"ธนาคารไทยพาณิชย์" แนะภาคเอกชนเตรียมปรับกลยุทธ์รับมือกระแสเงินลงทุนจากจีน ชี้ธุรกิจอาหาร-บริการ มีโอกาสเติบโตสูงสุด
นางสาวธีรินทร์ รัตนภิญโญวงศ์ ผู้อำนวยการอาวุโสกลยุทธ์ธุรกิจและอุตสาหกรรม ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า แม้ปัจจุบันอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจจีนจะเติบโตในอัตราที่ชะลอลง แต่บทบาทของจีนในเวทีโลกจะมีความสำคัญมากขึ้น โดยต้องจับตามองในเดือนมีนาคมนี้ ที่จีนจะเปิดเผยแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมฉบับที่ 13 ระยะ 5 ปี ( 2559-2563) ซึ่งตั้งเป้าหมายให้เศรษฐกิจจีนเติบโตเฉลี่ยร้อยละ 6.5 ต่อปี เพื่อที่จะทำให้อัตราการขยายตัวต่อประชากรเพิ่มเป็น 2 เท่าได้ทันภายในปี 2563 โดยไทยพาณิชย์มองว่า จีนจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงระดับโลก ใน 3 ด้าน ด้านแรก จีนจะขยายการลงทุนไปยังต่างประเทศมากขึ้น เห็นได้จากการรวมกิจการในต่างประเทศของจีนมีแนวโน้มขยายตัวสูง ในช่วง 3 ไตรมาสแรกของปีที่ผ่านมา มีการขยายตัวร้อยละ 55 และ ไทยพาณิชย์คาดการณ์ว่าไทยจะเป็นเป้าหมายที่จีนจะเข้ามาลงทุนทั้งในรูปการซื้อกิจการ หรือ เข้าร่วมลงทุน โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอาหาร ยางล้อรถยนต์ ธุกิจที่มีนวัตกรรมใหม่ ๆ เพื่อผลิตสินค้าส่งกลับไปขายในประเทศจีน
ด้านที่สองคือ จีนกำลังเพิ่มจำนวนของผู้มีรายได้ปานกลางเป็น 109 ล้านคน ซึ่งนับว่ามากที่สุดในโลก ที่มีกำลังซื้อมหาศาล ซึ่งถือเป็นโอกาสของนักธุรกิจไทยที่จะเข้าไปเจาะตลาดในจีน โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอุปโภค บริโภค โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับเด็ก และ ผู้สูงอายุ มีแนวโน้มเติบโตได้ดี จากการเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย และ การยกเลิกนโยบายลูกคนเดี่ยว ซึ่งแนะนำผู้ประกอบการมารุกการจำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์ หรือ อีคอมเมิร์ช ซึ่งมีมูลค่าสูงถึง 700 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อ เพราะผู้บริโภคชาวจีนกำลังนิยมซื้อสินค้าออนไลน์มากขึ้น แต่ควรหลีกเลี่ยงการลงทุนในอุตสาหกรรมหนัก ก่อสร้าง และ อสังหาริมทรัพย์ และ พลังงาน เพราะจีนกำลังปฎิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจมาเน้นการบริโภคภายในประเทศเป็นหลัก นอกจากนี้ไม่ควรมองข้ามธุรกิจ ท่องเที่ยว และ บริการ ซึ่งชาวจีนเข้ามาเที่ยวเมืองไทยในปี 2558 ถึง 10 ล้านคน ซึ่งชาวจีนเป็นนักท่องเที่ยวที่มีศักยภาพสูง นิยมการช้อปปิ้ง ดังนั้นเป็นโอกาสของผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวควรเตรียมความพร้อมและปรับตัวให้สอดคล้องกับพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวจีน
ด้านสุดท้าย จีนจะยกระดับจากการเป็นโรงงานของโลก มาเป็นผู้นำนวัตกรรมและเทคโนโลยีระดับสูง โดยตั้งเป้าหมายภายในปี 2568 เป็นศูนย์กลางเทคโนโลยี นวัตกรรมโลก เพื่อเพิ่มบทบาทการค้าการลงทุนในเวทีโลก โดยเฉพาะอุตสาหกรรมรถไฟความเร็วสูง ซึ่งจีนสามารถสร้างรถไฟวิ่งด้วยความเร็วสูงที่สุด และ ระยะรางยาวที่สุดในโลก ซึ่งรัฐบาลจีนก็สนับสนุนงบกว่า 200,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี ในการพัฒนานักวิจัย ดังนั้นรัฐบาล และ ผู้ประกอบการไทยต้องจับกลุ่มคลัสเตอร์ เพื่อต่อยอดธุรกิจจากจีน
นอกจากนี้จีนยังผลักดันเงินหยวนเข้าสู่ตระกร้าเงินโลก ทำให้เงินหยวนของจีนมีบทบาททางการค้าโลกมากขึ้น และมีแนวโน้มที่อ่อนค่า ตามเงินสกุลของตลาดเกิดใหม่









