วันพุธ ที่ 4 มีนาคม 2569

Login
Login

ปรับเงื่อนไขลบชื่ออาชญากร ลดอุปสรรค 'คนมีประวัติ' กลับตัว

ปรับเงื่อนไขลบชื่ออาชญากร ลดอุปสรรค 'คนมีประวัติ' กลับตัว

(รายงาน) ปรับเงื่อนไขลบชื่ออาชญากร ลดอุปสรรค“คนมีประวัติ”กลับตัว

หากเปรียบเทียบสิ่งต่างๆ ว่าเป็น “เหรียญสองด้าน” หรือ “ดาบสองคม” ซึ่งมีทั้งด้านดีและไม่ดี หรือให้ทั้งคุณและโทษแล้ว ระบบ “ทะเบียนประวัติอาชญากร” ก็คงจัดอยู่ในนิยามความหมายของสำนวนดังกล่าวด้วย


ในด้านที่เป็น “คุณ” ทะเบียนประวัติอาชญากรถูกนำไปใช้ในกระบวนการยุติธรรม ในการป้องกัน และปราบปรามอาชญากรรม รักษาความสงบเรียบร้อย ไม่ให้ “มิจฉาชีพ” สร้างความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์ของสุจริตชนในสังคม


ทว่าอีกด้านหนึ่งก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าหลายกรณีก่อให้เกิด “โทษ” ด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะกับคนที่พ้น “มลทิน” ไปแล้วแต่กลับถูกตราหน้าว่าเป็น “อาชญากร” เพราะยังมีชื่อปรากฏอยู่ในทะเบียนประวัติผู้กระทำผิดอาญา
ประเด็นผลกระทบดังกล่าวจึงเป็นที่มาของ หัวข้อสัมมนา “คนดี มีประวัติ(?) ไม่มีงานทำ" ที่นักศึกษาชั้นปีที่ 4 คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดขึ้น เมื่อเร็วๆ นี้ เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็น รวมทั้งข้อเสนอแนะในการปรับปรุงระบบทะเบียนประวัติอาชญากรให้เกิดความเป็นธรรมและไม่กระทบศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ต่อผู้พ้นผิดอาญาไปแล้ว


พ.ต.อ.ณรงค์ยศ อุณหบัณฑิต ผู้กำกับการ ฝ่ายทะเบียนประวัติ 3 กองทะเบียนประวัติอาชญากร อธิบายขั้นตอนการทำทะเบียนประวัติว่า ผู้ถูกกล่าวหา ผู้ต้องหา จำเลย ผู้ต้องขัง ผู้ต้องกักขัง ผู้ถูกกักกัน ผู้รับการอบรม และศพ ที่จะมีโอกาสผ่านขั้นตอนนี้ทำ ทะเบียนประวัติ


โดยวิธีการเก็บข้อมูลเจ้าพนักงานซึ่งอาจจะเป็นตำรวจหรือเจ้าหน้าที่ศาลจับมือประทับพิมพ์ลายนิ้วมือลงบนแบบฟอร์มที่เตรียมไว้ พร้อมด้วยรายละเอียดข้อมูลส่วนบุคคล ไม่ว่าจะเป็น ชื่อ นามสกุล อายุ ส่วนสูง ตำหนิรูปพรรณสัณฐาน รวมถึงลักษณะคดีความผิด เพียงเท่านี้ก็ได้ขึ้นชื่อว่า เป็น “บุคคลที่มีประวัติติดตัว” แล้ว
เขาบอกว่า จากนั้นข้อมูลทั้งหมดจะถูกส่งเข้าสู่ระบบของกองทะเบียนประวัติอาชญากร และศูนย์พิสูจน์หลักฐาน หรือพิสูจน์หลักฐานจังหวัด


ขณะที่กระบวนการในศาล หรือผู้พิพากษา ก็สามารถนำข้อมูลเหล่านี้มาใช้ประกอบการพิจารณาเพิ่มโทษหรือลดโทษให้เหมาะกับความผิดที่บุคคคลนั้นได้กระทำไป ซึ่งเป็นไปตามหลักการของการลงโทษ ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อต้องการให้ผู้กระทำความผิดสำนึกผิดในสิ่งที่ได้กระทำลงไป และพร้อมที่จะกลับตัวเป็นคนดี

อย่างไรก็ดี ในความเป็นจริงและในทางปฏิบัติ เมื่อ “คนมีประวัติ” กลับตัวกลับใจพร้อมเริ่มต้นใหม่แล้ว ขั้นตอน ระบบ ระเบียบในการ “ลบชื่อ” ออกจากสารบบทะเบียนประวัติที่ยุ่งยากซับซ้อนนั้นเป็นอุปสรรคทำให้กระบวนการล่าช้า ซึ่งความล่าช้าที่เกิดขึ้นกระทบ “สิทธิ” ต่อเจ้าตัวผู้ที่มีชื่อปรากฏทั้งทางตรงและทางอ้อม
นายสาโรช นักเบศก์ อัยการพิเศษฝ่ายคดีเยาวชนและครอบครัว 6 สำนักงานอัยการสูงสุด ได้ยกตัวอย่างชายคนหนึ่ง ถูกศาลยุติธรรมพิพากษาในข้อหาไม่รับหมายเรียกเข้ารับการเกณฑ์และบรรจุเป็นข้าราชการทหาร ซึ่งมีบทลงโทษตามความผิดคือ จำคุกไม่เกิน 3 เดือนหรือปรับไม่เกิน 300 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ


โดยศาลลงโทษชายรายนี้เป็นเงิน 150 บาท และผลจากการที่ชายคนนี้มีประวัติต้องหาคดีอาญา และมีประวัติการถูกลงโทษ ทำให้ชายคนนี้ไม่ได้รับพิจารณาเข้าทำงานในบริษัทต่างๆ ต่อมาจึงมีการยื่นคำร้องขอให้ลบทะเบียนประวัติอาชญากร


แม้ว่าตามระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จะเปิดโอกาสให้กับผู้ที่ไม่ได้กระทำความผิดอุจฉกรรจ์ไม่ต้องมีประวัติติดตัว โดยกำหนดไว้ในระเบียบฯ ในการคัดแยกทะเบียนประวัติอาชญากรออกจากฐานระบบ กับผู้ต้องหาคดีลหุโทษ หรือคดีที่มีอัตราโทษไม่สูงกว่าลหุโทษ หรือความผิดตามกฎหมายว่าด้วยจราจรทางบก หรือความผิดตามกฎหมายอื่นๆ ที่กำหนดให้มีโทษปรับสถานเดียว


แต่เนื่องจากความผิด ไม่รับหมายเรียก ตามมาตรา 25 พ.ร.บ.ราชการทหาร มีระวางโทษ ทั้งจำ ทั้งปรับ หรือทั้งจำทั้งปรับ ไม่ใช่ความผิดที่มีโทษปรับสถานเดียว แม้ศาลได้มีคำพิพากษาปรับเป็นเงิน 150 บาทก็ตาม ก็ไม่ทำให้ความผิดไม่รับหมายเรียกตามมาตราดังกล่าว กลายเป็นความผิดที่มีโทษปรับสถานเดียว


ผลจากคำพิพากษารับโทษปรับ 150 บาทที่เกิดขึ้นทำให้เจ้าหน้าที่ไม่สามารถคัดแยกออกจากฐานข้อมูลทะเบียนประวัติอาชญากร มิหนำซ้ำส่งผลกระทบทำให้ชายคนนี้ถูกปฏิเสธเข้ารับทำงานในเวลาต่อมา!


จากกรณีที่เกิดขึ้น คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนได้มีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายต่อคณะรัฐมนตรี ซึ่งมีการมอบหมายให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติรับไปพิจารณา


ต่อมา สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้อนุมัติในหลักการให้นำข้อมูลกรณีความผิดทุกประเภทที่ศาลมีคำพิพากษาสูงสุดให้ลงโทษปรับสถานเดียวและกรณีตามมาตรา 12 แห่ง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัวออกจากสารบบข้อมูลประวัติอาชญากรเพิ่มเติมจาก 12 กรณีที่มีอยู่เดิม (ดูเพิ่มเติมที่...)


หลังจากนั้นสำนักงานตำรวจแห่งชาติก็นำข้อมูลกรณีเกี่ยวกับมาตราพิเศษแทนการดำเนินคดีอาญา มาตรา 86 และมาตรา 90 พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว และกรณีที่ ป.ป.ช.ไต่สวนข้อเท็จจริงแล้วมีมติว่า ข้อกล่าวหาไม่มีมูล ให้ตกไป ตามมาตรา 91 พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ออกจากสารบบข้อมูลประวัติอาชญากร เพิ่มเติมอีก


ทั้งนี้ ยังมีประเด็นคำจำกัดความคำว่า “อาชญากร” นั้นยังอยู่ระหว่างการพิจารณาปรับเปลี่ยนถ้อยคำเพื่อให้เกิดความเหมาะสมซึ่งคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติอยู่ระหว่างประมวลเรื่องเพื่อเสนอต่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติอีกครั้งกระนั้นก็ตามวิทยากรในวงเสวนาต่างเห็นพ้องว่าควรมีีบทบัญญัติกฎหมายโดยตรงและชัดเจน จากที่เคยเป็นเพียงระเบียบปฏิบัติของหน่วยงาน


นอกจากนี้การที่มี ร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยมาตรการแทนการฟ้องคดีอาญา พ.ศ. .... ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาในสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) โดยมีสาระสำคัญคือ คดีอาญาที่เกิดขึ้น ทั้งที่ยอมความได้และยอมความไม่ได้ แต่เมื่อคู่กรณีประสงค์จะไกล่เกลี่ย ด้วยความสมัครใจให้ส่งผู้เสียหาย ผู้ต้องหา และผู้ที่คู่กรณีไว้วางใจฝ่ายละ 1 คนเข้าสู่กระบวนการ โดยไม่มีทนายความ นั้นก็อาจมีส่วนช่วยแก้ปัญหาทางอ้อมให้กับการถอนประวัติอาชญากรออกจากสารบบได้ด้วยเช่นกัน

.............................

เปิด16เงื่อนไข ลบตราบาปคดี


การคัดแยกประเภททะเบียนประวัติอาชญากรออกจากสารบบ หรือฐานข้อมูลประวัติอาชญากร เพื่อเป็นการรักษาสิทธิประโยชน์ของบุคคลลและประโยชน์ในการปฏิบัติราชการของตำรวจนั้น


หลักเกณฑ์ที่ระบุไว้ในระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ปี พ.ศ.2547 จำนวน 12 ข้อ ประกอบด้วย
1.มีหลักฐานชัดเจนว่าเสียชีวิต 2.ผู้เสียหายถอนคำร้อง ถอนฟ้อง หรือยอมความกัน 3.คดีที่อัยการสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้อง 4.ศาลสั่งยกฟ้องหรือไม่ประทับรับฟ้อง


5.คำพิพากษาถึงที่สุดให้ยกฟ้อง 6.อัยการถอนฟ้องในชั้นศาล 7.เมื่อมีกฎหมายออกมาภายหลังการกระทำความผิดยกเลิกความผิด 8.มีกฎหมายยกเว้น


9.มีคำพิพากษาของศาลให้รื้อฟื้นคดีขึ้นมาพิจารณาใหม่ว่าบุคคลนั้นไม่ได้กระทำความผิด 10.เป็นคดีลหุโทษหรือคดีที่มีอัตราโทษไม่สูงกว่าลหุโทษ หรือความผิดตามกฎหมายว่าด้วยจราจรทางบก หรือความผิดตามกฎหมายอื่นๆ ที่กำหนดให้มีโทษปรับสถานเดียว ซึ่งพนักงานสอบสวนได้ทำการเปรียบเทียบปรับ หรือศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษปรับสถานเดียว


11.คดีอาญาที่มีข้อหาว่าเด็กหรือเยาวชนกระทำผิด โดยศาลไม่ได้มีคำพิพากษาจำคุก หรือมีการเปลี่ยนแปลงโทษเป็นวิธีการสำหรับเด็กและเยาวชน เช่น เด็กหรือเยาวชนที่ศาลมีคำพิพากษาลงโทษปรับหรือมีคำสั่งให้ว่ากล่าวตักเตือน แล้วปล่อยตัวไปโดยไม่กำหนดเงื่อนไขการคุมความประพฤติ เป็นต้น


12.คดีตามกฎหมายว่าด้วยการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด เมื่ออนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด ให้ปล่อยตัวผู้ผ่านการฟื้นฟูสมรรถผู้ติดยาเสพติดแล้ว


ล่าสุดได้มีการพิจารณาเพิ่มเงื่อนไขอีก 4 ข้อ ได้แก่ 13.ความผิดทุกประเภทที่ศาลพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษปรับ 14.คดีที่ศาลสั่งให้ผู้กระทำผิดตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ถูกกระทำความรุนแรงในครอบครัว ฟื้นฟู บำบัดรักษา หรือทำทัณฑ์บนไว้


15.ผู้กระทำผิดเป็นเด็กและเยาวชนที่ศาลสั่งให้ใช้มาตรการพิเศษแทนการดำเนินคดีอาญา และ16.คดีตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ที่มีมติว่าข้อกล่าวหาไม่มีมูลความผิด