"บีโอไอ" ชี้จีนทุ่มลงทุนในไทยขึ้นแท่นอันดับหนึ่ง เผยมูลค่าสูงสุดแซงหน้าญี่ปุ่นเป็นครั้งแรกในประวัติการณ์
นางหิรัญญา สุจินัย เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) กล่าวว่า ภาพรวมการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (เอฟดีไอ) ปี 58 คาดว่า นักลงทุนจากจีนจะเข้ามาลงทุนยังประเทศไทยด้วยปริมาณเงินลงทุนสูงสุดเป็นอันดับ 1 แทนนักลงทุนจากญี่ปุ่นเป็นครั้งแรกในประวัติการณ์ หลังจากบีโอไอมีการปรับมาตรการส่งเสริมการลงทุนใหม่ เนื่องจากที่ผ่านมาญี่ปุ่นได้ลงทุนด้านระบบสาธารณูปโภค ที่ใช้เงินลงทุนค่อนข้างสูงไปแล้ว และเมื่อบีโอไอปรับมาตรการส่งเสริมการลงทุนที่เน้นเชิงนวตกรรมญี่ปุ่น จึงหันมารลงทุนตั้งสำนักงานตัวแทนการค้า สำนักงานภูมิภาค รวมทั้งเป็นการลงทุนของผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ที่มีนวตกรรมสูงมากขึ้น มูลค่าอาจไม่สูงมาก
"ตัวเลขการลงทุน 8 เดือนของปีนี้ (ม.ค.- ส.ค.58 ) มีจำนวนโครงการยื่นขอส่งเสริมฯกับบีโอไอจำนวน 332 โครงการมูลค่าเงินลงทุน 50,267 ล้านบาท โดยพบว่า สิงคโปร์ มาลงทุนเป็นอันดับ 1 จำนวน 51โครงการ เงินลงทุน 13,100 ล้านบาท จีน 37 โครงการ ลงทุน 10,000 ล้านบาท ส่วนญี่ปุ่น จำนวน92 โครงการเงินลงทุน 9,900 ล้านบาท จะเห็นว่า หากดูโครงการแล้วญี่ปุ่นยังมากอยู่ แต่กรณีจีนที่มีมูลค่าอันดับหนึ่ง เพราะนับการลงทุนผ่านผ่านสิงคโปร์ด้วย" นางหิรัญญา กล่าว
สำหรับการลงทุนเอฟดีไอ ช่วง 8 เดือนของปีนี้ ส่วนใหญ่เป็นกิจการบริการและสาธารณูปโภคคิดเป็น 39.5% โดยจีน ลงทุนในกิจการพลังงานทดแทน โดยเฉพาะพลังงานแสงอาทิตย์ และจำนวนโครงการที่ต่างชาติที่ยื่นขอส่งเสริมการลงทุนคิดเป็น 52.7% ของจำนวนโครงการทั้งสิ้นที่ยื่นขอส่งเสริมฯในรอบ8 เดือนที่มีจำนวนทั้งสิ้น 629 โครงการมูลค่าการลงทุนทั้งสิ้น 119,000 ล้านบาท โดยล่าสุดบีโอไอได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ (เอ็มโอยู) กับนายยาสุโตโมะ ซูซูกิ นายกเทศมนตรี เมืองมาฮามัตสึประเทศญี่ปุ่น เพื่อร่วมมือส่งเสริมและสนับสนุนการลงทุนทั้งสองฝ่าย
"บีโอไอจะพยายามดึงการลงทุนญี่ปุ่นเพื่อที่จะให้การลงทุนญี่ปุ่นในไทยกลับมาเพิ่มขึ้นต่อเนื่องซึ่งเห็นว่า เอสเอ็มอีที่มีศักยภาพของญี่ปุ่นและตรงเป้าหมายนโยบายของบีโอไอที่มีเทคโนโลยีขั้นสูงจะมีโอกาสเข้ามาลงทุนในไทยมากขึ้นและก็ไม่กังวลว่าการลงทุนญี่ปุ่นที่มูลค่าลดลงเพราะจะเทียบกับปีที่ผ่านมาไม่ได้เพราะเราได้ปรับมาตรการการลงทุนใหม่" นางหิรัญญา กล่าว









