"วิชาญ" เจ้าของอู่ซ่อม "เบนซ์สมเด็จฯช่วง" ร้อง "ยธ." ช่วยเหลือเรื่องคดีความ หลังถูกฟ้อง10ล้าน ลั่นไม่ใช่โจรหลอกขายรถให้พระ
ที่กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ นายวิชาญ รัษฐปานะ เจ้าของอู่วิชาญ เดินทางเข้ายื่นเรื่องขอรับความช่วยเหลือจากกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม ภายหลังถูกพระมหาศาสนมุนี หรือหลวงพี่แป๊ะ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดปากน้ำภาษีเจริญ และเลขานุการสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (สมเด็จฯช่วง) ฟ้องแพ่งเรียกค่าเสียหายต่อศาลจังหวัดตลิ่งชัน เป็นเงิน10ล้านบาท สืบเนื่องกรณีที่มีการระบุว่านายวิชาญเป็นผู้ขายรถจดประกอบผิดกฎหมายให้
นายวิชาญกล่าวว่า ในวันนี้ ตนได้ยื่นขอรับความช่วยเหลือเรื่องการจัดหาทนายความ ค่าธรรมเนียมศาลและขอคุ้มครองพยาน เพราะไม่มั่นใจว่า การที่ตนถูกฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายครั้งนี้เป็นการคุกคามหรือไม่ โดยยืนยันว่าตนรับหน้าที่เพียงการซ่อมรถโบราณเท่านั้น ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการทำเอกสารเท็จในการยื่นจดประกอบ
อีกทั้งไม่ได้เป็นเจ้าของเครื่องยนต์ตัวถังและอะไหล่ทั้งหมด จึงไม่สามารถรับรถคืนมาได้เพราะตนรับจ้างซ่อมรถไม่เคยมีชื่อครอบครองรถค่ารถ4ล้านบาท หลวงพี่แป๊ะแบ่งจ่าย2.5ล้านบาทให้บริษัทอ๊อด89 ซึ่งเป็นผู้จัดหาตัวถังรถ เครื่องยนต์ และอะไหล่ส่วนเงินค่าจ้าง 1.5ล้านบาทไม่ได้เป็นการจ่ายเพียงงวดเดียว แต่ทยอยจ่ายเป็นงวดตามรายการสั่งซ่อม หากข้อเท็จจริงตรงนี้เป็นความผิดก็ต้องฟ้องผู้ซ่อมทุกราย เพราะอู่วิชาญเป็นเพียงศูนย์กลางในการจ่ายงานไปยังอู่ต่างๆ เช่น ซ่อมตกแต่งเบาะภายในซ่อมท่อไอเสียระบบช่วงล่างและยางรถยนต์
นายวิชาญกล่าวต่อว่า ถึงวันนี้ยังเชื่อว่าสมเด็จฯช่วง หลวงพี่แป๊ะรวมถึงตน ก็ไม่รู้ว่ารถผิดกฎหมาย เพราะทุกขั้นตอนผ่านการตรวจสอบและรับรองจากกรมการขนส่งทางบกและกรมสรรพาสามิต การติดตั้งระบบก๊าซของรถยนต์ก็ทำอย่างถูกต้องตามขั้นตอนของกฎหมาย แต่เมื่อดีเอสไอมีหลักฐานระบุว่า ในขั้นตอนการจดประกอบมีการทำเอกสารเท็จก็ต้องไปดำเนินการกับผู้จัดทำเอกสาร
ทั้งนี้ขั้นตอนการจัดทำเอกสารเป็นขั้นตอน หลังรถออกจากอู่ไปแล้ว ดังนั้นจึงไม่เข้าใจว่าเหตุใดตนจึงถูกฟ้อง ขณะที่ หจก.อ๊อด89เอ็นเตอร์ไพรส์ ซึ่งเป็นผู้นำเข้าอะไหล่และตัวถังกลับไม่ถูกดำเนินการไปด้วย ที่ผ่านมาตนเคยเตือนว่า รถคันดังกล่าวเป็นรถของผู้ใหญ่ควรดำเนินการให้ถูกต้องตามขั้นตอน ยืนยันว่าไม่เคยหลอกขายรถคันดังกล่าวเพราะเป็นการทยอยจ่ายเงินค่าซ่อมจนครบ
“วันหนึ่งเขามาพึ่งพาผมให้ผมซ่อมรถให้เขา อีกวันหนึ่งบอกผมเป็นโจรเอารถมาหลอกขายพระ วันหนึ่งเขามาให้ผมเป็นธุระเป็นตัวกลางรับเงินให้ไปจ่ายเพื่อให้เขาสะดวกจ่ายเงินจุดเดียว ผมไม่ใช่เจ้าของรถไม่มีสักวินาทีเดียวที่เป็นเจ้าของรถนี้ และไม่ได้ดำเนินการเรื่องจดประกอบทำแค่รับซ่อมให้รถใช้งานได้เท่านั้น ผมเชื่อมั่นในข้อเท็จจริงความจริงต้องเป็นความจริง แต่เนื่องจากเป็นอู่เล็กๆ ที่ใช้ฝีมือรับลูกค้า ไม่มีเงินมากพอที่จะหาทนายความมาสู้คดีได้ ยอมรับไม่สบายที่หลวงพี่แป๊ะฟ้องเรียกเงินถึง10ล้านบาทและที่สำคัญยังไม่เข้าใจว่ารถเป็นชื่อสมเด็จฯช่วง ไม่ใช่รถหลวงพี่แป๊ะเหตุใดผู้ฟ้องจึงเป็นหลวงพี่แป๊ะ” นายวิชาญ กล่าว





