รับเหมา 'ฟื้น' ไฟฟ้า 'เด่น' ความเชื่อ 'นายหญิง' TPCH

9 มกราคม 2561 | โดย ดาริน โชสูงเนิน
16,692

ใช้เวลา 4 ปี เรียนรู้เรื่องธุรกิจ “รับเหมา & พลังงานหมุนเวียน” แม่ทัพคนใหม่ บมจ.ทีพีซี เพาเวอร์ โฮลดิ้ง “กนกทิพย์ จันทร์พลังศรี” วันนี้...! พร้อมเดินหน้าสานต่อฝันของ “ผู้ก่อตั้ง” ด้วยโมเดล TPCH ลงทุนโรงไฟฟ้า เพื่อส่งต่อให้ TPOLY ก่อสร้าง

เมื่อ 'เจริญ จันทร์พลังศรี' ผู้ก่อตั้ง บมจ.ไทยโพลีคอนส์ หรือ TPOLY มาเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางรถยนต์เมื่อหลายปีก่อน แต่ธุรกิจยังต้องเดินหน้าต่อไป...! บทบาทหน้าที่บริหารงานตกไปอยู่ในมือน้องชายอย่าง 'ไชยณรงค์ จันทร์พลังศรี' ในการเข้ามาประคับประคองธุรกิจให้เดินหน้าต่อไป เพราะว่าหลัง 'เจริญ' เสียชีวิตผลดำเนินงาน 'พลิกขาดทุน' 

เดิมธุรกิจ TPOLY แยกออกเป็น 3 ส่วน ประกอบด้วย ธุรกิจก่อสร้าง ,ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และธุรกิจพลังงานทางเลือก ก่อนตระกูลจันทร์พลังศรี ตัดสินใจนำ บมจ.ทีพีซี เพาเวอร์โฮลดิ้ง หรือ TPCH เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) เมื่อช่วงต้นปี 2558 เพราะว่ามีผลดำเนินงานที่โตวันโตคืน สวนทางกับธุรกิจก่อสร้างมีผลดำเนินงาน 'ขาดทุนสุทธิ' 4 ปีซ้อน 

สะท้อนผ่านวิสัยทัศน์ที่ผู้ก่อตั้งยังมีชีวิตเคยคาดหวังว่า ธุรกิจพลังงานจะมาช่วยผลักดันฐานะการเงินของบริษัทให้ดีขึ้น หลังธุรกิจดังกล่าวมีอัตรากำไรขั้นต้นค่อนข้างสูง เมื่อเทียบกับธุรกิจรับเหมาก่อสร้างที่มีความผันผวนตามเศรษฐกิจ  

ดังนั้น เมื่อบริษัทพ้นปากเหวแล้ว และทุกอย่างเข้าที่เข้าทางหมด 'ไชยณรงค์' (น้องชายเจริญ) จึงลดบทบาทการทำงานของตัวเอง และให้ทายาทแท้จริงเข้ามารับหน้าที่สานต่อความฝันของ 'ผู้ก่อตั้ง' ต่อไป 

'กนกทิพย์ จันทร์พลังศรี' ในฐานะภรรยาของ 'เจริญ' เป็นผู้เข้ามารับหน้าที่สานต่อธุรกิจ และสานต่อความฝันของผู้ก่อตั้ง โดยคณะกรรมการบริษัท (บอร์ด) มีมติแต่งตั้งขึ้นมารับตำแหน่ง ประธานกรรมการบริหาร TPOLY และ TPCH เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2560

เธอเล่าให้ 'กรุงเทพธุรกิจ BizWeek' ฟังว่า ใช้เวลาเข้ามาศึกษาเรียนรู้เรื่องธุรกิจร่วม 4 ปี เริ่มจากการเข้ามานั่งในตำแหน่งประธานเจ้าหน้าการเงิน (CFO)  เพราะมีความถนัดและเรียบจบด้านบัญชี ถือว่าเป็นเรื่องหนักมาก ยอมรับว่าช่วงแรกๆ ไม่รู้จะทำเช่นไร? เพราะ 'ไม่เคยเข้ามายุ่งในเรื่องธุรกิจเลย' ตอนนั้นมีหน้าที่เป็นเพียง 'แม่บ้าน' ดูแลลูกๆ อย่างเดียว แต่เมื่อ 'เจริญ' เสียชีวิตอย่างกระทันหัน ตนเองจำต้องเปลี่ยนแปลงชีวิตครั้งใหญ่ 

ความฝันของผู้ก่อตั้งกำลังถูกสานด้วยสมองและสองมือของ 'กนกทิพย์ จันทร์พลังศรี' ประธานกรรมการบริหาร บมจ.ทีพีซี เพาเวอร์โฮลดิ้ง หรือ TPCH บอกว่า ปัจจุบันเข้ามาดูในภาพรวมของทั้ง 2 ธุรกิจ บมจ.ไทยโพลีคอนส์ หรือ TPOLY ประกอบธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง โดยมี 'ปฐมพล สาวทรัพย์' นั่งเป็นกรรมการผู้จัดการใหญ่

ขณะที่ บมจ.ทีพีซี เพาเวอร์โฮลดิ้ง หรือ TPCH ประกอบธุรกิจหลักโดยการถือหุ้นในบริษัทอื่น (Holding Company) ที่ประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน โดย TPOLY ถือหุ้นใหญ่สัดส่วน 41.26% โดยมี 'เชิดศักดิ์ วัฒนวิจิตรกุล' นั่งเป็นกรรมการผู้จัดการ TPCH  

สำหรับแผนงาน 'ไทยโพลีคอนส์' เธอ บอกว่า ภาพรวมทั้งปี 2560 คาดว่าจะมีโอกาส 'เทิร์นอะราวด์' ตามแผน โดยบริษัทคาดว่ารายได้จะเติบโต 10% จากระดับ 2.8 พันล้านบาทในปีก่อน โดยมีสัดส่วนรายได้มาจากธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง 65% ธุรกิจโรงไฟฟ้า 30% และธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ 5% ซึ่งที่ผ่านมาบริษัทได้รับงานใหม่เข้ามาอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารก็ลดลง หลังจากที่บริษัทได้ปรับกลยุทธ์ในการดำเนินงานใหม่ เพื่อให้มีความเหมาะสมกับโครงสร้างธุรกิจและเพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน 

สะท้อนผ่าน ผลประกอบการไตรมาส 3 ปี  2560 บริษัทมีรายได้ 832.1 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 28.6% จากงวดเดียวกันของปีก่อนที่ทำได้ 646.9 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 41 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 458% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ทำได้ 7.4 ล้านบาท

ล่าสุดบริษัทได้รับงานก่อสร้างโรงแรม Novotel Marina Bay Sriracha มูลค่าโครงการ 312.44 ล้านบาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) เป็นงานก่อสร้างอาคาร คสล.สูง 22 ชั้น จำนวน 1 อาคาร และสาธารณูปโภคภายในโครงการ พื้นที่ใช้สอย 28,031 ตารางเมตร ระยะเวลาก่อสร้าง 1 ต.ค.2560-31 ก.ค.2562 โดย RCK Hotel and Residence Co.,Ltd. เป็นเจ้าของโครงการ

ขณะที่แผนงานของ 'ทีพีซี เพาเวอร์โฮลดิ้ง' ซึ่งเป็น Holding Company ที่ประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน เธอ บอกว่า ภาพรวมในปี 2560 คาดว่าจะมีรายได้เติบโตเนื่องจากแนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 4 ปี 2560 มีโอกาสออกมาในทิศทางที่ดีจากไตรมาสที่ผ่านมา เนื่องจากได้ผ่าน 'จุดต่ำสุด' ไปแล้ว ประกอบกับโรงไฟฟ้าชีวมวลมีกำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้น จากการเดินเครื่องจ่ายไฟโรงไฟฟ้าชีวมวล พัทลุง กรีน เพาเวอร์ (PGP) กำลังการผลิตเสนอขาย 9.2 เมกะวัตต์ ที่ได้ดำเนินการก่อสร้างเสร็จและจำหน่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์ไปเรียบร้อยในช่วงที่ผ่านมา

ขณะที่ปี 2561 ตั้งเป้ารายได้เติบโต 30% แตะ 'พันล้านบาท' เป็นการเติบโตตามกำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้น โดยบริษัทจะมีการเปิดจำหน่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ (COD) โรงไฟฟ้าชีวมวลสตูล กรีน เพาเวอร์ (SGP) กำลังการผลิตเสนอขาย 9.2 เมกะวัตต์ ในเดือน ม.ค. 2561 นอกจากนี้ในช่วงเดือน ธ.ค. จะมีโครงการ COD อีก 3 โครงการคือ TPCH 1 กำลังการผลิต 10 เมกะวัตต์ TPCH 2 กำลังการผลิต 10 เมกะวัตต์ และโครงการ TPCH 5 กำลังการผลิต 6.9 เมกะวัตต์ ซึ่งจะทำให้กำลังการผลิตรวมของบริษัทเพิ่มเป็น 86.1 เมกะวัตต์ จากปีก่อนที่ 50 เมกะวัตต์

โดยปัจจุบันบริษัทมีโรงไฟฟ้าชีวมวลที่เดินเครื่อง COD แล้ว 6 โครงการ แบ่งเป็นโครงการที่ขายไฟฟ้าแล้วจำนวนการผลิตติดตั้ง 50 เมกะวัตต์ ประกอบด้วย โรงไฟฟ้าชีวมวลช้างแรก ไบโอเพาเวอร์ (CRB) โรงไฟฟ้าชีวมวลแม่วงศ์ เอ็นเนอยี่ (MWE)โรงไฟฟ้าชีวมวลมหาชัย กรีน เพาเวอร์ (MGP) โรงไฟฟ้าชีวมวลทุ่งสัง กรีน (TSG ) และโรงไฟฟ้าชีวมวล พัทลุง กรีน เพาเวอร์ (PGP) โครงการโรงไฟฟ้าชีวมวล สตูล กรีน เพาเวอร์ (SGP) 10 เมกะวัตต์  

'นายหญิง' บอกต่อว่า บริษัทเตรียมที่จะเข้ายื่นประมูล 'โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานขยะ' ของ อบจ.นนทบุรี กำลังการผลิต 20 เมกะวัตต์ โดยปัจจุบันได้มีความพร้อมทั้งด้านการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) เรียบร้อยแล้ว ซึ่งหากสามารถประมูลโครงการได้จะสามารถก่อสร้างได้ทันที โดยเบื้องต้นประเมินมูลค่าโครงการประมาณ 4,000 ล้านบาท และคาดว่าจะยื่นซองประมูลได้ในช่วงเดือน ก.พ.2561 

ส่วนกรณีที่คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานได้ออกประกาศเรื่องการจัดหาไฟฟ้าโครงการผลิตไฟฟ้าจากขยะชุมชนในรูปแบบ Feed-in Tariff เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่ง บริษัท สยาม พาวเวอร์ จำกัด ที่บริษัทถือหุ้นอยู่สัดส่วน 50% นั้น มีโครงการโรงไฟฟ้าจากพลังงานขยะนนทบุรี 1 กำลังการผลิต 10 เมกะวัตต์ โดยคาดว่าจะสามารถยื่นประเมินคุณสมบัติได้ในช่วงเดือน เม.ย.นี้ 

นอกจากนี้ บริษัทอยู่ระหว่างเตรียมความพร้อมการยื่นประมูล VSPP Semi-Firm ที่มีร่างประกาศรับซื้อไฟฟ้าดังกล่าวออกมาแล้ว และคาดว่าจะมีประกาศฉบับจริงออกมาช่วงต้นปี 2561 โดยบริษัทจะยื่นทั้งหมด 80-100 เมกะวัตต์ ในช่วงไตรมาส 1 ปี 2561 เพื่อที่จะมีกำลังการผลิตรวมเป็น 200 เมกะวัตต์ในปี 2563

ดังนั้น คาดว่ารายได้ในปี 2562 จะเติบโต 'เท่าตัว' จากปีนี้ที่คาดว่ารายได้จะขึ้นไปแตะ 1,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นไปตามกำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้น เป็นผลมาจากการรับรู้รายได้เข้ามาเต็มปีของโครงการ TPCH1 ,TPCH2 และ TPCH5 และยังมีโครงการอื่นๆ ที่อาจจะมีเข้ามาเพิ่มเติมอีกด้วย

ขณะที่อัตรากำไรสุทธิ (Net Margin) ในปี 2560 คาดจะใกล้เคียงปีก่อนที่ 28.07% เนื่องจากการเติบโตของธุรกิจที่เพิ่มขึ้น และบริษัทคาดว่าจะมีการบันทึกกำไร กรณีก่อนหน้านี้ได้ตั้งสำรองการลงทุนตั๋วบีอีในบริษัทแห่งหนึ่งไว้ ตามกระแสตลาดตั๋วบีอีที่มีปัญหา แต่จากการติดตามพบว่าบริษัทดังกล่าวที่ได้ลงทุนไว้มีการชำระหนี้ตามปกติไม่มีปัญหา ทำให้บริษัทคาดว่าในไตรมาส 4 จะมีการบันทึกการตั้งสำรองกลับมาได้ประมาณ 20 ล้านบาท

สำหรับเงินทุนของบริษัทในปัจจุบันยังถือว่าเพียงพอ เนื่องจากยังมีเงินปันผลจากโครงการต่างๆ และมีระดับอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E) ไม่ถึง 1 เท่า ในขณะเดียวกันบริษัทฯอยู่ระหว่างทำการจัดอันดับเครดิตเพื่อเตรียมออกหุ้นกู้รองรับการลงทุนในอนาคต โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จในช่วงไตรมาส 2/61 แต่จะออกหุ้นกู้ช่วงใดนั้นยังต้องรอความเหมาะสมก่อน

'กนกทิพย์' เล่าต่อว่า บริษัทยังศึกษาในการลงทุนพลังงานหมุนเวียน 'ต่างประเทศ' ซึ่งความเป็นไปได้มากสุด คือ 'พลังงานน้ำ' โดยการลงทุนในต่างประเทศหากมีผลตอบแทนจากการลงทุน (IRR)  มากกว่า 10% ขึ้นไป ถือว่ามีความน่าลงทุน โดยตอนนี้สนใจลงทุนพลังงานชีวมวลในประเทศ กัมพูชา ,สปป.ลาว ,ญี่ปุ่น เป็นต้น แต่เบื้องต้นจะมองในแถบเพื่อนบ้านก่อน 

โดยในช่วงที่ผ่านมา ในสปป.ลาว มีการเข้าไปศึกษาโครงการแล้ว ตามแผนจะเข้าลงทุนพลังงานน้ำ กำลังการผลิต 52.10 เมกะวัตต์ แต่บริษัทได้ยุติแผนการลงทุนโรงไฟฟ้าพลังงานน้ำใน สปป. ลาว เนื่องจากประเมินว่าไม่คุ้มค่าการลงทุน โดยหลังจากนี้จะหันมาเน้นโครงการในประเทศมากกว่า

ท้ายสุด 'นายหญิงคนใหม่' ทิ้งท้ายว่า อนาคตภาครัฐอาจเปิดประมูลใบอนุญาตโรงไฟฟ้าชีวมวลในภาคอื่นๆ ของประเทศ รวมทั้งบริษัทสนใจลงทุนในพลังงานหมุนเวียนประเภทอื่นๆ อีก  ฉะนั้นเราพร้อมร่วมประมูล 

แชร์ข่าว :
Tags: