ตลาด"สมาร์ทโฮม"โตทะลุ40%รับ"ไอโอที"

4 ธันวาคม 2560
2,201

ไฟเบอร์วันฯชี้เทรนด์ตลาดสมาร์ทโฮมในไทยได้แรงหนุนหลายปัจจัย เชื่อมูลค่ารวมขยับปีละกว่า 40% มองถึงปี 2563 มีเม็ดเงินทะลุ 2,500 ล้านบาท พร้อมเชื่อมเข้าสู่ไอโอทีที่จะมีมากกว่า 20,000 ล้านชิ้น วิเคราะห์สมาร์ทโฮมในอนาคตได้เห็นเอไอเป็นผู้สั่งงาน

นายกิตติ โกสินสกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ไฟเบอร์วัน จำกัด กล่าวว่า แนวโน้มของตลาดบ้านอัจฉริยะ (สมาร์ทโฮม) จะมีมูลค่าสูงถึง 2,500 ล้านบาทในปี 2563 เพิ่มขึ้นจากปี 2559 ที่ 645 ล้านบาท หรือเติบโตเฉลี่ยอยู่ที่ 40% ต่อปี โดยมูลค่าดังกล่าว สอดคล้องกับคาดการณ์ของการ์ทเนอร์ว่าในปี 2563 จะมีอุปกรณ์ที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต ออฟ ธิงส์ (ไอโอที) สูงถึง 2.08 หมื่นล้านชิ้น ขณะที่ไอดีซี ก็คาดว่ามูลค่าตลาดไอโอทีทั่วโลกจะแตะ 1.7 ล้านล้านดอลลาร์เช่นกัน การคาดการณ์เหล่านี้ ล้วนสะท้อนให้เห็นถึงพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป และโอกาสในการเติบโตของตลาดสมาร์ทโฮมในตลาดประเทศไทยด้วย

ทั้งนี้ การนำไอโอทีมาประยุกต์ใช้โดยเชื่อมต่อเข้ากับอุปกรณ์ต่างๆ ภายในบ้าน อาทิ เครื่องใช้ไฟฟ้า ระบบรักษาความปลอดภัย หรือแม้แต่โครงสร้างหลักของบ้าน รวมถึงอุปกรณ์อื่นๆนั้น จะทำให้ผู้อยู่อาศัยสามารถควบคุมอุปกรณ์ต่างๆ เหล่านี้ได้ผ่านทางสมาร์ทโฟน และอุปกรณ์เคลื่อนที่ ทำให้ได้รับความสะดวกสบาย แถมยังช่วยประหยัด ค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน รวมไปถึงความปลอดภัยที่เพิ่มมากขึ้น 

เขากล่าวว่า จากที่มีระบบอัตโนมัติต่างๆ มาเป็น ผู้ช่วยภายในบ้าน เช่น ตรวจจับผู้บุกรุกบ้าน ตั้งอุณหภูมิที่เหมาะสมภายในบ้าน ไปจนถึง วัดค่าแก๊สในอากาศจากเซ็นเซอร์เพื่อป้องกันการรั่วไหลของแก๊สที่อาจก่อให้เกิดอันตราย เป็นต้น นอกจากนี้ อุปกรณ์สมาร์ทโฮมที่เริ่มมีให้เลือกมากขึ้นในตลาด ทำให้เกิดกลไกการแข่งขันส่งผลให้อุปกรณ์บางชิ้นเริ่มเห็นโอกาสที่มีทำราคาลดลง อีกทั้ง ยังทำให้กระแสสมาร์ทโฮมเป็นที่ต้องการได้ในระยะยาว

“ดังนั้นเมื่อเราเอาไอโอทีมาทำงานทั้งหมดแล้ว จะมีข้อมูลจำนวนหนึ่งเกิดขึ้นมีการเชื่อมต่อกัน ซึ่งจริงๆแล้ว ระบบการควบคุมการใช้งานบนไอโอทีจะทำตามที่คนสั่ง ในแบบที่เรียกว่าแมนนวลหรือต้องทำเองด้วยมือ แต่าอนาคตระบบให้ทั้งหมดสามารถทำงานได้แบบอัตโนมัติ ส่งผลให้การทำงานก็จะไปเชื่อมต่อกับปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) อีกทอดหนึ่ง”นายกิตติ กล่าว

ข้อมูลโดยบริษัทวิจัยจีเอฟเคชี้ว่า นอกเหนือจากสมาร์ททีวีแล้ว ยังมีเครื่องปรับอากาศอัจฉริยะที่ส่งสัณญาณเติบโตเชิงบวกทั่วโลก ด้วยยอดขายที่ทะยานขึ้น 42 ล้านดอลลาร์ในปี 2559 มีไต้หวัน เป็นผู้นำด้านส่วนแบ่งตลาดในเอเชีย ตามด้วยออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ไทย และเวียดนาม ที่ต่างก็ส่งสัญญาณการเติบโตอย่างมาก

อย่างไรก็ดี ตลาดจีนมีการขยายตัวของชนชั้นกลาง อุตสาหกรรมการผลิต รวมทั้งระบบนิเวศทางเทคโนโลยี ที่จะเป็นตัวผลักดันการบริโภคในระดับวงกว้างของตลาดสมาร์ทโฮม ตลาดญี่ปุ่น เป็นอีกหนึ่งผู้ขับเคลื่อนรายใหญ่ ที่ไม่เพียงแต่จะเป็นหนึ่งในห้าผู้นำตลาดโลกด้านการเจาะตลาดสมาร์ทโฮมเท่านั้น แต่ยังมีกลุ่มประชากรสูงวัยที่มีแนวโน้มในการขับเคลื่อนการเติบโตของตลาดสุขภาพ และธุรกิจความเป็นดีอยู่ดี นอกจากนี้ ยังมี เกาหลีใต้ ไต้หวัน และสิงคโปร์ ที่คาดว่า อัตราการเติบโตมีนัยยะสำคัญต่อตลาดดังกล่าวอันเป็นผลมาจากสมรรถนะของกลุ่มประชากรที่มีรายได้สูง

แชร์ข่าว :
Tags: