้ตามหาดเลน นาเกลือ และแนวชายฝั่งทะเลด้วย นกชนิดนี้มีสถานภาพใกล้สูญพันธุ์ (endangered) เนื่องมาจากถิ่นอาศัยช่วงฤดูหนาวถูกทำลายหรือเปลี่ยนสภาพไป (habitat loss and degradation) จนทำให้จำนวนประชากรของนกชนิดนี้มีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง

นกปากช้อนหน้าดำ (Black-faced Spoonbill) นกชนิดนี้จัดอยู่ในจำพวกนกน้ำขนาดใหญ่ เป็นชนิดที่มีสถานภาพใกล้สูญพันธุ์ (endangered) ในระดับโลก มีประชากรเหลืออยู่เพียง 1,600 ตัว ซึ่งคาดว่า จำนวนประชากรจะลดลงอย่างต่อเนื่อง เนื่องด้วยสูญเสียถิ่นอาศัยจากโครงการพัฒนาอุตสาหกรรม การเปลี่ยนแปลงสภาพพื้นที่ รวมถึงมลพิษที่ปนเปื้อนในระบบนิเวศ นกชนิดนี้อพยพเข้ามาหากินตามบริเวณนากุ้งร้าง นาเกลือและบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำของอ่าวไทยตอนใน

นกกระสาปากเหลือง (Milky Stork) พื้นที่อ่าวไทยตอนในยังเป็นแหล่งอาศัยของนกน้้ำขนาดใหญ่ที่ใกล้สูญพันธุ์ (endangered) อย่างนกกระสาปากเหลือง (Milky Stork) ซึ่งพบได้เพียง 1-4 ตัว/ ปี บริเวณนาเกลือบ้านปากทะเล อ.บ้านแหลม จ.เพชรบุรี มีสถานภาพเป็นนกอพยพนอกช่วงฤดูผสมพันธุ์ พบในช่วงเดือนสิงหาคม-ตุลาคม มันหากินทั้งในน้ำจืดและน้ำเค็ม กินปลา กุ้ง ปู เป็นอาหารหลัก บางครั้งพบรวมฝูงกับนกกาบบัว (Painted Stork) นกกระสาปากเหลืองเป็นหนึ่งในนกกระสาที่ถูกคุกคามของเอเชีย โดยในช่วง 20 กว่าปีที่ผ่านมา ประชากรหลักในประเทศมาเลเซียลดจำนวนลงอย่างมาก จากการล่านกและลูกนกในแหล่งสร้างรังวางไข่ การรบกวนและเปลี่ยนสภาพพื้นที่ชายฝั่งทะเล ไอยูซีเอ็นได้จัดสถานภาพการอนุรักษ์ให้นกชนิดนี้ใหม่ จากเดิม มีแนวโน้มใกล้สูญพันธุ์ เป็นใกล้สูญพันธุ์

ในอนาคตอันใกล้นี้ หากมีโครงการพัฒนาขนาดใหญ่เกิดขึ้นในพื้นที่ชายฝั่งอ่าวไทยตอนใน อาจจะทำให้แหล่งอาศัยหลักช่วงนอกฤดูผสมพันธุ์ (wintering grounds) ลดน้อยลง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อ นกชายเลนอพยพชนิดอื่นๆ ด้วย เพราะนกชายเลนหากินสัตว์หน้าดินขนาดเล็กที่อาศัยอยู่ตามหาดเลน/ หาดทราย ได้แก่ ไส้เดือนทะเล ปลาวัยอ่อน กุ้ง ปู แมลง และตัวอ่อนแมลง เป็นอาหาร ดังนั้น การเปลี่ยนแปลงสภาพ หรือการพัฒนาขนาดใหญ่ในพื้นที่ดังกล่าว ซึ่งในช่วงระยะก่อสร้าง และดำเนินโครงการอาจมีการเปลี่ยนแปลงการไหลเวียนของน้ำทะเล หรือฝุ่นตะกอนที่อาจปนเปื้อนในระบบนิเวศหาดเลน/ หาดทราย ย่อมส่งผลต่อจำนวนประชากรของนกชายเลนอพยพเหล่านี้ทั้งสิ้น

แชร์ข่าว :
Tags:

ข่าวที่เกี่ยวข้อง