‘จีดีเอช’ปั้นแบรนด์หนังไทยปักหมุดตลาดจีน

13 พฤศจิกายน 2560 | โดย รัตติยา อังกุลานนท์
4,406

อุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทย ที่ผ่านมามองรายได้การขายลิขสิทธิ์ตลาดต่างประเทศเป็นเพียง“โบนัส”ของหนัง แต่หลังจากปรากฎการณ์“ฉลาดเกมส์โกง”สร้างรายได้บ็อกซ์ออฟฟิศในจีน 1,300 ล้านบาท ถือเป็นจุดเปลี่ยนของ“แบรนด์”หนังไทยในตลาดโลกและโอกาสหารายได้ที่เปิดกว้างมากขึ้น

จินา โอสถศิลป์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท จีดีเอช ห้าห้าเก้า จำกัด กล่าวว่าภาพยนตร์ของบริษัททุกเรื่อง จะทำตลาดทั้งไทยและต่างประเทศ เพียงแต่จะไปได้ไกลแค่ไหนเท่านั้น  เดิมตลาดหลักอยู่ในกลุ่มเอเชียแต่หากเป็น“หนังผี” ที่เป็นแนวสากล จะได้ฐานผู้ชมกว้าง หนังจะไปถึง สหรัฐ ยุโรป แต่อาจไม่ได้ออกฉายในโรงจำนวนมาก

พบว่าภาพยนตร์เรื่องใดที่ทำรายได้สูงในไทย จะสร้างกระแสได้ในตลาดต่างประเทศและมีคู่ค้าซื้อลิขสิทธิ์หนังไปทำตลาดมากขึ้น 

สำหรับภาพยนตร์ “ฉลาดเกมส์โกง”เป็นหนังที่ จีดีเอช ตั้งใจทำเพื่อยกระดับหนังไทย ด้วยแนวใหม่ที่เรียกว่า Caper Story นำเสนอประเด็นโกงข้อสอบที่เดิมมีหลายรูปแบบ ส่วนใหญ่เป็นแนวดราม่า  แต่พล็อตโกงข้อสอบแอดมิชชั่น ที่ทำให้สนุกและตื่นเต้นไม่ค่อยมีมากนัก

ฉลาดเกมส์โกงเป็น“หน้าหนัง”เล็กมาก มีนักแสดงหลักทั้ง 4 คน ที่ไม่ได้เป็นดารา เรื่องการโกงข้อสอบที่นำเสนอแนวแอคชั่น เป็นพล็อตใหม่ของหนังวัยรุ่นไทยที่ไม่เคยมีแนวนี้ ส่วนใหญ่แนวใสๆ โรแมนติกคอมเมดี้ แต่สิ่งที่ดีมาก คือคอนเทนท์และประเด็นที่ต้องการสื่อสาร เป็นเรื่องที่“โดน”ผู้ชม

เมื่อคอนเทนท์โดน โปรโมทในประเทศดี จึงกลายเป็นหนัง “ม้ามืด” เป็นหนังบ็อกซ์ออฟฟิศในไทย หลังจากหนังออกจากโรงในไทยที่ทำรายได้ 120 ล้านบาท จากนั้นจึงเริ่มเดินสายทำตลาดต่างประเทศเริ่มที่ ไต้หวัน เวียดนาม ซึ่งได้รับกระแสดี เป็นที่ยอมรับในทุกตลาด โดยในไต้หวัน เป็นหนังที่ทำรายได้ดีกว่าหนังท้องถิ่นและทำให้เกิดกระแสวงกว้าง

ในอดีตตลาด“จีน”ไม่ซื้อหนังไทยมากนัก เพราะการฉายภาพยนตร์ในจีน มีระบบโควตาและเซ็นเซอร์ แต่ก็มีหนังไทยเข้าไปฉายในจีน เช่นองค์บาก

จินา กล่าวว่าฉลาดเกมส์โกง ถือเป็นหนังไทยเรื่องแรกของ “จีดีเอช” ที่ขายลิขสิทธิ์ให้ตัวแทนจำหน่ายหนังไปฉายในจีน คือ Hengye Pictures ซึ่งเป็นบริษัทขนาดใหญ่และมีสตูดิโอผลิตภาพยนตร์ในจีน โดยเข้ามาติดต่อขอซื้อลิขสิทธิ์ตั้งแต่ยังไม่ออกฉายในไทย ซึ่งเป็นจังหวะที่จีนเปิดตลาดซื้อขายหนังมากขึ้น ทำให้นักธุรกิจจีนออกมาหาคอนเทนท์ในต่างประเทศจำนวนมาก

แต่การซื้อลิขสิทธิ์หนังเพื่อฉายในโรงภาพยนตร์ของจีน เป็นรูปแบบ“ขายขาด” โดยเจรจาตกลงราคาก่อนทำตลาดและฉายหนัง โดยผู้ขายจะไม่รู้ว่า “หนัง” จะได้ออกฉายหรือไม่หรือเป็นจำนวนกี่โลเคชั่น (สาขาโรงหนัง) หนังฉลาดเกมส์โกง ที่มีกระแสดีในประเทศที่ฉายก่อนจีน  โดยเฉพาะไต้หวันและฮ่องกง ทำให้ตัวแทนจำหน่ายในจีน ใช้สื่อออนไลน์เจาะกลุ่มวัยรุ่นโปรโมทหนังจำนวนมาก นอกจากนี้ยังมี “สตาร์ทัวร์” นำนักแสดงนำเดินสายโปรโมท 3 วัน และทำเฟซบุ๊ค ไลฟ์ ตลอดเวลา

พร้อมเปิดตัวฉายในโรงภาพยนตร์ทั่วประเทศจีน 7,000 โลเคชั่น ถือเป็นหนังไทย ที่ไปฉายในจีน ด้วยสเกลใหญ่ ตั้งแต่ออกฉายในเดือน ต.ค.ถึงปัจจุบันทำรายได้รวม 1,300 ล้านบาท (260 ล้านหยวน)

ปัจจุบันหนังฉลาดเกมส์โกง มีผู้ซื้อลิขสิทธิ์ไปฉายในโรงภาพยนตร์ต่างประเทศ 18 ประเทศ ออกฉายแล้ว 16 ประเทศ  อยู่ระหว่างกำหนดวันฉาย 2 ประเทศที่ นิวซีแลนด์และญี่ปุ่น ถึงขณะนี้ทำรายได้ตลาดต่างประเทศ(นอกจีน) 330 ล้านบาท รวมรายได้ต่างประเทศ 1,630 ล้านบาท

หนังไทยที่ประสบความสำเร็จในต่างประเทศ ไม่ได้หมายความว่าค่ายหนัง ได้ส่วนแบ่งจากรายได้บ็อกซ์ออฟฟิศ เหมือนในประเทศไทย เพราะในต่างประเทศเป็นการซื้อลิขสิทธิ์ขายขาด เพราะหากเปรียบ“หนังไทย” ในตลาดต่างประเทศ คือ“หนังต่างชาติ” เงินทุนในการโปรโมทจึงต่างกับหนังท้องถิ่น เมื่อเอเย่นต์ที่ซื้อลิขสิทธิ์เพื่อไปลองทำตลาด จึงไม่มีอะไรการันตีว่าจะประสบความสำเร็จหรือไม่ ดังนั้นการซื้อขายลิขสิทธิ์จึงต่อรองก่อนหนังฉายในไทย นอกจากนี้การทำตลาดในจีน ยังไม่รู้ว่าจะผ่านโควตาหรือเซ็นเซอร์ในจีนหรือไม่ หากไม่ผ่านนั่นเท่ากับเอเย่นต์“ขาดทุน”

แม้จะไม่ได้รับรายได้จากตั๋วหนังในต่างประเทศเหมือนไทย เพราะเป็นรูปแบบขายขาด แต่เมื่อฉลาดเกมส์โกง ทำรายได้เกินกว่าที่คาดไว้  ทำให้จีดีเอช ได้รับเงินส่วนแบ่งรายได้ “ค่าขนม”อีกก้อนนอกจากการขายลิขสิทธิ์ แม้เป็นจำนวนไม่มาก แต่สิ่งที่ได้กลับมาเป็นความภาคภูมิใจ คือ “เราทำให้ตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะจีน รู้จักหนังไทยมากขึ้น ซึ่งจะดีสำหรับเรื่องต่อไป เพราะครั้งต่อไป เมื่อรู้ว่าหนังได้รับการตอบรับ วิธีการดีลการขายจะเปลี่ยนไป”

อีกเรื่องที่ได้ คือความมีชื่อเสียงกับ Branding หนังไทยและประเทศไทย จะกระจายไปได้ไกล ถือว่ามี“มูลค่า”มาก...ในก้าวเดินต่อไปของหนังไทยและจีดีเอช ที่ได้เข้าไปปักหมุดในตลาดจีนเรียบร้อยแล้ว

เรียนรู้’ความสำเร็จ

แม้เคยสร้างประวัติศาสตร์ หนังไทยทำรายได้ 1,000 ล้านบาท “พี่มาก..พระโขนง” ในนาม “จีทีเอช” มาแล้ว และสถิติล่าสุดรายได้ต่างประเทศกว่า 1,600 ล้านบาทกับหนัง“ฉลาดเกมส์โกง” 

จินา กล่าวว่าตัวเลขความสำเร็จด้านรายได้ที่เกิดขึ้น ไม่ได้หมายความว่า หนังเรื่องใหม่ของ “จีดีเอช” จะประสบความสำเร็จ แต่อย่างน้อยชื่อเสียงของ “จีดีเอชและหนังไทย” จะเป็นที่รู้จักในตลาดต่างประเทศและจีน ถือเป็นตลาดใหม่ที่หนังไทยไปปักหมุดได้แล้ว การเป็นที่รู้จักจะทำให้หนังไทยก้าวสู่ตลาดสากลได้มากขึ้น แต่การจะคว้าโอกาสหลังจากนี้ต่อไปได้หรือไม่อยู่ที่“คอนเทนท์”

วันนี้การลงทุนหนังไทย โดยหวังพึ่งพาตลาดไทยอย่างเดียว อาจไม่คุ้มการลงทุนอีกต่อไป ดังนั้นการลงทุนด้วยเงินก้อนเดียว แต่มีโอกาสทำตลาดได้มากกว่าไทยจึงเป็น“เป้าหมาย”ที่ค่ายหนัง“ต้องไป”

ปัจจุบัน“วินโดว์”ที่ทำรายได้ให้หนังไทยเริ่มลดลง ทั้ง ดีวีดี ที่เดิมต่อเรื่องจำหน่ายได้ 4 แสนแผ่น ปัจจุบันอยู่ที่ราว 2 หมื่นแผ่น เป็นผลจากเทคโนโลยีและพฤติกรรมผู้ชมที่เสพคอนเทนท์ฟรีบนออนไลน์ เช่นเดียวกับ การขายผ่านช่องทางดิจิทัล ที่ยังต้องเผชิญปัญหาละเมิดลิขสิทธิ์

แม้จะสร้างประวัติศาสตร์“หนังไทย”ทำรายได้สูงระดับพันล้าน  แต่ จินา ย้ำว่า “การทำหนังไม่มีสูตรสำเร็จ หนังเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่เมื่อเสร็จโปรเจคเดิม แต่สิ่งที่เป็นครูสอนเราได้ คือหนังเรื่องสุดท้ายที่เราทำจะเป็นบทเรียนและทำให้เรารู้ว่า ก้าวต่อไปเราต้องทำดีกว่าหรืออย่างน้อยเท่าเดิมที่ทำไว้"

ทุกอย่างจึงเป็นสิ่งที่ต้อง “เรียนรู้” (lesson learned) ว่า "ประสบความสำเร็จเพราะอะไรและไม่สำเร็จเพราะอะไร เพื่อนำไปปรับปรุง ลงมือทำและลองผิดลองถูก”

แชร์ข่าว :
Tags: