บจ.ไตรมาส2 'กำไร' ลด15%

11 สิงหาคม 2560
2,720

"บจ.ไตรมาส2" กำไรลด15% โบรกรื้อคาดการณ์รับบาทแข็ง

บริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นทยอยประกาศผลประกอบการงวดไตรมาส2 ของปี2560 และงวดกลางปี 2560 ซึ่งส่วนใหญ่บริษัทขนาดใหญ่กำไรลดลง ส่งผลให้ภาพรวมมีทิศทางที่ไม่ดีนัก แต่ก็ยังมีบริษัทที่รายงานกำไรเพิ่มขึ้นเช่นกัน ขณะเดียวกันตอนนี้นักวิเคราะห์ได้ทยอยปรับประมาณกำไรรวมปีนี้ลดลง เนื่องจากมีปัจจัยใหม่ที่คาดว่าจะมีน้ำหนักต่อต้นทุนการการเงิน และกดดันกำไรของบริษัทจดทะเบียนรายใหญ่ คือ การแข็งค่าของเงินบาท ซึ่งแนวโน้มยังคงผันผวนและยังไม่มีทิศทางที่ชัดเจนจากนี้ไป

บล.เอเซียพลัส ระบุว่าช่วงการรายงานงบที่มิใช่ธนาคารพาณิชย์ ทำให้ยังมีแรงขายรับงบ ล่าสุด ถึงวันที่ 10 ส.ค.2560 มีบริษัทจดทะเบียนรายงานแล้วราว 132 บริษัท คิดเป็น 44% ของมูลค่หลักทรัพย์ตามราคาตลาด( Market Cap) ทั้งตลาด พบว่า ทำกำไรสุทธิรวมกันได้ 1.16 แสนล้านบาท แต่เมื่อเทียบกันเฉพาะบริษัทที่รายงานงบการเงินแล้ว พบว่าลดลง 14.9% จากงวด ไตรมาส2ปีก่อนและลดลง 23.1% จากงวด 1ปี2560 แต่หากตัดกลุ่มธนาคารพาณิชย์ พบว่า กำไรสุทธิรวมกันได้ 6.74 หมื่นล้านบาท ลดลง 5.1%จากงวดเดียวกันปีก่อน และลดลง 26.1%จากไตรมาส1ปี2560 โดยหุ้นที่ปรับเพิ่มขึ้นได้ทั้งงวดเดียวกันปีก่อนและงวดไตรมาส1ปีนี้ มีน้อยและกระจายหลายกลุ่มอุตสาหกรรมที่โดดเด่น

ตรงข้ามหุ้นที่ปรับลดลงทั้งจากงวดเดียวกันปีก่อน และไตรมาสแรกปีนี้ อาทิ หุ้นปูนซิเมนต์นครหลวง(SCCC) ลดลง79.8% จากงวดเดียวกันปีก่อนลดลง 55.3%จากไตรมาสแรก หุ้นโกลบอลกรีนเคมิคอล ( GGC) ลดลง 78%จากงวดเดียวกัน ลดลง 51.2% จากงวดไตรมาสแรกปีนี้ บริษัท เดลต้า(ประเทศไทย) DELTA ลดลง 36.6%จากงวดเดียวกันปีก่อน ลดลง 37.5% จากไตรมาสแรกปีนี้ หุ้นไทยคม( THCOM ) ลดลง 63.4%จากงวดเดียวกันปีก่อนลดลง 16.4%จากงวดไตรมาสแรก หุ้นจัสมิน (JAS)ลดลง 46%จากงวดเดียวกันปีก่อน และลดลง20.3%จากไตรมาสแรก หุ้นบิ๊กคาเมร่า ( BIG)ลดลง 16.2%จากงวดเดียวกันปีก่อน ลดลง34.8%จากไตรมาสแรกปีนี้ พรีเชียส( PSL ลดลง 99%จากงวดเดียวกันปีก่อน ลดลง 91%จากไตรมาสแรก หุ้นศรีวิชัยเวชวิวัฒน์ (VIH)ลดลง45.8%จากงวดเดียวกันปีก่อน ลดลง12.7%จากงวดไตรมาสแรก เป็นต้น

ทั้งนี้ ประเมินเบื้องต้นคร่าวๆ เชื่อว่ากำไรตลาดฯไตรมาส 2ปี2560 น่าจะเกินกว่า 2 แสนล้านบาท เมื่อรวมกับไตรมาส1ปี2560ที่ทำกำไรสุทธิรวมกัน 2.85 แสนล้านบาท จึงยังน่ายังคงประมาณการกำไรปีนี้ที่ 9.9 แสนล้านบาท แม้จะมีการปรับลดสมมติฐานอัตราแลกเปลี่ยนลดลงจากเดิม 35 บาท เหลือ 34 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งทำให้มีการปรับกำไรกลุ่มเกษตร-อาหารและ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ลงเฉลี่ย 5% จากประมาณการเดิม แต่กำไรทั้ง 2 กลุ่มมีสัดส่วนน้อยราว 4% ของกำไรทั้งตลาด คาดว่าผลกระทบต่อกำไรสุทธิต่อหุ้น( EPS)ตลาด ไม่มาก

กลยุทธ์การลงทุนในช่วงนี้แนะนำหุ้นที่จ่ายเงินปันผลสูงหุ้นส่งออกที่แนวโน้มสดใสในงวดไตรมาส 3 ปีนี้ หุ้นที่มีการเติบโตเด่น และ หุ้น ธนาคารพาณิชย์ที่ราคาหุ้นลงลึกมากเกินไป จากความกังวลปัญหาหนี้เสียที่มีโอกาสเกิดขึ้นในลักษณะเดียวกับ EARTH เป็นต้น

สอดคล้องกับบล.ทรีนีตี้ ประเมินว่า กลุ่ม Export-related ที่ราคาหุ้นตอบรับเชิงลบในช่วงที่ผ่านมาจากการแข็งค่าของเงินบาท จนทำให้ Valuation เริ่มอยู่ในระดับที่เหมาะสม เช่นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์(HANA, KCE) และกลุ่มอาหาร (CPF, TU) แนะนำให้ระมัดระวังกลุ่มโรงพยาบาล ก่อนหน้านี้จนราคาหุ้นปรับตัวขึ้นไปพอสมควรแล้ว

อย่างไรก็ตาม ภัทธีรา ดิลกรุ่งธีระภพ นายกสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ไทย เคยให้ความเห็นว่า ระยะสั้น นักลงทุนต่างชาติยังคงขายสุทธิตลาดหุ้นไทยต่อเนื่อง เพราะผลประกอบการของบจ.ปีนี้คาดเติบโตเพียง 4 % จากต้นปีที่เคยมองไว้ 9% ทำให้ตลาดหุ้นไทยยังไม่น่าสนใจเข้ามาลงทุน แต่คาดว่านักลงทุนต่างชาติจะกลับมาซื้อสุทธิตลาดหุ้นไทยในช่วงไตรมาส 4/60 เพราะหุ้นราคาถูกเมื่อเทียบกับตลาดหุ้นอื่น ทำให้นักลงทุนต่างชาติขายหุ้นในตลาดที่แพงมาซื้อหุ้นตลาดที่ถูกกว่า

“ขณะนี้ถือว่าให้ตลาดหุ้นไทยให้ผลตอบแทนต่ำสุดในภูมิภาค และพื้นฐาน เศรษฐกิจไทยมีความแข็งแกร่ง ส่วนผลประกอบการบจ.ปีหน้ามีแนวโน้มดีขึ้นคาดเติบโต 10% ทำให้คงมองดัชนีสิ้นปีนี้อยู่ที่ 1,650 จุด”

สอดคล้องกับ วรวรรณ ธาราภูมิ ประธานกรรมการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย บอกว่า กำไรของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทยโดยรวมในปัจจุบันยังเติบโตอยู่ในระดับต่ำกว่าเมื่อเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาค โดยคาดว่ากำไรต่อหุ้น (EPS) โดยรวมของตลาดจะเติบโต 4% ในปีนี้ และปีหน้าคาดว่าเติบโต 10% ด้วยผลของมาตรการภาครัฐต่อภาคเศรษฐกิจและ Earnings ของบริษัทจดทะเบียนน่าจะเริ่มเห็นผลในปีหน้าเป็นต้นไป

แชร์ข่าว :
Tags: