อสังหาฯลุยลงทุน‘อีอีซี’ชิงตลาดที่อยู่อาศัย 8 หมื่นล้าน

5 กุมภาพันธ์ 2561
9,381

อสังหาฯ บุกทำเล“อีอีซี” ชี้มูลค่าตลาดที่อยู่อาศัยกว่า 8 หมื่นล้าน ประเมินการลงทุนเฉลี่ยปีละ 2-3 หมื่นล้าน “ออริจิ้น” ปั้นโปรเจคมิกซ์ยูส “ศรีราชา-ระยอง” พฤกษาลุยบ้านเดี่ยวและทาวน์เฮาส์ กว่า 5,500 ล้าน “ศุภาลัย-แสนสิริ”ย้ำทำเลศักยภาพดันตลาดต่าง

โครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก(อีอีซี) เป็นกลไกสำคัญขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ โดยรัฐวางแผนเดินหน้าลงทุน 5 ปีแรก มูลค่ากว่า 1.5 ล้านล้านบาท เพื่อยกระดับพื้นที่ภาคตะวันออก 3 จังหวัด ได้แก่ ชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา ให้กลายเป็น “เวิลด์คลาส อีโคโนมิค โซน"

ภายใต้การลงทุนระดับเมกะโปรเจค“อีอีซี”ของภาครัฐจะช่วยผลักดันและยกระดับเศรษฐกิจประเทศไทยให้เป็นเขตเศรษฐกิจชั้นนำของอาเซียน สร้างการจ้างงานในภาคอุตสาหกรรมและบริการ 1 แสนอัตราต่อปี

ส่งผลต่อโอกาสการขยายตัวในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และความต้องการที่อยู่อาศัยจำนวนมาก จากแรงงานที่หลั่งไหลเข้ามาทำงานในพื้นที่ดังกล่าว

อสังหาฯลงทุนอีอีซี 2-3หมื่นล้าน/ปี

นายสุรเชษฐ กองชีพ นักวิจัยตลาดอสังหาริมทรัพย์ เปิดเผยว่าแนวทางการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในพื้นที่อีอีซี ถือเป็นทำเลศักยภาพ ที่มีทั้งตลาดที่อยู่อาศัยและโครงการรูปแบบอื่นๆ ที่เกิดขึ้นมาเพื่อรองรับการขยายตัวของคนที่เข้ามาทำงาน รวมไปถึงชาวต่างชาติ ดังนั้นในทำเลอีอีซี จึงมีโครงการโรงแรม เซอร์วิสอพาร์ตเม้นต์ และอพาร์ตเม้นต์เกิดขึ้นต่อเนื่องแต่จำนวนอาจไม่มากนัก

ทั้งนี้ การพัฒนาโครงการที่เกิดขึ้นมากที่สุด คือ บ้านจัดสรรที่เข้ามารองรับคนทำงานในโรงงงานอุตสาหกรรมในพื้นที่ ที่อาจจะมีอยู่ก่อนแล้วและมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นอีก อีกทั้งสามารถพัฒนาเป็นเฟสหรือทยอยสร้างได้ ส่วนคอนโดมิเนียม อาจจะมีโครงการเกิดขึ้นค่อนข้างมากในบางทำเลของอีอีซีเท่านั้น เช่น บางแสน ศรีราชา พัทยา เป็นต้น

การลงทุนโครงการอสังหาฯในอีอีซี อาจจะมีมูลค่าปีละไม่ต่ำกว่า 2-3 หมื่นล้านบาท ส่วนใหญ่ยังคงเป็นโครงการที่อยู่อาศัย โดยโรงแรมหรือเซอร์วิสอพาร์ตเม้นต์จะอยู่ในพื้นที่ศรีราชา บางแสนหรือบางทำเลของพัทยาเท่านั้น แต่เมื่อโครงการอีอีซีเดินหน้า เชื่อว่ามูลค่าการลงทุนอสังหาฯ จะเพิ่มมากนี้ตามการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรม

หากไม่นับพื้นที่ปริมณฑล ถือได้ว่าพื้นที่อีอีซี ชลบุรีและระยองเป็นจังหวัดที่มีโครงการที่อยู่อาศัยเปิดขายใหม่มากเป็นลำดับต้นๆ ของประเทศไทย นอกพื้นที่กรุงเทพฯ จากปัจจัยนิคมอุตสาหกรรมที่ขยายตัวต่อเนื่องแม้ว่าจะมีอัตราการขยายตัวที่ลดลงในช่วงที่ผ่านมา แต่ยังมีโรงงานใหม่ๆ เปิดกิจการต่อเนื่อง แรงงานทุกระดับชั้นจึงเพิ่มขึ้นทุกปี

ที่ดิน“ชลบุรี”พุ่ง 50%

นายมีศักดิ์ ชุนหรักษ์โชติ นายกสมาคมอสังหาริมทรัพย์ชลบุรี เปิดเผยว่าหลังจากอุตสาหกรรมต่างๆ เริ่มเดินหน้าลงทุนตามโครงการอีอีซี จะเริ่มเห็นการลงทุนในตลาดที่อยู่อาศัยตามมาอย่างต่อเนื่องเพื่อรองรับผู้ที่ทำงานในอุตสาหกรรมต่างๆ 

แต่ในฝั่งราคาที่ดินพบว่าเริ่มปรับตัวสูง ตั้งแต่ก่อนประกาศโครงการอีอีซี และหลังประกาศโครงการอีอีซี ช่วงนี้เริ่มเห็นการเก็งกำไรที่ดินเช่นเดียวกับยุค อิสเทิร์นซีบอร์ด โดยมีนักลงทุนไปหาซื้อที่ดินเพื่อเปลี่ยนมือ เก็งกำไร ปีที่ผ่านมาพบว่าที่ดินที่สามารถพัฒนาเป็นที่อยู่อาศัยทั้งแนวราบและแนวสูง ราคาเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 50%

สำหรับที่ดินที่จะพัฒนาโครงการแนวราบ ราคาไร่ละ 5 ล้านบาท จากเดิม 2 ปีก่อนอยู่ที่ไร่ละ 2-3 ล้านบาท ทำให้บ้านแนวราบต้องปรับตัวเป็นบ้านแฝด หรือ ทาวน์โฮม สำหรับตลาดกลางและบน 

นายมีศักดิ์ กล่าวว่าราคาที่ดินติดริมหาดปรับขึ้นสูงมาก ช่วง 5 ปีก่อนราคาหลักหมื่นต่อตร.ว. ขณะที่ 2 ปีก่อนอยู่ที่ 1 แสนบาทต่อตร.ว. ซึ่งถือว่าสูงมาก ปัจจุบันขยับไปที่ 2-2.5 แสนบาทต่อตร.ว. ส่วนหนึ่งมาจากปัจจัยอีอีซีเช่นกัน เพราะนักลงทุนเห็นว่าเป็นโครงการที่จะช่วยผลักดันการเติบโตในชลบุรี จึงเริ่มซื้อที่ดินไว้ตั้งแต่ปีก่อน เพื่อหวังผลตอบแทนเพิ่มขึ้นในอนาคต

ปัจจุบันตลาดอสังหาฯ ชลบุรี มีมูลค่าเป็นอันดับ 2 รองจากกรุงเทพฯ และเป็นอันดับ 1 ในพื้นที่อีอีซี 3 จังหวัด  

ออริจิ้นผุดมิกซ์ยูสระยอง 2หมื่นล้าน

ปีที่ผ่านมาบริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) เป็นหนึ่งในบริษัทที่เข้าไปลงทุน โครงการอสังหาฯรูปแบบต่างๆ ในพื้นที่อีอีซี รวมมูลค่ากว่า 1.2 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นโครงการใน ศรีราชา จ.ชลบุรี มูลค่า 1 หมื่นล้านบาท และ จ.ระยอง 2,300 ล้านบาท โดยโครงการในศรีราชา ได้แก่ มิกซ์ยูส ชื่อ“ออริจิ้น ดิสทริค แหลมฉบัง-ศรีราชา” มูลค่า 5,000 ล้านบาท

นางจตุพร ผิวขาว กรรมการผู้จัดการ บริษัท ออริจิ้น วัน จำกัด ในเครือออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ กล่าวว่า "อีอีซี"เป็นหนึ่งในทำเลที่มีศักยภาพเติบโต ที่ออริจิ้นเข้าไปปักหมุดลงทุนแล้วที่ แหลมฉบัง-ศรีราชา  โดยหลังจากนี้ยังมองโอกาสขยายโครงการมิกซ์ยูสครบวงจรที่ ระยอง อีก 2 ทำเล โดยมีที่ดินแล้ว 1 ทำเล และกำลังอยู่ระหว่างเจรจาซื้อที่ดินอีก 1 ทำเล การพัฒนาทั้ง 2 ทำเล ใช้เวลา 3-4 ปี มูลค่ารวม 2 หมื่นล้านบาท 

โดยโรงแรมที่ระยอง จะเป็นระดับ 4 ดาวบวก รวมทั้งมีเซอร์วิส อพาร์ตเม้นต์ ในกลุ่มพรีเมียม โปรดักท์  

“เรามอง อีอีซี ระยะ 10 ปีข้างหน้าที่จะเห็นการเติบโตต่อเนื่อง แนวทางการพัฒนาอสังหาฯ จึงเป็นรูปแบบวัน สต็อป เซอร์วิส ตอบโจทย์ตลาดที่อยู่อาศัย ทำงาน และท่องเที่ยว"

พฤกษาปักธงอีอีซีปีนี้ 5.5พันล้าน

นายปิยะ ประยงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจพฤกษา เรียลเอสเตท บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่าตลาดที่อยู่อาศัยต่างจังหวัดมีมูลค่ากว่า 3 แสนล้านบาท ในพื้นที่อีอีซี  มีสัดส่วนราว 30% หรือมูลค่า 8 หมื่นล้านบาท  อีกทั้งเป็นทำเลที่มีอัตราเติบโตสูง โดยเฉพาะชลบุรี, ส่วนระยองเป็นทำเลศักยภาพ  ขณะที่ฉะเชิงเทรา มีโอกาสขยายตัวในอนาคต

“พื้นที่อีอีซี เป็นทำเลที่มีทั้งการลงทุนของอุตสาหกรรมต่างๆ ทำให้มีดีมานด์ที่อยู่อาศัยเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ” 

ปี 2561 พฤกษามีแผนเปิดโครงการใหม่“แนวราบ”ในอีอีซี  รวม 8 โครงการ จำนวน 2,482 ยูนิต มูลค่า 5,529 ล้านบาท ประกอบด้วย ชลบุรี 3 โครงการ จำนวน 994 ยูนิต มูลค่า 2,539 ล้านบาท, ระยอง 3 โครงการ จำนวน 1,039 ยูนิต มูลค่า 2,084 ล้านบาท และ ฉะเชิงเทรา 2 โครงการ จำนวน 499 ล้านบาท มูลค่า 906 ล้านบาท กลุ่มเป้าหมายระดับกลางและล่าง ที่ทำงานในพื้นที่อีอีซีและกลุ่มทั่วไป 

ศุภาลัยเดินเกมบุกอสังหาฯอีอีซี

นายไตรเตชะ ตั้งมติธรรม กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่าในพื้นที่อีอีซี ศุภาลัย เป็นดีเวลลอปเปอร์ที่เปิดโครงการมากที่สุด ในชลบุรีและระยอง มีแลนด์แบงก์รวมกว่า 10 แปลง โดยปี 2561 ในชลบุรี ถือเป็นทำเลที่ศุภาลัยเปิดตัวโครงการในต่างจังหวัดมากที่สุด ประมาณ 4-5 โครงการ มูลค่า 3,000 ล้านบาท รูปแบบทาวน์โฮม 2 ล้านบาทถึงบ้านขนาดใหญ่ 10 ล้านบาท ทั้งกลางเมือง นอกเมือง

ส่วนที่ระยองมี 1-2 โครงการ มูลค่า 1,000 ล้านบาท

ภาพรวมตลาดอสังหาฯ ชลบุรีมีแนวโน้มเติบโตไปในทิศทางที่ดีขึ้น ความต้องการที่อยู่อาศัย ยังมีอยู่มาก ประกอบกับในอนาคตจะมีโครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูงกรุงเทพ-ชลบุรี-ศรีราชา-ระยอง ทำให้เกิดการเชื่อมโยงด้านโครงสร้างพื้นฐาน คาดว่าจะสามารถดึงดูดนักลงทุนได้มากขึ้น 

ปัจจุบันบริษัทมีโครงการทั้งบ้านเดี่ยว บ้านรุ่นใหม่ ทาวน์โฮม และคอนโด ในชลบุรี 7 โครงการ และล่าสุดได้เปิดตัวโครงการใหม่ “ศุภาลัย พรีโม่ บางแสน” ใกล้ชายหาดบางแสน  มูลค่าโครงการ 563 ล้านบาท

แสนสิริเล็งโซนตะวันออกเจาะญี่ปุ่น

นายอุทัย อุทัยแสงสุข ประธานผู้บริหารสายงานปฏิบัติการ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่ามองการลงทุนในทำเลอีอีซี ซึ่งมีโครงการที่ร่วมมือกับบริษัท โตคิว คอร์ปอเรชั่น จำกัด จากญี่ปุ่น มั่นใจว่าการขยายธุรกิจไปยังโซนตะวันออกจะเป็นทำเลเชิงยุทธศาสตร์ เพราะเห็นว่านโยบายส่งเสริมการลงทุนจะช่วยทำให้ธุรกิจหลั่งไหลเข้ามามากขึ้น โดยเฉพาะตลาดญี่ปุ่นเอง 

โครงการที่เตรียมพัฒนาเช่น พัทยา เป็นหนึ่งจังหวัดที่น่าสนใจ เพราะสังเกตได้ว่าคนที่ทำงานในระยอง ศรีราชา ชลบุรี มักจะเข้ามาพักอาศัยในพัทยาจำนวนมาก ดังนั้นจึงมั่นใจว่าอีอีซี จะทำให้ภาคธุรกิจอสังหาฯเติบโตได้แน่นอน

ปีนี้แสนสิริยังให้ความสำคัญกับการขยายธุรกิจไปยังต่างจังหวัดด้วย โดยมีทำเลใน 6 จังหวัดเตรียมเปิดโครงการใหม่ และในพื้นที่อีอีซีก็เป็นเป้าหมายในการเติบโตโครงการด้วย ขณะนี้ทุกโครงการมีที่ดินพร้อมพัฒนาโครงการไว้หมดแล้ว

 

แชร์ข่าว :
Tags:

ข่าวที่เกี่ยวข้อง