ปี 60 เป็นฐานใหม่ ปี 61 มีหลายประเด็นให้ลุ้นความสำเร็จ
ประเด็นสำคัญ:
Ø ผ่านช่วงที่ย่ำแย่ตั้งแต่ 2Q60 คาดฟื้นตัวต่อเนื่อง QoQ ในงวด 4Q60 : ช่วงการปรับปรุงคุณภาพผลิตภัณฑ์สำคัญ ตั้งแต่ช่วง 2Q60 ทั้ง การควบคุม Supply Chain น้ำมะพร้าว (สินค้ากลุ่ม CMG Export) และการเปลี่ยน Packaging น้ำผลไม้ (สินค้ากลุ่ม Brand Domestic) ซึ่งเริ่มจำหน่ายตั้งแต่งวด 3Q60 ตลอดจนบรรยากาศการจับจ่ายใช้สอยในประเทศที่ยังทรงตัวในช่วงดังกล่าว ซึ่งส่งผลให้ผลประกอบการของบริษัทชะลอตัวน่าจะเริ่มผ่านพ้นหลังกำไรงวด 3Q60 แสดงการเติบโต 26.5%QoQ รวมถึงแนวโน้ม 4Q60 ที่น่าจะแสดงการเติบโตเมื่อเปรียบเทียบ QoQ ต่อ หลังภาวะการบริโภคในประเทศเริ่มมีการฟื้นตัว การรับซื้อน้ำมะพร้าวของบริษัทฟื้นตัวขึ้นต่อเนื่อง และเป็นไตรมาสที่บริษัทชะลอการอัดฉีดงบทางการตลาดซึ่งปกติจะอยู่ในไตรมาส 3 ของทุกปี
Ø ตั้งเป้ารายได้ปี 61 เติบโต 30%YoY หลักๆมาจาก Brand Export : สำหรับปี 61 บริษัทตั้งเป้าการเติบโตของรายได้อยู่ที่ 30%YoY ซึ่งหากเรียงลำดับตามหน่วยธุรกิจจากการเติบโตสูงสุดไปสู่ต่ำสุด จะได้ดังนี้ คือ Brand Export > CMG Domestic > Brand Domestic > CMG Export โดยมีรายละเอียดดังนี้ คือ
o 1) ธุรกิจตราสินค้าของบริษัทต่างประเทศ (Brand Export) (สัดส่วนรายได้ 10 - 12%) เดิมมาจากสินค้าในหลายกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็น น้ำผลไม้ (ทั้งแบบ Premium และแบบ Mass) และนมสด UHT แต่จะมีการเติบในปี 61 ที่ไม่น้อยกว่า 50%YoY มาจากทั้งการขยายตลาดน้ำผลไม้เดิมไปสู่ประเทศอินโดนีเซีย ผ่านช่องทาง Joint Venture ชื่อ “KMI” (MALEE ถือหุ้น 49%) กับบริษัท KINO และการเพิ่ม SKU ใหม่ๆจากของ MALEE เองและบริษัทย่อย “Malee Applied Science” (MAS) ซึ่งยังอยู่ในหมวดหมู่เครื่องดื่มที่เป็น Health Focus
o 2) ธุรกิจพัฒนาและผลิตตามสัญญาจ้างผลิตในประเทศ (CMG Domestic) (สัดส่วนรายได้ 25%) ตั้งเป้าการเติบโตของรายได้อยู่ที่ 25 - 30%YoY แบ่งเป็นการทยอยกลับมาสั่งผลิต ของผู้ประกอบการในประเทศหลายรายราว 20%YoY หลังเริ่มเห็นสัญญาณการเติบโตในงวด 3Q60 กว่า 25%YoY ส่วนที่เหลืออีกราว 5 – 10%YoY คาดมาจากกลุ่มลูกค้าใหม่ ที่เป็นผลพลอยได้จากการเพิ่มเครื่องจักรใหม่ของบริษัท (ปัจจุบันอยู่ระหว่างการ Test run กับ Brand ของบริษัทบางส่วนแล้ว) ซึ่งนอกจากจะมีความเร็วในการผลิตมากกว่าเครื่องจักรเดิมถึง 3 เท่า ยังมีความสามารถในการลดต้นทุนให้แก่ผู้จ้างผลิต ตลอดจนเพิ่มความหลากหลายในการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์อีกหลายเท่าตัว อาทิ การเพิ่มชิ้นวุ้นลงในผลิตภัณฑ์ภายใน line การผลิตเดียว
o 3) ธุรกิจตราสินค้าของบริษัทในประเทศ (Brand Domestic) (สัดส่วนรายได้ 35%) ได้รับแรงหนุนจากการเติบโตจากฐานที่น่าจะต่ำในปี 60 จากทั้งการปรับเปลี่ยน Packaging และการบริโภคในประเทศซบเซา และการนำเข้าสินค้าโดยบริษัท JV ชื่อ “MKT” (Malee ถือหุ้น 51%) ซึ่งเป็นอีกบริษัทหนึ่งที่เกิดจาก KINO เช่นเดียวกัน โดยสินค้าหลักๆจะอยู่ในกลุ่ม Personal Care ซึ่งเป็น Top brand ของ KINO ในประเทศอินโดนีเซีย โดยรวมบริษัทตั้งเป้าการเติบโตอยู่ที่ 20%YoY และ
o 4) ธุรกิจพัฒนาและผลิตตามสัญญาจ้างผลิตต่างประเทศ (CMG Export) (สัดส่วนรายได้ 30%) ส่วนใหญ่กว่า 90% มาจากน้ำมะพร้าวระดับ Premium แบบส่งออก คาดมีการเติบโต 10 – 15%YoY ตามการเติบโตของตลาดน้ำมะพร้าวในกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว อาทิ สหรัฐฯ และยุโรป บนฐาน Supply Chain ของบริษัทที่กลับมาสมบูรณ์ใกล้ 100% แต่ทั้งนี้บริษัทอยู่ระหว่างการพัฒนาสินค้าใหม่ในกลุ่มน้ำมะพร้าวระดับ Mass ซึ่งจะเป็นอีกปัจจัยหนุนการเติบโตหากมีความชัดเจน เนื่องจากเป็นกลุ่มตลาดฯที่มีการเติบโตสูงกว่ากลุ่ม Premium
Ø การเริ่มต้นสู่ตลาดต่างประเทศและการเพิ่มสินค้าใหม่อย่างต่อเนื่องอาจสร้างผลขาดทุนเล็กน้อยในช่วงแรก : อย่างไรก็ตาม จากภาพรวมเป้าหมายรายได้ของบริษัทดังกล่าวอาจกล่าวได้ว่าราว 1 ใน 3 ของการเติบโตมาจากการ เพิ่มสินค้าใหม่ทั้ง CMG และ Brand ของบริษัทเอง ทั้ง Domestic และ Export ซึ่งยังต้องติดตามผลของการทำการตลาดตลอดจนการตอบรับอย่างใกล้ชิด และผลประกอบการของบริษัทที่อาจได้รับแรงกดดันจากทั้ง 1) การเริ่มรับรู้ค่าเสื่อมราคาจากเครื่องจักรใหม่ 2) JV จากบริษัท KINO ของบริษัทอาจสร้างผลขาดทุนในช่วงเริ่มต้นบางส่วน และ 3) สินค้าใหม่ๆจากทั้ง MAS และ MMC ที่ยังอาจไม่ได้ส่งผลเต็มปี 61 และสร้างผลขาดทุนเล็กน้อยในช่วงเริ่มต้น
Ø ความเห็น : อาจกล่าวได้ว่าผลประกอบการในปี 60 ได้สร้างฐานใหม่แล้ว เนื่องจากเริ่มเห็นการฟื้นตัวของหน่วยธุรกิจทุกหน่วย การเพิ่มช่องทางการตลาดและ SKU ใหม่ๆของบริษัทอย่างคึกคัก การมุ่งเน้นการเติบโตจากหน่วยธุรกิจที่มีฐานต่ำ คือ Brand Export กอปรกับราคาหุ้นที่มีการปรับตัวลดลงกว่า 33.4% ตลอดทั้งปี 60 นับจากนี้ สะท้อนผลประกอบการที่ชะลอตัวไปมากแล้ว ในด้าน Upside ที่จะมาจากการทำได้ตามแผนที่วางไว้ของบริษัทยังน่าสนใจ Bloomberg Consensus ประเมินราคาเหมาะสมอยู่ที่ 48.03 บาท จึงแนะนำให้ติดตามแผนการเปิดตัวสินค้าใหม่ๆตลอดจนความสำเร็จในต่างประเทศก่อน “ทยอยซื้อสะสม” เพื่อลงทุน





