ฟรี! เจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤต มีสิทธิทุกที่ 72 ชม.

31 มีนาคม 2560
45,020

เจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤตมีสิทธิทุกที่ภายใน 72 ชั่วโมง รพ.ที่ใกล้บ้าน หรือใกล้จุดเกิดเหตุที่สุด มีผล1เม.ย.60

เมื่อวันที่31มีนาคม ที่ศูนย์ประชุม อิมแพ็ค ฟอรั่ม เมืองทองธานี นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) พร้อมด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ(สพฉ.) สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข(สป.สธ.) กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ(สบส.) สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(สปสช.) สำนักงานประกันสังคม(สปส.) กรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง สมาคมโรงพยาบาลเอกชน วิทยาลัยแพทย์ฉุกเฉินแห่งประเทศไทย ร่วมแถลงข่าว “นโยบายเจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤต มีสิทธิทุกที่” (Universal Coverage for EmergencyPatients : UCEP)หลังจากที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบ เรื่อง “หลักเกณฑ์วิธีการ และเงื่อนไขการกำหนดค่าใช้จ่ายในการดำเนินการผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤต”เมื่อวันที่28มีนาคม2560ที่ผ่านมา

นพ.ปิยะสกล กล่าวว่า ที่ผ่านมาประเทศไทยมีสิทธิสุขภาพมากมาย แต่อาจมีความเหลื่อมล้ำในการรักษาบางจุด แต่นับจากนี้ กรณี ครม. อนุมัตินโยบายรัฐบาล ที่เรียกว่า “เจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤตมีสิทธิทุกที่” ซึ่งหมายถึงประชาชนทุกคนไม่ว่าสิทธิสุขภาพใดก็ตาม เมื่อเจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤตภายใน72ชั่วโมง ต้องได้รับการรักษาพยาบาลอย่างเต็มที่ โดยโรงพยาบาลที่ใกล้บ้าน หรือจุดเกิดเหตุที่สุด โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย และเมื่อพ้นวิกฤต72ชั่วโมงแล้วก็ต้องทำการส่งต่อไปยังโรงพยาบาลในสิทธิต่อไป ซึ่งจะมีผลตั้งแต่วันที่1 เมษายน2560

นพ.ปิยะสกล กล่าวว่า สำหรับค่าใช้จ่ายช่วง 72 ชั่วโมงนั้น ทางภาครัฐได้ร่วมกันหารือกับทุกภาคส่วน ทั้งกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติหรือบัตรทอง กองทุนประกันสังคมและกองทุนสิทธิรักษาพยาบาลข้าราชการ และสมาคมโรงพยาบาลเอกชน จนได้กำหนดอัตราการค่ารักษาพยาบาลขึ้น แบ่งออกเป็นกว่า 3,000 รายการ ในกรณีฉุกเฉินวิกฤตเท่านั้น

ซึ่งเป็นราคาที่ตกลงร่วมกันห้ามคิดเกินจากนี้ โดยจะเป็นการจ่ายของแต่ละกองทุน ซึ่งประชาชนไม่ต้องกังวล หากอยู่ใน72ชั่วโมงไม่ต้องจ่ายเงิน แต่หลังจากนั้นจะต้องส่งต่อไปโรงพยาบาลตามสิทธิ ซึ่งในส่วนรพ.สังกัด สธ.ได้มีการจัดเตรียมต่างๆ เพื่อให้สำรองเตียงไว้แล้ว รวมทั้งรพ.ของสังกัดอื่นๆทั้งมหาวิทยาลัย ทหาร ตำรวจ เป็นต้น

ร.อ.นพ.อัจฉริยะ แพงมา เลขาธิการ สพฉ. กล่าวว่า หากใครมีข้อสงสัยหรือข้อถกเถียงเรื่องอาการเจ็บป่วยฉุกเฉินว่าเข้าขั้นวิกฤตหรือไม่อย่างไรนั้น ขณะนี้ได้ตั้งศูนย์ประสานคุ้มครองสิทธิผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตขึ้น โดยสามารถติดต่อมาได้ที่โทร.02-872 -1669 ตลอด 24 ชั่วโมงซึ่งศูนย์ดังกล่าว เป็นผู้มีอำนาจวินิจฉัยชี้ขาดกรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับการวินิจฉัยในการคัดแยกผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤต

พล.อ.ต.เฉลิมพร บุญสิริ ประธานวิทยาลัยแพทย์ฉุกเฉินแห่งประเทศไทย กล่าวว่า จากนี้จะมีการติดคำนิยาม “เจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤต” หน้าห้องฉุกเฉินของรพ.ต่างๆ เพื่อให้ญาติผู้ป่วย และประชาชนทั่วไปได้รับทราบ ซึ่งจะเป็นเบื้องต้นเท่านั้น เนื่องจากข้อเท็จจริงแพทย์ฉุกเฉินทราบเรื่องนี้แล้ว 

อย่างไรก็ตามสำหรับกลุ่มอาการฉุกเฉินวิกฤต หลักๆ มี 6 กลุ่ม คือ 1.หมดสติ ไม่รู้สึกตัว ไม่หายใจ 2.หายใจเร็ว หอบเหนื่อยรุนแรง หายใจติดขัดมีเสียงดัง3.ซึมลง เหงื่อแตก ตัวเย็น หรือมีอาการชักร่วม 4.เจ็บหน้าอกเฉียบพลัน รุนแรง 5.แขนขาอ่อนแรงครึ่งซีก พูดไม่ชัด แบบปัจจุบันทันด่วน หรือชักต่อเนื่องไม่หยุด และ6.หรือมีอาการอื่นร่วม ที่มีผลต่อการหายใจระบบการไหลเวียนโลหิต และระบบสมองที่อาจเป็นอันตรายต่อชีวิต

นพ.พงษ์พัฒน์  ปธานวนิช นายกสมาคมโรงพยาบาลเอกชน กล่าวว่า ที่ผ่านมารพ.เอกชนทุกแห่งก็ให้การดูแลผู้ป่วยฉุกเฉินด้วยวิชาชีพอยู่แล้ว ส่วนในเรื่องค่าใช้จ่ายนั้นก็เป็นไปตามข้อตกลงร่วมกัน เพียงแต่ขอย้ำว่า เมื่อพ้นวิกฤต 72 ชั่วโมงแล้ว หากผู้ป่วยต้องการรักษาตัวต่อที่รพ.เอกชนก็ต้องจ่ายในอัตราปกติของรพ.เอกชนนั้นๆ เนื่องจากก็มีต้นทุนที่แตกต่างกัน แต่หากต้องการส่งต่อไปรพ.ตามสิทธิก็จะเป็นไปตามระบบ ซึ่งตรงนี้ภาครัฐยืนยันว่าเตรียมระบบรองรับแล้ว

แชร์ข่าว :
Tags:

ข่าวที่เกี่ยวข้อง