วันเสาร์ ที่ 28 มีนาคม 2569

Login
Login

'กรมขนส่งทางบก' แจงหลัง 'ม.44' คุมเข้มวินัยจราจร

'กรมขนส่งทางบก' แจงหลัง 'ม.44' คุมเข้มวินัยจราจร

"กรมการขนส่งทางบก" ชี้แจงด่วนหลัง "คสช." ประกาศใช้ "ม.44" คุมเข้มวินัยจราจร ชี้ใบสั่งตั้งแต่ 21 มี.ค. ต่อทะเบียนได้แค่ป้ายภาษีชั่วคราว 30 วัน

นายสนิท พรหมวงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยภายหลังเมื่อวานที่ผ่านมาคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ออก ม.44 แก้ปัญหาความปลอดภัยรถโดยสารและคุมเข้มวินัยจราจร โดยในส่วนของการออกใบสั่งรถยนต์ทั่วไปนั้น ใบสั่งตั้งแต่วันที่ 21 มีนาคม 2560 เป็นต้นไปจะมีการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) และกรมการขนส่งทางบก ซึ่งส่วนนี้สำหรับประชาชนผู้ต่อทะเบียนภาษีที่ไม่ได้ทำผิดกฎหมายจราจรสามารถต่อภาษีได้ตามปกติ

ส่วนเกณฑ์ปกติสำหรับประชาชนที่ถูกใบสั่งทำผิดกฏหมายจราจร ในส่วนนี้กรมการขนส่งทางบกจะใช้พื้นที่ของขนส่งเปิดโต๊ะรับชำระค่าปรับแทน สตช.ด้วย หากผู้ต่อภาษีรายใดชำระค่าปรับเรียบร้อยก็สามารถต่อภาษีได้ทันที แต่หากผู้ต่อภาษีไม่สะดวกชำระค่าปรับทางเจ้าหน้าที่กรมการขนส่งทางบกจะออกป้ายต่อภาษีชั่วคราว ซึ่งจะมีลักษณะเป็นใบเสร็จ พร้อมแสตมป์ข้อความที่ระบุว่า “ใช้เป็นป้ายต่อทะเบียนภาษีชั่วคราว” หากกรณีถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรเรียกตรวจสอบรถก็สามารถแสดงป้ายดังกล่าวได้ ทั้งนี้ ป้ายต่อภาษีชั่วคราวจะมีอายุ 30 วัน และระหว่างช่วงเวลาดังกล่าวผู้ต่อภาษีต้องไปชำระค่าปรับให้ครบถ้วน แต่หากไม่ดำเนินการหลังพ้น 30 วันเจ้าหน้าที่ตำรวจจะเป็นผู้ดำเนินคดีฟ้องร้องต่อไป

สำหรับการเชื่อมต่อข้อมูลระหว่างกรมการขนส่งทางบกและ สตช. วันพรุ่งนี้ (23 มี.ค.) เวลา 13.00 น. ทั้ง 2 ฝ่ายจะมีการหารือร่วมกันที่กองบังคับการตำรวจทางหลวง ถนนศรีอยุธยา เพื่อให้การเชื่อมต่อข้อมูลเกิดขึ้นโดยเร็ว เนื่องจากการประกาศ ม.44 มีผลบังคับใช้แล้ว จำเป็นต้องเร่งดำเนินการให้มีผลสอดคล้องกัน

ส่วนการออกประกาศ ม.44 ควบคุมเกี่ยวกับความปลอดภัยของรถโดยสารและรถยนต์ส่วนบุคคลนั้น ในประเด็นรถโดยสารที่มีผลทันทีโดยเฉพาะในส่วนของรถตู้โดยสาร ซึ่งเดิมรถตู้ที่วิ่งในพื้นที่กรุงเทพมหานครซึ่งปกติจะมี 15 ที่นั่ง และรถตู้วิ่งระหว่างจังหวัดมี 14 ที่นั่ง การประกาศ ม.44 มีผลให้รถทั้ง 2 ประเภทจะต้องไปแก้ไขปรับปรุงตัวรถให้มี 13 ที่นั่งเหมือนกัน ทั้งนี้ ตามเจตนารมณ์ของประกาศ คสช.ต้องการให้มีการนำเบาะท้ายสุดของตัวรถออกไป 1 ที่นั่ง รวมทั้งเบาะกลางระหว่างคนขับกับผู้โดยสารด้านหน้า อีก 1 ที่นั่ง ซึ่งเมื่อเอาออกไป 2 ที่นั่งก็จะมีจำนวนที่นั่งพอดีกับการบังคับใช้กฎหมายดังกล่าว โดยเป้าหมายสำคัญต้องการให้การบรรทุกผู้โดยสารในรถตู้โดยสารมีที่เหลือและเกิดความคล่องตัวในการเปิดประตูด้านหลังกรณีรถเกิดอุบัติเหตุ โดยการบังคับใช้กฎหมายตามประกาศดังกล่าวมีการมอบหมายให้อธิบดีกรมการขนส่งทางบกเป็นเจ้าพนักงานรับไปดำเนินการ ดังนั้น ในส่วนนี้กรมการขนส่งทางบกจะมีการนำประกาศดังกล่าวเข้าหารือในคณะกรรมการควบคุมขนส่งทางบกกลางในการประชุมครั้งต่อไป เพื่อประกาศบังคับใช้กับรถตู้โดยสารทุกคัน

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นเรื่องของการติดตั้งเข็มขัดนิรภัย ซึ่งจะต้องมีการติดตั้งในรถโดยสารและรถยนต์ส่วนบุคคลทุกคัน แต่มีข้อสงสัยว่าจะมีผลครอบคลุมถึงรถกะบะที่มีการต่อ cab ด้านหลังหรือไม่ อธิบดีกรมการขนส่งทางบกชี้แจงว่าประกาศดังกล่าวจะครอบคลุมเฉพาะรถที่มีการกำหนดโครงสร้างว่ามีจำนวนกี่ที่นั่งเท่าใด หากรถคันใดมีการต่อเติมที่นั่งเพิ่มหรือเป็นพื้นที่ในรถที่ไม่ได้ถูกระบุเพื่อการใช้สำหรับโดยสาร (ใช้วางสิ่งของ) ก็จะไม่เข้าข่ายตามประกาศดังกล่าว รวมทั้งรถสองแถว ซึ่งตามโครงสร้างไม่สามารถติดเข็มขัดนิรภัยได้สำหรับผู้โดยสารด้านหลังก็จะใช้มาตรการควบคุมดูแลความปลอดภัยอื่น ๆ มาทดแทน