เกมชนะ "ดู เดย์ ดรีม" ดันสเนลไวท์ "โกอินเตอร์"

24 ธันวาคม 2560 | โดย ดาริน โชสูงเนิน
8,702

ไม่ว่าเศรษฐกิจจะเป็นอย่างไร แต่“เซ็กเมนต์ความงาม”ไม่เคยสะเทือน...! สอดคล้องผ่านตลาด Skincare ในไทยที่โตวันโตคืนขณะที่ผลสำเร็จแบรนด์ SNAILWHITE  ของ“สราวุฒิ พรพัฒนารักษ์” ผู้ก่อตั้ง  “ดู เดย์ ดรีม” ที่ใช้เวลาเพียง 3 ปีดันยอดขายทะลุ 1.2 พันล้าน

ฮอตฮิตตั้งแต่ยังไม่ขาย IPO”

สำหรับ หุ้น บมจ. ดู เดย์ ดรีม หรือ DDD” ผู้ผลิตผลิตภัณฑ์ดูแลผิวภายใต้แบรนด์ สเนลไวท์” (SNAILWHITE) ที่สร้างเซอร์ไพรส์ตั้งแต่วันแรกที่เคาะ IPO (การเสนอขายหุ้นใหม่แก่ประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก) ในราคาหุ้นละ 53 บาท จำนวน 76 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้ (พาร์) หุ้นละ 1 บาท ถือเป็นหุ้นน้องใหม่มีราคาไอพีโอสูงสุดในปี 2560 ที่เตรียมขายหุ้น IPO ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ในวันที่ 26 ธ.ค.นี้

โดยนักวิเคราะห์หลายราย พยายามแสดงความเห็นว่า ราคาหุ้น DDD ไม่แพงเกินพื้นฐาน สะท้อนภาพจากความสนใจของนักลงทุนสถาบันจองซื้อล้น กว่า18เท่า” เนื่องจากแบรนด์“สเนลไวท์” นับเป็นผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางที่ประสบความสำเร็จทางธุรกิจ ก้าวกระโดด 

ประเมินจากปีแรกมียอดขายอยู่ที่ 90 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเป็น 450 ล้านบาทในปีที่ 2 และขยับขึ้นเป็น 1,000 ล้านบาทในปีที่ 3 ของการดำเนินธุรกิจ ล่าสุดงวด 9 เดือน (ม.ค.-ก.ย.) ปี 2560 มียอดขายอยู่ที่ 1,263 ล้านบาท

วันนี้ ภายใต้การบริหารองค์กรของ ดร.สราวุฒิ พรพัฒนารักษ์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ดู เดย์ ดรีม กำลังจะขยับไป“อีกสเต็ป”ด้วยการนำบริษัทเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ โดยมีเป้าหมายพาธุรกิจขนาด พันล้าน” มุ่งสู่ธุรกิจระดับ หมื่นล้าน”  ในระยะ 5-10 ปีจากนี้ และยังฝันใหญ่สมชื่อบริษัท (ดู เดย์ ดรีม) ที่จะนำผลิตภัณฑ์ดูแลผิว (Skincare) แบรนด์นี้ ก้าวสู่การเป็น “1 ใน 3" แบรนด์สกินแคร์เอเซีย ซึ่งอาจต้องใช้เวลานานถึง 15-20 ปี แต่เขาจะรอวันนั้น 

เมื่อความคิดตกผนึก ว่าต้องมองไกลไปในตลาดเอเชีย ที่ผ่านมา ดู เดย์ ดรีม จึงรุกบุกตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะ "ตลาดจีน” ที่พบว่ามีอัตราการเติบโตมากว่าตลาดเมืองไทย 20 เท่า หรือมูลค่าตลาดรวมกว่าล้านล้านบาท เติบโตเฉลี่ย 5 ปีอยู่ที่ 16.5% สะท้อนผ่านยอดขายของบริษัทในจีนปีแรก สูงถึง 130 ล้านบาท และเชื่อว่าตลาดจีนจะโตต่อเนื่องจากขนาดประชากรที่มีกว่า 1,300 ล้านคน ขณะที่โปรดักท์(สารสกัดจากเมือกหอยทาก)ยังถูกจริตกับคนจีน 

 การเติบโตของตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะในจีน ทำให้ “สราวุฒิ” ใจชื่นว่า เป้ายอดขายระดับ“หมื่นล้านบาท”อาจจะไม่ไกลเกินเอื้อม ! 

เราต้องการยอดขายหมื่นล้าน ต้องมองว่าเราจะเติบโตมากๆ จะต้องไปทางไหน และเราเห็นโอกาสในตลาดเอเชีย” เขาย้ำ แม้ว่าจะต้องเบียดตลาดกับ 3 ผู้นำตลาดผลิตภัณฑ์ดูแลผิวระดับโลก อย่างกลุ่มชิเซโด้ กลุ่มคาโอ และกลุ่มอมอร์ แปซิฟิค ก็ตาม

ซีอีโอ ดู เดย์ ดรีม ยังระบุว่า นอกจากตลาดจีน ปัจจุบันบริษัทยังจำหน่ายสินค้าไปยัง อินเดีย เกาหลี ฮ่องกง  กัมพูชา ลาว  และเมียนมา และยังอยู่ระหว่างหาพันธมิตรเพื่อตั้งตัวแทนจำหน่ายในเวียดนาม ซึ่งเป็นอีกตลาดที่มีศักยภาพ

โดยตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนรายได้ต่างประเทศใน 5 ปี (2561-2565) เป็น 50% จากปัจจุบันที่มีสัดส่วนรายได้จากต่างประเทศ 45% และในประเทศอยู่ที่ 55%  โดยมองว่าการขายหุ้น ให้แก่ มอร์แกน สแตนลีย์ (Morgan Stanley) ซึ่งเป็นบริษัทที่ให้บริการทางการเงินระดับโลก ทั้งหมด 15 ล้านหุ้นที่ช่วงที่ผ่านมา จะมีส่วนช่วยให้การจรจาเพื่อนำสินค้าไปจำหน่ายยังร้านค้าต่างๆ ทั่วโลก ที่มอร์แกน แสตนลีย์เข้าไปลงทุน

“สราวุฒิ” ยังเล่าถึงกลยุทธ์การตลาดในการพิชิตเป้าหมายยอดขายหมื่นล้าน ว่า กลยุทธ์แรก” บริษัทจะใช้วิธีเจาะตลาดลูกค้าต่างชาติจากนักท่องเที่ยวที่เข้ามาเมืองไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยบริษัทจะส่งสินค้าของบริษัทไปให้กับรีวิว บล็อกเกอร์ในต่างประเทศช่วยรีวิวสินค้าให้ ซึ่งหากสินค้าเป็นที่สนใจของนักท่องเที่ยว เมื่อกลุ่มนักท่องเที่ยวเหล่านั้นเดินทางมาเมืองไทยก็จะหาซื้อสินค้าเอง

กลยุทธ์สอง ต้องการให้กลุ่มนักท่องเที่ยวมองสินค้าแบรนด์ SNAILWHITE ว่าเป็นผลิตภัณฑ์ดูแลผิวอันดับต้นๆในไทย ซึ่งสำหรับเขามองว่าการทำโฆษณาในทีวีไม่สามารถตอบโจทย์ดังกล่าวได้เท่ากับการโฆษณาทาง“บิลบอร์ด”ที่จะถึงกลุ่มผู้บริโภคต่างชาติได้ดีกว่า ไม่ต่างจากที่คนไทยไปต่างประเทศ จะเห็นข้างทางจะเห็นป้ายโฆษณาเต็มไปหมด และตามความคิดก็เชื่อว่า นั้นน่าจะเป็นสินค้าเบอร์ต้นๆ ของประเทศนั้นๆ

เมื่อนักท่องเที่ยวเห็นสินค้า SNAILWHITE ตามบิลบอร์ด ประกอบกับดูรีวิว บล็อกเกอร์มาด้วย สิ่งเหล่านี้จะเป็นตัวช่วยให้ลูกค้าสนใจในผลิตภัณฑ์ของเรา

 ส่วนการทำตลาดในประเทศ “ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร” ระบุว่า ปีหน้าจะ โฟกัส” ในตลาดต่างจังหวัด หลังจากช่วงที่ผ่านมา บริษัทยังทำตลาดต่างจังหวัดได้ไม่ค่อยดี โดยมองว่าตลาดต่างจังหวัดยังเติบโตได้อีกมาก จากเดิมผู้บริโภคมองว่าผลิตภัณฑ์ SNAILWHITE ราคาค่อนข้างแพง ซึ่งบริษัทได้แก้โจทย์นี้ด้วยการปรับความหลากหลายของขนาดผลิตภัณฑ์

โดยเฉพาะขนาดเล็ก 30 มิลลิลิตร หรือแบบซอง ในราคาซองละ 39 บาท เพื่อให้ผู้บริโภคเข้าถึงผลิตภัณฑ์ได้ง่ายขึ้น เหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจ และยังเอื้อต่อการทดลองใช้ผลิตภัณฑ์ ซึ่งจะนำไปสู่การซื้อซ้ำ จนกลายเป็นลูกค้าประจำในระยะต่อไป ผ่านช่องทางจำหน่ายกว่า 1 หมื่นร้านค้าทั้่งในร้านค้าดั้งเดิม (Traditional Trade) ร้านค้าปลีกสมัยใหม่ (Modern Trade) และตัวแทนจำหน่าย เป็นต้น

“สราวุฒิ” ยังบอกด้วยว่า ในยุคที่หลายประเทศในโลก รวมถึงไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย (Aging Society) ยังกลายเป็นโอกาสในการขยายตลาดผ่านการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ให้ครอบคลุมความต้องการมากขึ้น เช่น กลุ่มผลิตภัณฑ์ลดเลือนริ้วรอยและชะลอวัย รวมถึงผลิตภัณฑ์สำหรับผู้ชายที่หันมาดูรูปลักษณ์ตัวเองมากขึ้น ตลอดจนการซื้อของผ่านช่องทางออนไลน์ ยังช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงลูกค้าอย่างไร้พรมแดน

เราวางขายในเซเว่น อีเลฟเว่น เพียง 1 เดือน ส่วนแบ่งการตลาดของเราขึ้นมาเป็นอันดับ 4 ทันทีฉะนั้น โอกาสที่เราจะเติบโตยังมีอีกมหาศาล

 ขณะที่แผนการดำเนินธุรกิจเพื่อให้ได้ยอดขายตามเป้า จะมาจาก 1.การขยายพื้นที่โรงงาน ที่ตั้งอยู่นิคมอุตสาหกรรมโรจนะ ในจังหวัดอยุธยา เพิ่มกำลังการผลิตเป็น 4 ล้านลิตรต่อปี จากเดิม 1.9 ล้านลิตรต่อปี หรือเพิ่มขึ้น เท่าตัว” คิดว่าจะสร้างยอดขายราว 3,000 ล้านบาท แล้วเสร็จปลายปี 2562

เรามองว่าอีก 2 ปีข้างหน้า แวร์เฮาส์ที่มีอยู่น่าจะเต็มความต้องการ ซึ่งแวร์เฮ้าส์ใหม่จะเข้ามาตอบโจทย์พอดี แต่หากยอดขายเกินระดับ 3,000 ล้านบาท คิดว่าน่าจะต้องขยายโรงงานใหม่อีก

2.การปรับปรุงฝ่ายวิจัยและพัฒนา (R&D) ซึ่งปัจจุบันบริษัทมีห้องวิจัยเป็นของตัวเองมีเจ้าหน้าที่ทำงานราว 15-20 คน แต่ในอนาคตต้องการยกระดับให้ดีขึ้นจากตอนนี้คุณสมบัติของผลิตภัณฑ์มาจากการผสมสูตร แต่อนาคตบริษัทยังจะพัฒนาให้ดีกว่านั้น คือ อยากจะสกัดตั้งแต่สารตั้งต้นเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับธุรกิจ

3.การพัฒนาขยายช่องทางการจัดจำหน่าย ปัจจุบันมีจุดขายอยู่ราว 1 หมื่นกว่าแห่งทั่วประเทศ แต่มองว่า ยังมีบางจุดที่สามารถขยายหน้าร้านตัวเองให้เป็น “NAMU LIFE SHOP” จากปัจจุบันมี 2 สาขา อยู่ที่ SHOW DC และบีทีเอสสยาม ซึ่งการเปิดสาขาของตัวเองนอกจากรายได้ที่คาดหวังไว้อยู่แล้ว อีกส่วนคือการโฆษณาและสร้างแบรนด์ของตัวเองโดยตั้งเป้าไว้ว่าจะขยายร้านของตัวเองปีละ 3-4 แห่ง ฉะนั้น 3 ปีข้างหน้าจะมีสาขา 10-15 สาขา ซึ่งจะเป็นพื้นที่ที่ไม่มีร้านค้าปลีกสมัยใหม่ไปเปิด เช่น ภูเก็ตแฟนตาซี ,สวนเสือศรีราชา เป็นต้น

4.การปรับปรุงสำนักงาน และวางระบบเครือข่าย และ 5. เงินหมุนเวียนของบริษัท โดยจะนำไปใช้ในการขยายไปต่างประเทศ การที่จะเข้าไปทำแบรนด์ในแต่ละประเทศ และการซื้อแบรนด์ใหม่ๆมาเสริมทัพ จะใช้เงินค่อนข้างสูง

โดยปัจจุบันบริษัท มีผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ SNAILWHITE รวมทั้งสิ้น 6 กลุ่ม ได้แก่ ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหน้า ,ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวกาย ,ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวหน้า, ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวกาย ,ผลิตภัณฑ์กันแดด และชุดของขวัญ (Gift Set) สำหรับเป็นของขวัญในโอกาสพิเศษ รวมเป็นจำนวนทั้งสิ้น 20 ผลิตภัณฑ์

สราวุฒิิ ระบุว่า ผลิตภัณฑ์ที่ได้รับความนิยมจากผู้บริโภค ได้แก่ NAMU LIFE SNAILWHITE Facial Cream ที่ครองส่วนแบ่งการตลาดอันดับ 1 ในตลาดผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหน้ากลุ่มร้านค้าขนาดใหญ่ ต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2558 

ผู้หุ้นใหญ่ ยังทิ้งท้ายว่า โอกาสในตลาดเอเชียยังมีอีกมาก ร่วมทั้งในยุโรปและอเมริกา ซึ่งผู้บริโภครู้จักสารสกัดจากเมือกหอยทากมาก่อนเมืองไทย ฉะนั้น ตลาดยุโรปและอเมริกาต้องไม่มองข้าม แต่คาดว่าคงไม่ใช่ระยะเวลาอันใกล้นี้ 

ตอนนี้เราจะเน้นตลาดเอเชียและเมืองไทยก่อนเขาย้ำ 

-------------------------------------

จุดกำเนิดแบรนด์ “SNAILWHITE”

การเกิดขึ้นของบมจ.ดู เดย์ ดรีม เริ่มต้นในปี 2554 หลังจากมีความคิดอยากทำธุรกิจส่วนตัวของ “ดร.สราวุฒิ พรพัฒนารักษ์” ขณะนั้นก็ช่วยธุรกิจเคมีภัณฑ์ และ สี เป็นธุรกิจของครอบครัวแต่มองเห็นว่า ธุรกิจเครื่องสำอางนั้นน่าสนใจ จากการศึกษาพบว่าไม่ว่าเศรษฐกิจจะดีหรือแย่ แต่สินค้าประเภทเครื่องสำอางขายดีตลอด โดยปัจจุบันตลาด Skincare มีมูลค่าราว 5 หมื่นล้านบาท

ทว่า ความที่ไม่มีความรู้ในเรื่องของตลาดเครื่องสำอางเลยถือเป็น ความเสี่ยงใหญ่ผู้ก่อตั้งแบรนด์ผลิตภัณฑ์ SNAILWHITE จึงเริ่มต้นธุรกิจด้วยการสร้างโรงงานเพื่อ รับจ้างผลิตสินค้า” (OEM)ในสินค้าประเภทเครื่องสำอางแบรนด์ต่างๆ ในเมืองไทยก่อน สิ่งหนึ่งที่เห็นได้จากการเป็น OEM นั่นคือได้เห็นการทำการตลาดของลูกค้าแต่ละบริษัท และสามารถนำวิธีการมาประยุกต์ใช้กับเครื่องสำอางแบรนด์ของตนเองได้ นับเป็นทางลัดในการหาประสบการณ์ได้เป็นอย่างดี

ตลาด Skincare มีมูลค่ามหาศาล และตลาดในไทยตามชั้นขายผลิตภัณฑ์ 10 ใน 10 แบรนด์ พบว่าเป็นแบรนด์ของต่างชาติทั้งหมด ทั้งๆ ที่มีโรงงาน OEM สินค้าประเภท Skincareในเมืองไทยจำนวนมาก แต่ไม่เข้าใจว่าทำไมแบรนด์ไทยจึงไม่เป็นที่นิยม และสู้แบรนด์ต่างชาติไม่ได้

เมื่อคำถามเกิดขึ้นในใจ ว่า ทำไม? แบรนด์ของคนไทยขึ้นมาเป็นเบอร์ 1 ในตลาดไม่ได้เสียที ทั้งๆ ที่เมืองไทยก็มีศักยภาพ กลายเป็นที่มาของการ สร้างแบรนด์เครื่องสำอางไทยเข้ามาแข่งขันในตลาด และขยายออกไปในต่างประเทศขายให้ต่างชาติบ้าง เปรียบเหมือนกับ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ที่เขาสามารถสร้างแบรนด์ของตัวเองขึ้นมาแข่งขันในตลาดได้” เขาย้ำจุดเริ่มต้น

หลังผ่านการเก็บเกี่ยวประสบการณ์สักระยะ จนในปี 2556 ได้ออกผลิตภัณฑ์ของตัวเอง ครีมบำรุงผิวหน้าสารสกัดจาก เมือกหอยทาก (Snail Slime) และด้วยงบที่จำกัด จึงตัดสินใจใช้ Social media ในการทำการตลาดเพื่อสร้างการรับรู้ ด้วยการรีวิวสินค้า ใช้ดีจึงบอกต่อ ทำยอดขายในปีแรก 90 ล้านบาท

ประกอบกับ เรื่องของ ราคา” การจับตลาด Premium Mass หรือกลุ่มที่มีระดับราคาอยู่ประมาณ 800 บาทขึ้นไป แต่ไม่ถึง 2,000 บาทต่อชิ้น ซึ่งอาจเป็นสินค้าความงามที่เจาะทั้งตลาด Premium และตลาด Mass เพื่อสร้างการเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคให้หลากหลายและตอบโจทย์ความต้องการให้ได้มากที่สุด ถือเป็นช่องวางทางการตลาดที่ไม่ค่อยมีผู้เล่น และตลาดยังไม่มีดีมานด์มากเป็นกลยุทธ์ที่เลือกใช้ที่ผ่านมา

ต่อมาปี 2557 จากแบรนด์ที่ดังในออนไลน์ บริษัทจึงได้นำงบการตลาดในสัดส่วน 25 - 30% ของยอดขายมาใช้ผ่านสื่อโฆษณาหลักทั้งโทรทัศน์และสื่อโฆษณานอกสถานที่ (Out of home) โดยเลือกดาราระดับแถวหน้าของวงการ มาเป็นพรีเซ็นเตอร์ เพิ่มช่องทางการจำหน่ายในห้างโมเดิร์นเทรด และขยายธุรกิจไปในต่างประเทศ ดันยอดขายเพิ่มขึ้นมา 450 ล้านบาท

ปี 2558 ออกผลิตภัณฑ์บำรุงผิวเพิ่มขึ้น ขยายฐานการผลิต ลงทุนในโรงงานแห่งใหม่ที่อยุธยา ก่อตั้งบริษัทย่อย บริษัท นามุ ไลฟ์พลัส จำกัด เป็นตัวแทนจัดจำหน่าย ผลิตสินค้าให้มีขนาดเล็กลง ให้ลูกค้าทดลองใช้ในร้านสะดวกซื้อเป็นครั้งแรก ทำรายได้ถึง 995 ล้านบาท และในปี 2559 บริษัทขยายธุรกิจในต่างประเทศ โดยเฉพาะในตลาดจีน

ปัจจุบัน บมจ. ดู เดย์ ดรีม มีธุรกิจหลัก 2 กลุ่ม ประกอบด้วย ธุรกิจผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ดูแลและบำรุงผิว “SNAILWHITE” ภายใต้เครื่องหมายการค้าของบริษัทฯ (NAMU LIFE) สัดส่วนรายได้เกือบ 100% และธุรกิจรับจ้างผลิตผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหน้าภายใต้เครื่องหมายการค้าอื่น ซึ่งเป็นธุรกิจของผู้ประกอบการขนาดเล็ก

-------------------------------------

สินค้าใหม่จะดัง 

พรีเซนเตอร์ต้องปัง

“สราวุฒิ พรพัฒนารักษ์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบมจ. ดู เดย์ ดรีม เล่ากลยุทธ์ใช้ดาราเป็นพรีเซนเตอร์ ว่า เป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ในตลาดต้องสร้างแบรนด์ให้โดดเด่นและเป็นที่จดจำแบรนด์ถึงจะเป็นที่รู้จักรวดเร็ว ฉะนั้น กลยุทธ์ของบริษัทจะต้องเปิดตัวผลิตภัณฑ์ครั้งแรกให้ ปัง

ดังนั้น การที่แบรนด์เราจะปังได้ก็ต้องใช้พรีเซนเตอร์ระดับซูเปอร์สตาร์เมืองไทย มาทำให้แบรนด์ดังและเป็นที่รู้จักให้ได้ก่อน และถือว่าที่ผ่านมาประสบความสำเร็จ สะท้อนผ่านยอดขายที่เติบโตแบบก้าวกระโดดทุกปี

ทุกวันนี้ใครผ่านไปผ่านมาตามท้องถนน หรือ แม้แต่ในสนามบิน จะเห็นโฆษณาแบรนด์ SNAILWHITE ที่มีดาราหลากหลายคนมาเป็นพรีเซ็นเตอร์ เรียกได้ว่า เป็นแบรนด์ที่ใช้พรีเซ็นเตอร์มากแบรนด์หนึ่งของเมืองไทย

โดย สเนลไวท์ครีม” เปิดตัวอย่างทางการ พร้อมกับพรีเซนเตอร์คนแรก หลังจากประสบความสำเร็จ อย่างล้นหลามในโลกออนไลน์นั่นคือ พรีเซนเตอร์ลุกเกาหลี ฉัตร ปริยฉัตร ลิ้มธรรมมหิศรนางเอกสาวจากช่อง 7 ต่อมาเปิดตัวสินค้าใหม่ สเปรย์น้ำแร่ โดยใช้พรีเซนเตอร์ปู-ไปรยา สวนดอกไม้นักแสดงและนางแบบลูกครึ่งไทย-สวีเดนจากช่อง 7

ก่อนจะมาเปิดตัว “สโนลไวท์โลชั่น” ได้ ชมพู่-อารยา เอ ฮาร์เก็ตนักแสดงจากช่อง 3 มาเป็นพรีเซนเตอร์ และมาเป็น ออม-สุชา มานะยิ่งในผลิตภัณฑ์ “สเนลไวท์ มาส์กชอทท์” แผ่นมาส์กบำรุงผิวหน้าเพื่อที่สุดแห่งการฟื้นฟูผิวให้อ่อนเยาว์

และมาเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ เมือกหอยทากล้างหน้า และ ครีมกันแดด พร้อมเปิดตัวพรีเซ็นเตอร์ระดับซุปตาร์แห่งเมืองไทย อั้ม-พัชราภา ไชยเชื้อและ พลอย-เฌอมาลย์ บุญยศักดิ์

ล่าสุดในปีนี้ เปิดตัวผลิตภัณฑ์ครีมอาบน้ำ ที่นำ ใหม่ - ดาวิกา โฮร์เน่” มาเป็นพรีเซ็นเตอร์

 

 

 

แชร์ข่าว :
Tags: