Wakkanai มนต์เสน่ห์ในดินแดนเหนือสุดแห่งเกาะฮอกไกโด (ตอนจบ)

10 มกราคม 2561 | โดย วลัญช์ สุภากร
14,001

กินอุด้งที่ร้านน่ารัก ผจญภัยเบาๆ บนรางรถไฟสายอดีต ผักดองแสนอร่อย ร้านข้าวปั้นชื่อดัง ขนมสวยๆ และโรงผลิตสาเก ...บนเส้นทางจากวักกะไนสู่ซัปโปโร

วักกะไนเป็นเมืองชายทะเลเหนือสุดของญี่ปุ่น อากาศดี ลมแรง ช่วงมีพายุเดือนม.ค.-ก.พ. กระแสลมพัดคลื่นทะเลได้สูงเกือบ 10 เมตร ชาวเมืองจึงสร้าง กำแพงโดมกันคลื่น หรือ Wakkanai North Breakwater Dome ไว้ที่บริเวณหน้าท่าเรือของเมือง ใช้กำบังคลื่นลม เพื่อให้เรือประมงเข้ามาจอดหลบพายุในอ่าว และใช้เป็นทางเดินระหว่างสถานีรถไฟไปยังเรือเฟอร์รี่ที่ใช้เดินทางไปยังเกาะซาฮาลิน(Sakhalin) ซึ่งก่อนสงครามรัสเซีย-ญี่ปุ่น เกาะซาฮาลินยังคงเป็นของญี่ปุ่น ปัจจุบันก็ยังมีชาวญี่ปุ่นอาศัยอยู่บนเกาะซาฮาลิน

สถาปัตยกรรมของกำแพงโดมกันคลื่นเมืองวักกะไน 

ทางเดินภายในกำแพงโดมกันคลื่นเมืองวักกะไน เดือนกันยายน 2560 จัดแสดงงานศิลปะ ก่อนหน้านี้เคยจัดแสดงดนตรี

กำแพงกันคลื่นแห่งนี้มีลักษณะของสถาปัตยกรรมน่าทึ่ง เป็นกำแพงโค้งเหมือนหลังคาทรงโดม เพื่อลดแรงปะทะของคลื่นทะเล แต่เป็นการโค้งเพียงครึ่งโดม เมื่อกำแพงโค้งขึ้นไปถึงจุดสูงสุดกึ่งกลางโดม ก็มีเสากลมแบบโรมันยื่นขึ้นไปรับ กำแพงทรงโคมครึ่งเดียวนี้ยาว 427 เมตร สูง 13.6 เมตร มีเสาโรมันรองรับน้ำหนักเรียงกันทั้งหมด 70 ต้น ก่อสร้างขึ้นเมื่อปีพ.ศ.2479 ควบคุมการก่อสร้างโดย มร.มิโนะรุ สึชิยะ (Minoru Tsuchiya) วิศวกรวัย 26 ปี ณ เวลานั้น ซึ่งเพิ่งสำเร็จการศึกษาจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหวิทยาลัยฮอกไกโด อิมพีเรียล

ปัจจุบัน อ่าวที่ท่าเรือตรงนี้ส่วนหนึ่งได้รับการถมเป็นลานกว้างขนาดใหญ่ใช้เป็นที่จอดรถและลานจัดเทศกาลสำคัญของเมือง กำแพงกันคลื่นอายุ 80 ปีแห่งนี้กลายเป็นสถาปัตยกรรมประจำเมืองวักกะไน และได้รับการลงนามให้เป็น มรดกประจำเกาะฮอกไกโด (Hokkaido Heritage) เมื่อปีพ.ศ.2544

จากเมืองวักกะไนเหนือสุดของเกาะฮอกไกโด เรามุ่งหน้าลงใต้เพื่อขึ้นเครื่องบินที่เมืองซัปโปโรกลับกรุงเทพฯ ระหว่างทางนักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสธรรมชาติฮอกไกโดหลายรูปแบบ ถนนไม่ตัดเข้าไปในป่า ทะลุภูเขา ก็ผ่านพื้นที่เกษตรกรรมสีเขียว หรือไม่ก็เลียบริมทะเล เป็นทิวทัศน์ที่งดงามติดตาตรึงใจ รวมทั้งจุดท่องเที่ยวหลายรูปแบบของฮอกไกโด

++ Cafe Ferme : หมูห่อข้าว ++

เมืองแรกที่แวะพักหลังออกจากวักกะไนคือเมือง โทโยโตมิ (Toyotomi Town) เพื่อกินมื้อกลางวันสุดอร่อยที่ร้านสุดน่ารักชื่อ คาเฟ่ เฟรึมุ (Cafe Ferme) ออกเสียงคำว่า Farme ซี่งเป็นภาษาฝรั่งเศสตามคนญี่ปุ่นเจ้าของร้าน คำนี้มีความหมายตามภาษาอังกฤษว่า farm นั่นเอง

ความน่ารักบริเวณหน้าร้าน Cafe Ferme

การตกแต่งและสินค้าไลฟ์สไตล์มีดีไซน์ จำหน่ายในร้าน Cafe Ferme

เฟรึมุเป็นร้านอาหารร้านเล็กๆ คล้ายบ้าน จัดแต่งร้านได้น่ารักและมีสไตล์ ภายในร้านยังแบ่งพื้นที่ส่วนหนึ่งจำหน่ายสินค้าไลฟ์สไตล์แนวดีไซน์ชวนซื้อมากมาย

เมนูเด็ดประจำร้านคือ อุด้งกับหมูห่อข้าว เส้นอุด้งเหนียวหนึบในน้ำซุปกระดูกหมูรสชาติแบบที่ชาวญี่ปุ่นชื่นชอบเป็นทีเด็ดแรก ทีเด็ดที่สองคือเครื่องเคียงที่เสิร์ฟมาด้วย นั่นก็คือ ‘เบคอนทอดห่อข้าวญี่ปุ่น’ ข้าวญี่ปุ่นเหนียวนุ่มห่อมาในเบคอนทอดที่ไม่สุกจนแข็งเกินไป ข้าวญี่ปุ่นช่วยตัดรสเค็มนิดๆ ของเบคอน ถ้าฝืดคอก็มีน้ำซุปในชามอุด้งให้ซด แถมอากาศยังเย็นค่อนไปทางหนาว ได้ซดน้ำซุปร้อนๆ ยิ่งมีความสุขกับการกิน 

อุด้งกับหมูห่อข้าว ราคาเซตละ 800 เยน ร้าน Cafe Ferme

หมูห่อข้าวกับแตงกวารูปหัวใจ, สั่งหมูห่อข้าวอย่างเดียว ราคาชิ้นละ 200 เยน

ชาวญี่ปุ่นไม่ทิ้งความน่ารัก แม้แต่จุดเล็กๆ ที่เป็น ‘ผักแนม’ ในอาหารจานนี้ เมื่อใช้ตะเกียบคีบขึ้นมาดู ก็เป็น แตงกวารูปหัวใจ ไม่ใช่แตงกวาที่หั่นเป็นรูปหัวใจ แต่เป็นแตงกวาที่คนปลูกตั้งใจทำให้ผลแตงกวาเติบโตเป็นรูปทรงหัวใจ ส่วนเพื่อนร่วมโต๊ะได้แตงกวารูปดาว

ไอศกรีมซอฟต์เสิร์ฟนมฮอกไกโดรสดั้งเดิมและรสช็อกโกแลต ร้าน Cafe Ferme

ที่ต้องชิมให้ได้อีกอย่างหนึ่งของร้านนี้คือ ไอศกรีมซอฟต์เสิร์ฟนมฮอกไกโด รสชาติและเนื้อสัมผัสเป็นซอฟเสิร์ฟแท้ๆ เนื้อนุ่มละมุน ทำด้วยนมฮอกไกโดแท้ๆ ราคา 200 เยน, 300 เยน, 400 เยน ตามขนาดโคนเวเฟอร์กรอบ

++ Bifuka : ล้อเลื่อนบนรางรถไฟ ++

สิ่งหนึ่งที่ได้เรียนรู้จากวิธีคิดของชาวญี่ปุ่น พวกเขาไม่ทิ้งขว้างอดีต สิ่งที่เคยสร้างคุณประโยชน์ส่วนรวมให้กับชุมชน แต่หมดประโยชน์ในวันนี้ด้วยมีสิ่งอื่นมาแทนที่ พวกเขาอนุรักษ์สิ่งนั้นไว้ด้วยการดัดแปลงให้เกิดประโยขน์ด้านอื่น

จากเมืองโทโยโตมิ เรามุ่งหน้าลงใต้ต่อไป ราวสองชั่วโมงก็ถึงเมือง บิฟุกะ (Bifuka Town) ยังคงเป็นเมืองแห่งธรรมชาติ ป่าเขาลำเนาไพร น้ำตก และทุ่งหญ้า

เมืองนี้เป็นทางผ่านของทางรถไฟสายประวัติศาสตร์สมัยที่หัวรถจักรยังเผาผลาญด้วยเชื้อเพลิง ลากจูงขบวนโบกี้ขนถ่ายสินค้าและผู้คนเดินทางไปมาจากเมืองทางใต้ของฮอกไกโดขึ้นสู่เมืองทางเหนือเมื่อ 60 ปีก่อน

เมื่อรถไฟหัวกระสุนเข้ามาแทนที่ เส้นทางรถไฟสายนี้ก็ยุติบทบาทไปตั้งแต่ปีพ.ศ.2528

พ.ศ.2541 เมืองบิฟุกะทำให้เส้นทางรถไฟช่วงผ่านมาเมืองกลับมามีชีวิตอีกครั้งภายใต้ชื่อ The Truck Kingdom Bifuka ด้วยการนำล้อเลื่อนติดเครื่องยนต์มาวิ่งบนรางรถไฟที่ดัดแปลงนิดหน่อยให้มีรางส่วนที่โค้งกลับไปยังจุดตั้งต้น รวมระยะทาง 5 กิโลเมตร ใช้เวลาประมาณ 40 นาที (เนื่องจากจำกัดความเร็วล้อเลื่อนไว้แล้ว) กลายเป็นจุดท่องเที่ยวแนวผจญภัยเบาๆ แห่งใหม่ของเมือง

กราฟิกเส้นทาง The Truck Kingdom Bifuka

The Truck Kingdom Bifuka ล้อเลื่อนติดเครื่องยนต์บนรางรถไฟสายอดีต ถ้าฝนไม่ตกจะถอดหลังคาพลาสติกใสออก

ล้อเลื่อนนี้บังคับง่ายมาก เหมือนขับรถเกียร์อัตโนมัติ เหยียบคันเร่งและเหยียบเบรค ทิ้งระยะห่างล้อเลื่อนคันหน้า 100 เมตร เผื่อระยะเบรคที่ปลอดภัยสูงสุด ก่อนใช้บริการ เจ้าหน้าที่จะอธิบายเส้นทางและวิธีบังคับล้อเลื่อน

บรรยากาศช่วงหนึ่งของเส้นทาง The Truck Kingdom Bifuka

สองข้างรางรถไฟที่ล้อเลื่อนแล่นผ่าน คือป่าต้นเบิร์ช(Birch)สลับกับทุ่งนา มีช่วงที่เป็นสะพานข้ามลำธาร 6 แห่ง ถ้าเป็นฤดูใบไม้ร่วง บางช่วงของทางรถไฟเหมือนมุดเข้าไปในอุโมงค์ใบไม้สีเหลืองของต้นเบิร์ชที่สานกิ่งเข้าหากัน ช่วงขากลับเรายังมีโอกาสเห็นกวางสองตัวยืนเล็มหญ้าข้างทาง

++ Rumoi : ผักดองญี่ปุ่น ขนมหวานดีไซน์สวย ++

ก่อนถึงซัปโปโร เรามีโอกาสผ่านเมือง รูมอย (Rumoi City) เมืองชายทะเลเก่าแก่ที่สร้างตัวจากหมู่บ้านชาวประมงนักจับปลาเฮร์ริง(herring) และได้ชื่อว่าเป็นเมืองชายทะเลที่พระอาทิตย์ลับขอบน้ำสวยที่สุดแห่งหนึ่ง เนื่องจากตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันตกของเกาะฮอกไกโด

ของกินขึ้นชื่อประจำเมืองที่ ‘องค์กรการท่องเที่ยวฮอกไกโด’ แนะนำคือ ‘ผักดอง’ ในส้มสายชูแห่งร้าน ทานากะ เซกะ (Tanaka Seika) ที่สืบทอดกรรมวิธีการดองผักให้เปรี้ยวเค็มกำลังดีและอร่อยถูกปากลูกค้ามานานกว่า 60 ปี คุณ มิชิโกะ ทานากะ (Michiko Tanaka) ทายาทรุ่นที่สามของร้านเผยเคล็ดลับให้ฟังว่า ผักต่างๆ เหล่านี้ใช้เวลาดอง 1 เดือน แต่ในระหว่างหนึ่งเดือนนี้ต้องนำมาสลับกับการล้างน้ำ 3 ครั้ง

มิชิโกะ ทานากะ กับ ‘ผักดอง’ ผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นประจำเมืองรูมอย

ผักดองหลากหลายชนิดของร้าน Tanaka Seika

ผักที่ใช้ดองเป็นผักท้องถิ่นของเมือง ประมาณ 20 ชนิด ผลไม้ 12 ชนิด โดยทั่วไปดองกับน้ำส้มสายชู แต่ผักบางชนิด เช่น หัวไช้เท้า หรือผักที่ต้องการให้สีสวย เช่น สีชมพูอ่อน ก็จะดองกับน้ำส้มสายชูที่ได้จากการหมักกับผลของต้นฮัสคัพ(huscup)พืชท้องถิ่นเมืองหนาวบนที่สูงประจำฮอกไกโด

ผักดองในญี่ปุ่นเป็นที่นิยมมาก เนื่องจากเป็นของกินคู่กับอาหารญี่ปุ่นแทบทุกจาน

จากร้านผักดอง เดินไปไม่เกินช่วงตึก มีร้านซูชิเจ้าอร่อย ยาโนะเมะ ซูชิ (Jyanome Zushi) ร้านซูชิชื่อดัง เป็นที่นิยม และราคาสมเหตุสมผล

ซูชิเบนโตะร้าน Jyanome Zushi

ทางร้านจัดซูชิเบนโตะด้วยวัตถุดิบชั้นดีที่มีในวันนั้น(9 ก.ย.2560)ไว้ให้ชิม ในกล่องเบนโตะวงกลมมีซูชิหรือข้าวปั้น จำนวน 12 คำ คือ ข้าวปั้นหน้าชูโทโระ(ท้องปลาทูน่า) ปลาอินาดะ(Inada คนไทยรู้จักในชื่อปลาฮามาจิ) ขาปูซูไว อะวาบิ(Awabi เป๋าฮื้อ) กุ้งหวาน หอยปีกนก ปลาแซลมอน คาซุโนะโกะ(Kazunoko ไข่ปลาเฮร์ริง) กั้ง(Shako) ปลาไหล(Anago) ไข่ปลาแซลมอน และไข่หอยเม่น เสิร์ฟพร้อมมิโสะซุป ทั้งหมดราคา 2,000 เยน มีไข่ปลาเฮร์ริงเท่านั้นที่มีรูปทรงเป็นแท่งแข็งๆ ไม่คุ้นลิ้นอยู่สักหน่อย นอกนั้นอร่อยทุกคำ

พาสตรี้เชฟ มัตซุมุระ ยาซุโตชิ กับเจลาโตทำจากวัตถุดิบท้องถิ่นฮอกไกโด และชีสเค้กแบบญี่ปุ่น

ออกจากร้านซูชิ เดินไปอีกหน่อยก็เป็นมุมถนน เลี้ยวซ้ายไปตามทางเดินจะพบกับ ลูมอนด์ (Lumond) ร้านเบเกอรี่ที่กำลังมาแรงประจำเมือง ร้านนี้เปิดครั้งแรกเมื่อปีพ.ศ.2519 ตอนนี้สืบทอดดูแลต่อและพัฒนาโดย พาสตรี้เชฟ มัตซุมุระ ยาซุโตชิ (Matsumura Yasutoshi) บุตรชายผู้ก่อตั้งร้านซึ่งเรียนจบจากสถาบันสอนทำขนมในเมืองซัปโปโร มีขนมหวานสไตล์ญี่ปุ่น เช่น ชูครีม(Choux Cream)ลูกโตตำรับญี่ปุ่น ชีสเค้กเนื้อเนียนนุ่ม และเบเกอรี่ตะวันตกหมุนเวียนไม่ซ้ำแต่ละวัน เช่น ทาร์ตผลไม้ ช็อกโกแลต ครัวซองต์ โดนัท และไอศกรีมเจลาโตหลากรสที่ใช้วัตถุดิบธรรมชาติ เช่น พิตาชิโอ นมฮอกไกโด 

ตัวอย่างขนมยอดนิยมของร้าน Lumond

เชฟมัตซุมุระ บอกว่า ขนมแต่ละชนิดนอกจากอร่อยแล้วยังตั้งใจดีไซน์อย่างสวยงามเพื่ออธิบายความงามของเมืองชายทะเลแห่งนี้

++ Mashike : ชมโรงผลิตสาเกเก่าแก่ ++

ถัดจากรูมอย เราเข้าเขตเมือง มาชิเกะ (Mashike Town) ถ้ามาถึงเมืองนี้ ต้องไม่พลาดการเข้าชม คุนิมะเระ ซูโซ (Kunimare Shuzo) ที่นี่คือโรงผลิตสาเกที่เก่าแก่และดีที่สุดของฮอกไกโด เริ่มก่อตั้งขึ้นในปีพ.ศ.2425 เพื่อผลิตสาเกให้เหล่าชาวประมงของหมู่บ้านในวันที่ร่วมแรงร่วมใจกันนำปลาเฮร์ริงขึ้นจากเรือมาไว้ที่ชายหาดเตรียมส่งขาย

โรงผลิตสาเก Kunimare Shuzo เมือง Mashike

โรงผลิตสาเกคุนิมะเระ ชูโซ เป็นอาคารเรือนไม้ขนาด 3 ชั้น เสาเรือนแต่ละต้นเป็นไม้โบราณสูงกว่า 8 เมตร นอกจากผลิตสาเก ในอดีตที่นี่ยังรมควันปลาแซลมอนไว้กินในช่วงฤดูหนาว  เสาบางต้นและเพดานเรือนจึงถูกยางไม้จับเป็นคราบสีดำทิ้งร่องรอยให้เห็นทุกวันนี้ ผู้นำชมโรงเบียร์บอกเป็นข้อดีอย่างหนึ่ง ที่ยางไม้เหล่านี้ช่วยรักษาสภาพเนื้อไม้ให้ปลอดจากการกัดแทะของแมลง

ที่นี่เปิดให้นักท่องเที่ยวเยี่ยมชมขั้นตอนการผลิตสาเกเท่าที่เปิดเผยได้ เพราะบางขั้นตอนก็เสี่ยงต่อชีวิตของนักทำสาเก เช่น การกวนสาเกในถังขนาดใหญ่ที่ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ซึ่งเกิดจากการหมักจะอวลขึ้นมา

ฃสาเกของคุนิมะเระ ชูโซ หมักจากข้าวกล้องไดคินโจ(Daiginjo)จากเกาะฮอนชู ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นเมล็ดข้าวที่ใช้ทำสาเกได้ดีที่สุด ขัดล้างและแช่ด้วยน้ำแร่ที่ไหลผ่านชั้นหินต่างๆ จากเทือกเขาโชกังเบะสึ(Shokanbetsu)ที่มีหิมะปกคลุมในช่วงฤดูหนาว 

ใครไม่ถนัดชิมสาเกในช่วงท้ายการนำชม ก็ไม่ควรพลาดชิมน้ำแร่ที่เย็นตามธรรมชาติ บรรยายรสชาติไม่ถูก รู้แต่ว่าให้ความรู้สึกที่ “ดีมาก”

ดินแดนเหนือสุดของเกาะฮอกไกโด ยังมีสิ่งที่น่าค้นหาอีกมากมาย ธรรมชาติที่มีความงามเฉพาะตัว รสชาติอาหารที่ยากจะต้านทาน แม้แต่ของกินในร้านสะดวกซื้อ ก็ทำให้เดินเข้าไปเหมือนถูกมนต์สะกดทุกครั้งที่เดินผ่าน ความสะดวกสบายที่เอื้อต่อการเดินทางท่องเที่ยว และน้ำใจไมตรีเจ้าของบ้าน

เรื่องราวทั้งสามตอนนี้ เป็นเพียงส่วนหนึ่งของความกว้างใหญ่ของ ฮอกไกโด

หมายเหตุ : องค์กรการท่องเที่ยวฮอกไกโด http://th.visit-hokkaido.jp

แชร์ข่าว :
Tags: