วันพุธ ที่ 8 กรกฎาคม 2569

Login
Login

'ธาริต'คุก2ปีไม่รอลงอาญา คดีสั่งย้ายขรก.ไม่ชอบ

คุก2ปี "ธาริต เพ็งดิษฐ์" ไม่รอลงอาญา คดีสั่งย้าย "ขรก.ดีเอสไอ" ไม่ชอบ-เจ้าตัวรอยื่นประกัน

ที่ห้องพิจารณา 803 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก วันที่ 11 ส.ค.58 เวลา 09.00 น. ศาลนัดอ่านคำพิพากษาคดีหมายเลขดำ อ.3873/2555 ที่ พ.อ.ปิยะวัฒก์ กิ่งเกตุ อายุ 61 ปี อดีต ผบ.สำนักคดีทรัพย์สินทางปัญญาฯ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อดีตอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และนายชาญเชาวน์ ไชยานุกิจ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม เป็นจำเลยที่ 1-2 ในความผิดฐาน ร่วมกันปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา157

 

โดยโจทก์ยื่นฟ้องระบุว่า เมื่อวันที่ 30 มี.ค.55 จำเลยที่ 1 ได้มีหนังสือลับด่วนที่สุด เสนอย้ายโจทก์ จากตำแหน่ง ผบ.สำนักคดีทรัพย์สินฯ ให้ย้ายไปเป็น ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านคดีพิเศษประเภทวิชาการ ระดับเชี่ยวชาญ กรมสอบสวนคดีพิเศษ ซึ่งถือเป็นการย้ายไปดำรงตำแหน่งที่ต่ำกว่าเดิม ทั้งที่การย้ายนั้นจำเลยที่1 ต้องเสนอความเห็นพร้อมเหตุผล ไปยังคณะกรรมการพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ (กพศ.) เพื่อพิจารณา และต้องได้รับความยินยอมจากตัวโจทก์ก่อน แต่การเสนอย้ายโจทก์ดังกล่าวจำเลยที่1 กลับเสนอเรื่องต่อปลัดกระทรวงยุติธรรม ผ่านจำเลยที่ 2 โดยอ้างว่าโจทก์ถูกกล่าวหากระทำผิดวินัย ถูกตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริง และถูกส่งเรื่องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ทั้งที่จำเลยที่2รู้อยู่แล้วว่าจำเลยที่ 1 ควรต้องทำตามขั้นตอนก่อน แต่จำเลยที่2 ก็ยังออกคำสั่งกระทรวง ยุติธรรมย้ายโจทก์ตามที่จำเลยที่ 1 เสนอ โดยอ้างว่าโจทก์ทำผิดวินัย ถูกตั้งก.ก.สอบข้อเท็จจริง ถูกร้องทุกข์กล่าวโทษในคดีอาญา ถูกแจ้งความข้อหาหมิ่นประมาท หรือถูกร้องเรียนในหน้าที่ควบคุมคดี หรือถูกส่งให้ป.ป.ช.ชี้มูล ซึ่งเหตุผลดังกล่าวไม่ใช่เหตุที่ จะย้ายโจทก์ได้ ทั้งนี้ระหว่างปฏิบัติหน้าที่โจทก์รับผิดชอบคดี แชร์ล็อตเตอรี่มูลค่าความเสียหายนับพันล้านบาท และคดีแชร์ลูกโซ่อื่นๆ ซึ่งเป็นคดีที่ส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจของชาติเป็นคดีที่เป็นอำนาจของพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ที่มีความเป็นอิสระในการดำเนินคดี ดังนั้นการจะย้ายโจทก์ก็ต้องถูกคุ้มครองไม่ให้กลั่นแกล้งโดยอิทธิพลทางใดทางหนึ่ง

 

ขณะที่เมื่อวันที่ 27 เม.ย.55 โจทก์ได้ร้องต่อคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม (ค.ก.พ.) ซึ่งต่อมาคณะกรรมการ ฯ มีคำวินิจฉัยว่า คำสั่งกระทรวงยุติธรรมมที่ย้ายโจทก์ไปดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการ ฯ เป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และให้โจทก์กลับไปดำรงตำแหน่งเดิม คือประเภทอำนวยการระดับสูงตั้งแต่วันที่มีคำสั่งย้ายโจทก์คือวันที่20เม.ย.55โดยเมื่อวันที่ 8 ต.ค.55 ปลัดกระทรวงยุติธรรม ได้มีคำสั่งที่ 380/2555 เรื่องยกเลิกคำสั่งย้ายข้าราชการเป็นการเฉพาะรายตั้งแต่วันที่ 20 เม.ย.55 อย่างไรก็ดี หลังจากถูกกลั่นแกล้งย้ายดังกล่าว โจทก์ได้ลาออกจากราชการ ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.55 ดังนั้นจึงได้นำคดีมาฟ้องศาลเพื่อขอให้ลงโทษจำเลยตามกฎหมาย

 

ซึ่งคดีนี้โจทก์ ยื่นฟ้องศาลอาญา เมื่อวันที่ 16 ต.ค.55 แต่ศาลไต่สวนมูลฟ้องแล้ววันที่ 12 มี.ค.56 จึงมีคำสั่งว่าคดีไม่มีมูลให้ยกฟ้อง แต่ภายหลังโจทก์ได้ยื่นอุทธรณ์ ซึ่งศาลอุทธรณ์ มีคำพิพากษาวันที่21 ม.ค.57 เป็นให้ศาลชั้นต้นประทับรับคำฟ้องไว้พิจารณา ศาลอาญา จึงได้ดำเนินกระบวนพิจารณา กระทั่งศาลนัดฟังคำพิพากษา

 

ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานโจทก์ – จำเลยแล้ว รับฟังได้ว่า เมื่อวันที่30มี.ค.55 นายธาริต จำเลยที่ 1 ขณะเป็นอธิบดี ดีเอสไอ ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดของ พ.อ.ปิยะวัฒก์ โจทก์ ได้มีคำขอเสนอต่อนายกิตติพงษ์ กิตยารักษ์ ปลัดกระทรวงยุติธรรม ให้ย้ายโจทก์ จากผู้บัญชาการสำนักคดีทรัพย์สินทางปัญญา ไปเป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านคดีพิเศษของดีเอสไอ จากนั้นวันที่ 18 เม.ย.55 นายธาริต จำเลยที่ 1 ได้ชี้แจงเหตุผลขอย้ายโจทก์เพิ่มเติม ก่อนที่นายกิตติพงษ์ ปลัดยุติธรรม ขณะนั้น จะเดินทางไปต่างประเทศ

 

ซึ่งจำเลยที่ 1 ชี้แจงระบุว่าโจทก์ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัย ถูกตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริง ถูกร้องทุกข์กล่าวโทษ และถูกร้องเรียนเรื่องการทำหน้าที่ควบคุมคดี รวมถึงมีการส่งเรื่องของโจทก์ไปให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) สอบสวน แล้วต่อมา นายชาญเชาวน์ จำเลยที่ 2 รองปลัดกระทรวงขณะนั้น รักษาราชการแทนปลัดกระทรวงยุติธรรม จึงลงนามคำสั่งย้ายโจทก์วันที่ 20 เม.ย.55 โจทก์จึงยื่นร้องทุกข์ต่อคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมของสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ซึ่งคณะกรรมการฯ มีคำวินิจฉัยว่า คำสั่งย้ายโจทก์เป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ต่อมาปลัดกระทรวงยุติธรรม ได้ยกเลิกคำสั่งย้ายแล้วให้โจทก์กลับเข้าปฏิบัติหน้าที่ตามเดิม

 

ศาลเห็นว่า แม้คำสั่งย้ายโจทก์จะเป็นคำสั่งตามปกครอง แต่นายธาริต จำเลยที่ 1 เป็นผู้มีอำนาจบังคับบัญชาสูงสุดของดีเอสไอ ต้องยึดหลักคุณธรรม ในการให้ความเป็นธรรมต่อผู้ใต้บังคับบัญชาทุกระดับ ต้องเป็นขวัญและกำลังใจต่อเจ้าพนักงานในการปฏิบัติหน้าที่ การเสนอให้ย้ายดังกล่าวจำเลยที่ 1 อ้างว่ามีอำนาจตามกฎหมายที่สามารถกระทำได้ แต่ต่อมาคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม มีคำวินิจฉัยว่าคำสั่งย้ายโจทก์ตามเหตุผลจำเลยที่ 1 เสนอไป เป็นการไม่ชอบ ไม่มีเหตุผลเพียงพอ และไม่ปรากฏว่าจะเป็นประโยชน์แก่ทางราชการอย่างใด ซึ่งคำวินิจฉัยดังกล่าวมีผลให้ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องต้องปฏิบัติตาม ตาม พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2551 มาตรา 123 วรรคสามบัญญัติไว้

 

แม้นายธาริต จำเลยที่ 1 จะต่อสู้ว่าคำวินิจฉัยดังกล่าวเกิดขึ้นในภายหลังก็ตาม แต่จำเลยที่ 1 เสนอขอให้ย้ายโจทก์ ซึ่งเป็นข้าราชการระดับสูง ยิ่งต้องใช้ความระมัดระวังและมีความรอบคอบเพียงพอ ซึ่งการกล่าวอ้างระเบียบข้อบังคับตามกฎหมาย ต้องยึดหลักตามแนวทางคำวินิจฉัยที่ถือปฏิบัติกันมา ไม่เช่นนั้นแต่ละหน่วยงานต่างก็จะวินิจฉัยหรือตีความไปตามอำเภอใจ

 

ส่วนโจทก์ นำสืบว่าการเสนอขอให้ย้ายโจทก์น่าจะมีมูลความขัดแย้งเรื่องการสั่งสำนวนคดีหลายคดีที่โจทก์กับจำเลยที่ 1 มีความเห็นไม่ตรงกัน โดยเฉพาะคดีแชร์สลากกินแบ่งรัฐบาลที่โจทก์ได้รับมอบหมายให้เป็นหัวหน้าชุดพนักงานสอบสวน และโจทก์มีคำสั่งให้อายัดทรัพย์สินของผู้เกี่ยวข้องที่ตกเป็นผู้ต้องหาหลายราย มูลค่าหลายล้านบาท ต่อมาผู้ต้องหาบางราย ยื่นหนังสือถึงจำเลยที่ 1 ขอให้ยกเลิกการอายัดทรัพย์สินซึ่งเป็นช่วงระยะเวลาเดียวกับที่จำเลยที่ 1 เสนอขอให้ย้ายโจทก์ และหลังจากนายชาญเชาวน์จำเลยที่ 2 ลงนามสั่งย้ายโจทก์ไม่กี่วันจำเลยที่ 1 ได้มีคำร้องยกเลิกการอายัดทรัพย์สินของผู้ต้องหา

 

ขณะที่นายธาริต จำเลยที่ 1 นำสืบต่อสู้ว่า การเสนอขอให้ย้ายโจทก์ไม่มีเจตนาจะกลั่นแกล้งและไม่เกี่ยวกับการทำสำนวนคดี ซึ่งการเสนอขอให้ย้ายเป็นไปตามเหตุผลที่แจ้งต่อปลัดกระทรวงยุติธรรม นอกจากนี้จำเลยที่ 1 เป็นอธิบดีดีเอสไอ มีอำนาจสั่งสำนวนสอบสวนได้ทุกคดีอยู่แล้ว หากจำเป็นต้องแทรกแซงการปฏิบัติงานของโจทก์ อีกทั้งคำสั่งย้ายโจทก์เป็นอำนาจของปลัดกระทรวงยุติธรรมนั้น

 

ศาลเห็นว่า ช่วงระยะเวลาที่มีการเสนอขอให้ย้ายโจทก์กับการอายัดและยกเลิกการอายัดทรัพย์สินในคดีแชร์สลากกินบางรัฐบาลเชื่อมโยงสอดคล้องกัน เชื่อว่าการเสนอขอให้ย้ายโจทก์ มาจากความขัดแย้งในการปฏิบัติหน้าที่ แม้คำสั่งย้ายจะเป็นอำนาจของปลัดกระทรวงยุติธรรม แต่ปลัดกระทรวงยุติธรรมต้องพิจารณาความเห็นขอให้ย้ายของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดของดีเอสไอ และจำเลยที่ 1 เป็นผู้เสนอขอให้ย้ายโจทก์ด้วยตนเอง การที่จำเลยที่ 1 เสนอขอให้ย้ายโจทก์เช่นนั้น และมีมูลเหตุจากความไม่พอใจหรือขัดแย้ง จากการปฏิบัติหน้าที่ จึงเป็นความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ตามที่โจทก์ฟ้อง ข้อต่อสู้ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

 

ส่วนนายชาญเชาวน์ จำเลยที่ 2 นั้น ศาลเห็นว่า โจทก์ ไม่มีพยานหลักฐานใดมานำสืบให้เห็นว่า มีเจตนากลั่นแกล้งหรือจงใจให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ หรือมีพฤติการณ์ส่อไปในทางทุจริต เกี่ยวกับคำสั่งย้ายโจทก์อย่างไรบ้าง คงได้ความเพียงว่าขณะจำเลยที่ 2 ลงนามในคำสั่งย้ายโจทก์นั้น ได้รักษาราชการแทนปลัดกระทรวงยุติธรรม ซึ่งเดินทางไปราชการต่างประเทศ แม้จะพบความผิดปกติก่อนและขณะลงนามในคำสั่งว่าเป็นไปโดยเร่งรีบและไม่ใช่เรื่องเร่งด่วนที่น่าจะต้องรอปลัดกระทรวงยุติธรรมเดินทางกลับมาเสียก่อนก็ตาม

 

โดยจำเลยที่ 2 นำสืบว่า ได้ใช้ความรอบคอบตรวจสอบเอกสาร และเรียก น.ส.ฉวีวรรณ แสนทวี นักทรัพยากรบุคคลชำนาญการพิเศษ กลุ่มงานอัตรากำลังและกำหนดตำแหน่งรักษาราชการแทน ผอ.กองการเจ้าหน้าที่ ซึ่งเป็นผู้นำเสนอหนังสือขอให้ย้ายโจทก์เข้าไปสอบถามแล้ว ยืนยันว่ากระทำได้ ไม่ขัดต่อกฎหมาย และระเบียบข้อบังคับที่มีอยู่

 

ศาลจึงเห็นว่า ขณะจำเลยที่ 2 รองปลัดกระทรวงยุติธรรมอาวุโสอันดับ 1 ไม่ได้รับผิดชอบดูแลงานของดีเอสไอโดยตรง จึงไม่อาจรู้ถึงปัญหาและความขัดแย้งภายในดีเอสไอ เมื่อได้รับหนังสือการเสนอขอย้ายโจทก์ประกอบกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องรายงานให้ทราบว่าไม่มีปัญหา สามารถลงนามได้ ไม่ขัดต่อกฎหมาย จึงได้ลงนามในคำสั่งย้ายก็เป็นได้ ซึ่งโจทก์กับนายชาญเชาวน์ จำเลยที่ 2 ไม่มีมูลเหตุขัดแย้งหรือเหตุผลอื่นใดที่จะให้ร้ายแก่กัน พยานหลักฐานของโจทก์ จึงยังไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะรับฟังว่านายชาญเชาวน์ จำเลยที่ 2 ร่วมกับนายธาริต จำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามฟ้อง

 

จึงพิพากษาว่า นายธาริต จำเลยที่ 1 มีความผิดฐานปฏิบัติหน้าที่มิชอบ ตาม ม.157 ให้จำคุก 2 ปี โดยไม่รอลงอาญา ส่วนนายชาญเชาวน์ จำเลยที่ 2 นั้น ให้ยกฟ้อง

  

ภายหลังนายธาริต อดีต อธ.ดีเอสไอ ได้ยื่นคำร้องพร้อมหลักทรัพย์ เป็นเงินสด ขอปล่อยชั่วคราวระหว่างยื่นอุทธรณ์ต่อสู้คดี

 

ทั้งนี้ศาลพิเคราะห์คำร้องและหลักทรัพย์แล้ว จึงอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว นายธาริต จำเลย โดยตีราคาประกัน 200,000 บาท โดยไม่กำหนดเงื่อนไขใดๆ ในการปล่อยชั่วคราว

เมื่อได้รับการปล่อยชั่วคราวแล้ว นายธาริต อดีต อธิบดีดีเอสไอ ก็ได้เดินทางกลับทันที โดยไม่ให้สัมภาษณ์ใดๆ

 

ด้าน พ.อ.ปิยะวัฒก์ กิ่งเกตุ อดีตผบ.สำนักคดีทรัพย์สินทางปัญญา โจทก์ ซึ่งเดินทางมาฟังคำพิพากษาด้วย กล่าวว่า ขอขอบคุณศาลโดยส่วนตัวมีความมั่นใจในกระบวนการยุติธรรมของศาลว่าเป็นที่พึ่งสุดท้ายของประชาชนได้เสมอ ซึ่งคำวินิจฉัยของศาลที่ว่าการย้ายข้าราชการต้องให้ความเป็นธรรมกับผู้ถูกย้ายเพื่อเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้กับข้าราชการ ต้องพิจารณาให้ความเป็นธรรมนั้น ก็จะเป็นบรรทัดฐานให้กับผู้บังคับบัญชาที่จะพิจารณาย้ายข้าราชการต่อไปว่า ต้องคำนึงถึงขวัญกำลังใจ และ การให้ความเป็นธรรมกับข้าราชการที่ถูกสั่งย้ายด้วย

 

พ.อ.ปิยะวัฒก์ กล่าวอีกว่า ส่วนตัวได้รับคืนตำแหน่งกลับมาแล้ว แต่ก็เป็นช่วงเวลาที่ตัดสินใจเออรี่รีไทร์ออกมาแล้ว จึงเหมือนกับการเกษียณอายุราชการแล้ว เพราะมั่นใจว่าเป็นการย้ายมิชอบและไม่เคยมีการย้ายลักษณะนี้มาก่อนในกระทรวงยุติธรรม รวมทั้งข้าราชการพลเรือนกระทรวงใด ก็ไม่เคยมีการย้ายในลักษณะนี้ ดังนั้นตนเชื่อมั่นในคำวินิจฉัยของ ค.ก.พ. ที่ระบุว่าเป็นการย้ายที่มิชอบด้วยกฎหมาย จึงตัดสินใจลาออกมาต่อสู้คดีด้วยตนเอง เพราะการที่ยังอยู่ในราชการคงจะไม่สะดวกที่จะไปฟ้องผู้บังคับบัญชา

 

ขณะที่นายสงกานต์ อัจฉริยะทรัพย์ ทนายความของ พ.อ.ปิยะวัฒก์ โจทก์ กล่าวเพิ่มเติมด้วยว่า เชื่อว่านายธาริตจะยื่นอุทธรณ์สู้คดี ส่วนตนในฐานะทนายความโจทก์ ก็จะอุทธรณ์เช่นกันในประเด็นอัตราโทษ เนื่องจากเราเห็นว่า ศาลระวางโทษจำคุกเพียงแค่ 2 ปี ซึ่งถือว่าโทษยังเบาเกินไป เพราะความผิดฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการการนั้นเป็นเรื่องร้ายแรง ซึ่งตามกฎหมายมีอัตราโทษสูงสุดถึง 10 ปี

 

“ หวังจะให้เป็นบรรทัดฐานต่อไปว่าผู้บังคับบัญชาที่จะโยกย้ายข้าราชการควรจะต้องคำนึงถึงหลักคุณธรรมและจริยธรรม ปราศจากอคติและจะต้องไม่กลั่นแกล้งผู้ใต้บังคับบัญชา” นายสงกานต์ ทนายความกล่าวและว่า ส่วนประเด็นที่ยกฟ้อง นายชาญเชาวน์ จำเลยที่ 2 นั้น เราจะยื่นอุทธรณ์ด้วย แต่ทั้งหมดก็ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของศาล

 

นายสงกานต์ ทนายความโจทก์ ยังกล่าวถึงคดีแพ่ง ที่ พ.อ.ปิยะวัฒก์ โจทก์ ยื่นฟ้อง นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และนายชาญเชาวน์ ไชยานุกิจ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม จำเลยที่ 1-2 เรื่องละเมิดการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต เรียกค่าเสียหายรวม10ล้านบาทพร้อมดอกเบี้ยร้อยละ7.5ต่อปี กรณีที่มีคำสั่งย้ายดังกล่าวด้วยว่า ในวันที่ 10 ก.ย.นี้ ศาลแพ่ง นัดฟังคำสั่งศาลฎีกา ที่ตนได้ยื่นฎีกาขอให้ศาลรับคดีไว้พิจารณา หลังจากที่ก่อนหน้านี้ศาลชั้น และศาลอุทธรณ์ยกฟ้องคดีแพ่ง