ซื้อขายรถบ้านมือสอง ในประสบการณ์ใหม่ ‘คาร์มานา’

12 กรกฎาคม 2560 | โดย ชนิตา ภระมรทัต
10,757

จุดเริ่มต้นของสตาร์ทอัพที่ชื่อ คาร์มานา (Carmana) มาจากข้อสงสัยว่าทำไมคนไทยไม่นิยมซื้อรถมือสอง?

และเมื่อศึกษาแบบลงลึกก็พบว่ามีเหตุผลอยู่ 2 ข้อ  หนึ่ง เพราะความไม่ไว้ใจกัน กลัวถูกโก่งราคา กลัวถูกมิจฉาชีพหลอก และสองเรื่องความรู้เรื่องรถ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้หญิงที่มักจะไม่ค่อยประสีประสาในเรื่องของรถยนต์

“ณพล ชัยศิลป์วัฒนา” (ก้อง) โคฟาวเดอร์บอกว่า เพราะเขารู้ตัวว่าสนใจอยากรันธุรกิจของตัวเอง เลยดูว่าเมืองไทยมีตลาดไหนที่มีโอกาส ซึ่งมันก็คือตลาดรถมือสอง


แม้เวลานั้นเขามีโอกาสทำงานอยู่ที่สหรัฐอเมริกาอยู่ในองค์กรระดับโกลบอลอย่างอะเมซอน แต่ก็ลาออกมาเพื่อทำตามความฝัน และตั้งเป้าหมายว่า คาร์มานา ต้องเป็นแพลตฟอร์มเพื่อการพัฒนาวงการรถมือสองและโฟกัสรถบ้าน ให้หลุดจากกรอบเดิมๆ กลายเป็นประสบการณ์ที่น่าจดจำ โดยกำหนดจุดยืนว่าจะเป็นแหล่งขายรถที่คุ้มค่าที่สุด สะดวกที่สุด และไว้ใจได้ที่สุด

นั่นหมายถึง คาร์มานาต้องตอบโจทย์อย่างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นของราคาที่จะไม่มีการอัพ ผู้ซื้อได้ซื้อรถกับเจ้าของตัวจริงในราคาที่คุ้มค่า ฝั่งผู้ขายก็ต้องขายได้ในราคาที่พึงพอใจ และทุกขั้นตอนจะไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น


คาร์มานา ต้องสร้างความเชื่อถือ ความไว้วางใจ ทำให้การซื้อขายรถโปร่งใส ปลอดภัย ไร้กังวล มีผู้เชี่ยวชาญที่พร้อมให้คำแนะนำทุกเรื่อง เพื่อให้ลูกค้าได้รถที่ตรงใจที่สุด


สุดท้าย ต้องมอบความสะดวกสบาย ง่าย ด้วยบริการที่เป็นวันสต็อป เบ็ดเสร็จทั้งในเรื่องของไฟแนนซ์ ประกันภัยรถยนต์ การโอนกรรมสิทธิ์รถ ฯลฯ


"เราเป็นบริการครบวงจร ซึ่งในเมืองไทยก็ยังไม่เห็นมีใครทำหรือตอบโจทย์ได้ครบ เพราะคนอื่นเขาทำเป็นชิ้นๆ สิ่งที่เราทำเป็นเรื่องใหม่ เป็นการเปลี่ยนพฤติกรรมของคน ซึ่งจะสร้างผลกระทบได้มากกว่า"


คาร์มานาเพิ่งเปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา และใช้วิธีสร้างความรับรู้กับทางฝั่งดีมานด์ซัพพลายทั้งช่องทางออนไลน์ และออฟไลน์


"เราลงไปกับออนไลน์มากพอสมควรทั้งเฟซบุ๊ค ทวิตเตอร์ กูเกิล และมีออฟไลน์ด้วย เรามีไปรายการวิทยุ ไปจัดบูธที่งานมอเตอร์เอ็กซ์โปซึ่งได้รับการตอบรับที่ดี และเป็นโอกาสที่เราได้ไปเจอได้พูดคุยกับลูกค้า ช่วงหลังผมพยายามให้ทีมเน้นไปออกงานอีเวนท์มากขึ้น เพราะจะได้มีโอกาสไปเรียนรู้จากลูกค้าได้ทันที เอามาปรับปรุงได้ทันที"


เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา มีรถประกาศขายบนเว็บไซต์คาร์มานาดอทคอมอยู่ 2,400 คัน ซึ่งฝั่งผู้โพสต์ขายเป็นผู้ชายถึง 65% และเป็น ผู้หญิง 35% ขณะที่สองในสามของผู้ซื้อก็เป็นผู้ชายเช่นเดียวกัน สรุปได้ว่าตลาดรถยนต์เมืองไทยถึงอย่างไรก็ยังคงเป็นความสนใจของชายชาตรี


"จุดเด่นของคาร์มานาก็คือ เป็นแพลตฟอร์มที่ทำให้เกิดการซื้อสบาย ขายฟรี ไม่มีคนกลาง คนโพสต์ฟรีหมด การสมัครทั้งหมดไม่มีค่าใช้จ่ายเลย มาโพสต์ขายได้เลย และเราจะมีราคากลางแนะนำให้เผื่อไม่รู้จะตั้งราคาเท่าไหร่ เว็บจะให้อัพโหลดรูปรถ 6 มุมโชว์ทุกมุมต้องใส่ให้ครบ ประการสำคัญเรายังมีผู้เชี่ยวชาญจริงๆ ที่อยู่ในธุรกิจรถมือสอง คอยให้คำแนะนำกับทางฝั่งผู้ซื้อ ถ้ารถก้ำกึ่ง จะดีไม่ดี ก็ต้องบอกไปตามตรงว่า ควรหรือไม่ควรซื้อรถคันนี้ มีความเสี่ยงอย่างไร เราไม่ได้เน้นว่าจะต้องขายให้ได้"


ทั้งนี้คาร์มานามีศูนย์บริการคาร์มานาฮับซึ่งอยู่บนถนนพระรามสาม และมีเครื่องตรวจสภาพรถที่สามารถเช็คได้ว่ารถที่นำมาขายเคยมีการปรับหรือแก้ตรงไหนบ้างก่อนที่จะนำมาขาย เคยเจออุบัติเหตุหนักมาหรือเปล่า เคยทำสีมาหรือเปล่า รวมถึงจะช่วยแนะนำและเช็คไฟแนนซ์ที่ให้เรทที่ดีที่สุด

สำหรับลูกค้า คอยจัดการเรื่องประกันและเอกสารทุกอย่างให้ทางผู้ซื้อและผู้ขายสามารถเซ็นเอกสารกันได้ณ.จุดนั้น กระทั่งขับรถกลับบ้านได้เลย
ทั้งนี้ทั้งนั้น ณพลบอกว่าก่อนอื่นทั้งคนขายและคนซื้อต้องมาสมัครเป็นสมาชิกของคาร์มานา ซึ่งสำหรับผู้ขายแล้วนอกจากอีเมล เบอร์โทร และชื่อ นามสกุล ก็ต้องมีบัตรประชาชนและทะเบียนรถ เพื่อให้เช็คได้ว่าเป็นเจ้าของรถตัวจริงหรือไม่


“บัตรประชาชนกับทะเบียนรถสำคัญมาก ถ้าไม่ตรงเราจะไม่อนุญาตให้โพสต์ขาย เพราะเรากำหนดว่าต้องเป็นรถบ้านเท่านั้น ต้องเป็นเจ้าของขายเอง”


ภายในสิ้นปีนี้เขาตั้่งเป้าไว้ว่าต้องมีจำนวนรถที่โพสต์ขายบนเว็บคาร์มานา 3 พันคัน และต้องขายได้จริงอย่างน้อย 800 คัน แล้วรถอะไรที่ขายดี? เขาบอกว่าไม่พลิกโผก็คือโตโยต้ารุ่นวีโก้ ฟอร์จูนเนอร์ อัลติส แคมรี่ และฮอนด้ารุ่นซีวิคกับแอคคอร์ด


เมื่อถามถึงที่มาของรายได้ คำตอบก็คือ ไม่ได้คิดจากคนซื้อหรือคนขาย แต่หักเปอร์เซ็นต์จากไฟแนนซ์ซึ่งเป็นพาร์ทเนอร์ของคาร์มานา


“ตอนนี้เราจับมือกับหลายแบงก์และจะเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ เราไม่ได้เน้นว่าเขาจะให้เรทเราเท่าไหร่ แต่เน้นว่าเขาต้องให้เรทที่ดีที่สุดกับลูกค้าของเรา”


ถือได้ว่าระยะเวลาดำเนินการเพียงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ในเรื่องของการเติบโตของคาร์มานาเป็นไปตามเป้าหมายและดูเหมือนจะสูงเกินคาดหมายด้วยซ้ำ ทว่าก็มีเรื่องที่ณพลไม่เคยคาดคิดเช่นเดียวกัน


"เดิมทีเราคิดว่าความเป็นเทคสตาร์ทอัพจะมีกลุ่มลูกค้าเป็นคนรุ่นใหม่มีอายุเฉลี่ย 20-35 ปี แต่เท่าที่ได้ทำเว็บมาก็ได้เห็นว่าคนกลุ่มอายุ 40 อัพมีอยู่ถึง 25-30% ซึ่งพฤติกรรมของเขาก็คือจะเข้ามาเช็คข้อมูลบนเฟซบุ๊ค และในเว็บไซต์ แต่ที่สุดแล้วเขาก็ต้องการจะโทรศัพท์คุยเพิ่มเติมกับพนักงานของเรา ทำให้ต้องเพิ่มพนักงานฝั่งคอลเซ็นเตอร์แบบดับเบิ้ล"


ส่วนสเต็ปของการเติบโต คาร์มานาก็คงเหมือนกับสตาร์ทอัพทั่วไป ที่ช่วงแรกต้องพยายามทำให้เป็นที่รู้จักของผู้คนให้มากที่สุด และนอกจากรถบ้านแล้วเวลานี้คาร์มานากำลังขยับไปทำตลาดบีทูบี ที่เป็นรถผู้บริหารของบริษัทต่างๆ


“ในอีก 2-3 ปีข้างหน้า เราอยากให้คาร์มานาเป็นแบรนด์ที่ติดตลาด ที่คนจะคิดถึงเวลาต้องการซื้อขายรถมือสอง และต้องมีรถขายบนเว็บเรา 3 หมื่นคัน”
 
บนเส้นทาง Agile


"ออฟฟิศเรามีแอเรียที่ทุกเช้าพนักงานทุกคนจะมานั่งคุย คอลเซ็นเตอร์จะมาพูดให้มาร์เก็ตติ้งฟังว่าเมื่อวานมีผลตอบรับอย่างไรบ้าง ลูกค้าสนใจไม่สนใจ หรือช่องทางออนไลน์มีลูกค้าฟีดแบ็คมาอย่างไร เพื่อนำมาปรับว่ามีอะไรที่เรายังตอบลูกค้าไม่ชัดเจน แต่ละวันเราเรียนรู้ลูกค้าอยู่เรื่อยๆ และต้องปรับบริการให้เข้ากับเขา"


เขาบอกว่ารูปแบบการทำงานของคาร์มานาเป็นสไตล์ที่ปรับมาจาก “Agile” คือแทนที่จะวางแผน แล้วทำตามแผน ก็ค่อยๆทำไปทีละนิดและวางเป้าว่าในแต่ละสัปดาห์จะทำอะไรได้บ้าง และทำทุกอย่างให้สำเร็จตามเป้าหมายนั้น ซึ่งหากไม่ได้ก็ต้องลดจำนวนเป้า แต่ต้องมีผลงานที่เกิดขึ้นจริง เพื่อทำให้บริษัทเจริญเติบโตได้อย่างรวดเร็ว จากการปรับตัวที่รวดเร็ว


"ผมชอบสิ่งที่เรากำลังเป็นอยู่ เพราะการตัดสินใจและปรับตัวทำได้ค่อนข้างเร็ว การเอาสิ่งที่เกิดขึ้นมานั่งคุยกันชั่วโมงสองชั่วโมงแล้วให้ทุกคนช่วยกันคิด ทำให้พรุ่งนี้เราจะไม่รันแบบเดิม แต่ปรับเป็นโปรโมชั่นใหม่เลย"


เพราะคาร์มานาเป็นธุรกิจแรกของณพล เขาบอกว่าที่ผ่านมาได้เรียนรู้ค่อนข้างเยอะ โดยเฉพาะการตัดสินใจที่ต้องเร็ว รวมถึงเรื่องของการบริหารคน ที่ในฐานะผู้นำต้องพยายามทำให้สภาพแวดล้อมภายในองค์กรสนับสนุนให้พนักงานทุกคนได้มีการพูดคุยกัน ได้มีการโมติเวทกัน


“ถ้าเข้ามาในบริษัทของเราจะรู้สึกได้เลยว่ามันเปิดมาก เพราะใครจะนั่งตรงไหนก็ได้ หรือจะเดินไปคุยกับใครก็ได้”

แชร์ข่าว :
Tags: