วันอังคาร ที่ 13 ตุลาคม 2569

Login
Login

'พาณิชย์'เล็งเพิ่มการค้าอิหร่านเป็น 5 พันล้านดอลลาร์

กระทรวงพาณิชย์ ประกาศรุกตลาด "อินเดีย อินโดนีเซีย อิหร่าน" พร้อมตั้งเป้าเพิ่มการค้าอิหร่านเป็น 5,000 ดอลลาร์ ภายใน 5 ปี

นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวปาฐกถาพิเศษในงานสัมมนา “อิหร่าน : โอกาสของนักธุรกิจไทยพลาดไม่ได้” ว่า อิหร่านซึ่งสหประชาชาติ (ยูเอ็น) จะยกเลิกมาตรการกีดกันทางการค้าเร็ว ๆ นี้ นับเป็นโอกาสดีที่ผู้ประกอบการไทยจะเข้าไปเจาะตลาดอิหร่านที่มีตลาดขนาดใหญ่โดยเฉพาะเมื่อรวมกับตลาดกลุ่ม CIS ที่มีขนาดประชากรรวมถึง 700 ล้านคน ซึ่งรัฐบาลไทยถือเป็นจุดยุทธศาสตร์หนึ่งที่ให้ความสำคัญและอยู่ในกลุ่มตลาด “3i” คือ อินเดีย อินโดนีเซีย และอิหร่าน ที่กระทรวงพาณิชย์ให้ความสำคัญ ซึ่งนอกจากบุกตลาดเพื่อส่งออกสินค้าแล้วจะต้องนำเอสเอ็มอีไทยออกไปลงทุนด้วย โดยจะเริ่มต้นจากความสัมพันธ์รูปแบบรัฐต่อรัฐหรือจีทูจีก่อนที่จะขยายไปสู่ภาคธุรกิจด้วยกันเองต่อไป และเชื่อว่า มูลค่าการค้าระหว่างไทยและอิหร่านจะเพิ่มขึ้นจากปัจจุบันยอดลดลงเหลือ 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี จากที่ก่อนหน้านี้มียอดสูงถึง 600 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี แต่นับจากนี้ไปมีแนวโน้มที่มูลค่าการค้าระหว่างกันจะปรับตัวสูงขึ้น โดยประเมินว่าในช่วง 1-2 ปีข้างหน้ามีโอกาสการค้าระหว่างกันจะเพิ่มขึ้นเป็น 1,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี และจะเพิ่มเป็น 3,000-5,000 ล้านดอลลร์สหรัฐต่อปีในอีก 3-5 ปีข้างหน้า และสัปดาห์หน้าจะร่วมเดินทางกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไปประเทศอิหร่าน เพื่อประสานความสัมพันธ์ทางการค้าการลงทุนระหว่างไทยกับอิหร่านต่อไป

ปัจจุบันอิหร่านมีความต้องการสินค้าเกษตรจากต่างประเทศ เช่น ข้าวอิหร่านนำเข้าข้าวจากอินเดีย จึงมีโอกาสที่ไทยจะส่งออก ขณะที่ประเทศอิหร่านมีน้ำมันและแก๊ส สามารถที่จะตอบโจทย์ความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศไทยได้ ด้านการท่องเที่ยวอิหร่านต้องการพัฒนา 20 เมืองท่องเที่ยวใหม่ จึงมองว่า ประเทศไทยมีความเข้มแข็งและมีความสามารถด้านบริหารจัดการอุสาหกรรมท่องเที่ยว จึงต้องการให้ไทยเข้าไปร่วมลงทุนและชาวอิหร่านมีแนวโน้มที่ความต้องการเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยเพิ่มขึ้นเช่นกัน ซึ่งปัจจจุบันมียอดนักท่องเที่ยวเข้ามาไทยประมาณปีละ 100,000 คน นอกจากนี้ ทางรัฐบาลอิหร่านต้องการสร้างบ้านให้ประชาชน สร้างท่าเรือเพิ่ม ซึ่งภาคอุตสาหกรรมก่อสร้างไทยมีโอกาสเข้าไปลงทุนเช่นกัน
สำหรับนโยบายส่งออกของรัฐบาลไทยปัจจุบัน มองว่าท่ามกลางโลกที่ผันผวนรัฐบาลไทยมีนโยบายแยกเรื่องการเมืองระหว่างประเทศออกจากการค้าการลงทุน เพราะการค้าการลงทุนเป็นเรื่องระยะยาว จากนี้ไปเชื่อว่ารัฐบาลไทยจำเป็นต้องดำเนิน 2 นโยบายควบคู่กัน คือ สร้างความเข้มแข็งจากภายในประเทศโดยให้ผู้ประกอบการไทยเข้มแข็งรวมพลังเป็นเครือข่ายและเชื่อมโลกให้ได้

นายสุวิทย์ กล่าวว่า ปีที่ผ่านมาการส่งออกทั่วโลกติดลบ ขณะที่การส่งออกของไทยอยู่อันดับ 4 ของโลกนับว่าผู้ประกอบการไทยมีศักยภาพ มีความสามารถ และการที่เศรษฐกิจโลกปีนี้ถูกปรับลดประมาณการขยายตัวจากประมาณร้อยละ 3 จะขยายตัวลดเหลือร้อยละ 2 ขณะที่รัฐบาลตั้งเป้าหมายให้การส่งออกขยายตัวที่ร้อยละ 5 นับเป็นโจทย์ที่ท้าทายอย่างมาก นอกจากตลาดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) แล้ว ตลาด 3i นับเป็นอีกตลาดที่เป็นจุดยุทธศาสตร์การค้าที่สำคัญของรัฐบาล