(รายงาน) แกะรอยแนวคิด "สหพันธรัฐ" กับยุทธศาสตร์"เดินทีละก้าว"
คำสารภาพของ มหาหิน ขุนทอง ผู้ต้องหาคดีระเบิดหน้าศาลอาญา ต่อหน้าสื่อมวลชนว่า ตนเองเป็นฝ่ายประชาธิปไตย สมาชิกภายในกลุ่มได้มีการติดต่อกันผ่านสื่อโซเชียล และเตรียมจัดตั้งองค์กรภาคีภาคประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งมีแนวคิดที่จะให้มีการปกครองประเทศแบบ "สหพันธรัฐ"
ผู้ที่ไม่ได้ติดตามการเคลื่อนไหวของภาคประชาชนเสื้อแดงมาตั้งแต่แรก อาจไม่ให้น้ำหนักความน่าเชื่อถือกับคำพูดของมหาหิน เกี่ยวกับชุดความคิดเรื่องสหพันธรัฐ
จะว่าไปแล้ว แนวความคิดเปลี่ยนรัฐไทยจากรัฐเดี่ยว (unitary state) ไปสู่การเป็นสหพันธรัฐ (federal state) ได้ปรากฏร่องรอยภายในกลุ่มภาคประชาชนเสื้อแดง ที่เรียกตัวเองว่า "แดงอิสระ" มานานแล้ว
ล่าสุด เมื่อต้นปีนี้ ผู้ใช้นามแฝงว่า "ศิวา มหายุทธ์" ได้เขียนบทความเรื่อง "สหพันธรัฐสยาม ทางเลือกรัฐสยามหลังเผด็จการ ข้อเสนอเพื่อประชาธิปไตยที่ยั่งยืน" ออกเผยแพร่ในเว็บไซต์ขบวนการประชาธิปไตยในสแกนดิเนเวีย (แดงสแกนดิเนเวีย) และกลางเดือนกุมภาพันธ์ เขาได้เขียนเรื่อง "สหพันธรัฐสยาม คืนจารีตและประวัติศาสตร์ให้ท้องถิ่น" อีกครั้ง
"ศิวา มหายุทธ์" ได้เสนอโมเดล "โครงสร้างรัฐแบบสหพันธรัฐร่วมสมัยของรัฐสยาม" เพื่อการสู้กับอำนาจเผด็จการทหาร และปูทางสู่การสร้างประชาธิปไตยประชาชน โดยเบื้องต้นสามารถแบ่งกลุ่มอย่างหยาบๆ ได้ 6 กลุ่มดังนี้
1) ภาคเหนือตอนบน 2) ภาคเหนือตอนล่าง 3) ภาคอีสานเหนือ 4) ภาคอีสานใต้ 5) ภาคตะวันออก 6) สามจังหวัดภาคใต้
การแบ่งกลุ่มเช่นนี้ ก็เพื่อการจัดรูปขบวนการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย โดยให้เกิดความยืดหยุ่นในยุทธศาสตร์และยุทธวิธี
ในระหว่างที่กลุ่มผู้ร่วมขบวนการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ยังมีความแตกต่างหรือขัดแย้งในเชิงอุดมการณ์และทฤษฎีที่เหลื่อมซ้อนกันอยู่ จนกระทั่งยากที่จะก่อรูปขึ้นมาเป็นองค์กรนำขนาดใหญ่ที่มีเอกภาพได้ จำเป็นต้องใช้ยุทธศาสตร์ "เดินทีละก้าว กินข้าวทีละคำ" ให้มีการจัดตั้งเป็นอิสระและพึ่งตนเองของหน่วยการต่อสู้ในทุกเวที ภายใต้สภาพที่เป็นจริงของแต่ละพื้นที่
ด้วยเหตุนี้ ภาคประชาชนเสื้อแดง ที่ไม่ได้สังกัดกลุ่ม นปช. จึงรวมตัวกันเป็นกลุ่มก้อน เปิดการศึกษาชุดความคิด "ประชาธิปไตยประชาชน" และกำหนดยุทธวิธีทางการเมืองหรือการทหารอย่างเป็นอิสระและพึ่งตัวเองในแต่ละพื้นที่
ตอนท้ายของบทความ "ศิวา มหายุทธ์" สรุปเชิงตั้งคำถามว่าทิ้งท้าย "ภายใต้สหพันธรัฐ จะทำให้ผู้รักประชาธิปไตยสยาม สามารถก้าวข้ามคำถามที่วนเวียนแบบวงจรอุบาทว์ทั้งในระหว่าง และหลังการต่อสู้ เหลืออย่างเดียวเท่านั้นคือ ข้อเสนอนี้ จะกลายเป็นที่ยอมรับของผู้ร่วมขบวนแถวต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยสยามอย่างทั่วถึงหรือไม่"
ความไม่เป็นเอกภาพของขบวนการคนเสื้อแดงนั้น ดำรงอยู่จริง โดยเฉพาะกลุ่มแดงอิสระจำนวนไม่น้อยที่ไม่ยอมรับการนำของ นปช.
นอกจากนี้ ขบวนการ "แดงอิสระ" ภายในประเทศนั้น มีการเชื่อมร้อยกับขบวนการ "แดงนอก" ที่กระจัดกระจายอยู่ในสหรัฐอเมริกา, แคนาดา, นิวซีแลนด์ ,ออสเตรเลีย และกลุ่มประเทศในยุโรป
แม้ว่าแกนนำกลุ่ม นปช. จะติดกับดัก "หน้าจอทีวี" ใต้การกำกับของอำนาจ คสช. จนมิอาจขยับออกสู่ท้องถนนได้ในช่วงนี้ แต่ "แดงอิสระ" ได้สร้างเครือข่ายผ่านสื่อสังคมออนไลน์อย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ผู้มีประสบการณ์ตรงจากยุคซ้ายไทยถูกล้อมปราบ เมื่อ 40 ปีที่แล้ว ได้เขียนวิจารณ์ขบวนการเสื้อแดงผ่านเฟซบุ๊ค เมื่อปลายปีที่แล้ว มีหลายประเด็นที่น่าสนใจ
"หลายปีที่ผ่านมา ขบวนการเสื้อแดงภายใต้การนำของ ทักษิณ-นปช. ทำความผิดพลาดใหญ่หลวงทางยุทธวิธี 2 ช่วง ซึ่งทำให้ความพยายามเคลื่อนไหวในทิศทางประชาธิปไตย มีความยากลำบากเพิ่มขึ้นมหาศาล (อย่างที่ควรหลีกเลี่ยงได้ และสถานการณ์และประวัติศาสตร์ปัจจุบันอาจจะเป็นคนละอย่าง ถ้าไมใช่เพราะความผิดพลาดนั้น)...
"ช่วงแรกคือปี 53 ทำความผิดพลาดใหญ่หลวง 2-3 อย่าง อย่างแรกคือ การตัดสินใจยึดราชประสงค์ ซึ่งเป็นยุทธวิธีหายนะ ทำให้ความขัดแย้งกับคนชั้นกลางในเมืองเกิดจุดหักเหสู่ความเลวร้าย ชนิดยากจะซ่อมแซมมาจนทุกวันนี้...
"อย่างที่สองคือ การเปลี่ยนใจ ไม่ยอมสลายการชุมนุม รับ 'โรดแมพ' ของอภิสิทธิ์ ทั้งๆ ที่ตอนแรกกำลังจะรับและสลายอยู่แล้ว (ซึ่งทักษิณหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบไม่ได้) และอย่างที่สาม คือการไม่กำจัดกิจกรรมของ 'ชายชุดดำ' ในหมู่เสื้อแดงโดยสิ้นเชิง...
"ช่วงที่สองคือช่วงวิกฤติ กปปส. 2556-57 แน่นอน นอกจากความผิดพลาดชนิดอภิมหา-หายนะ เรื่อง 'เหมาเข่ง' (ซึ่งเช่นกัน ทักษิณ-ยิ่งลักษณ์ หลีกเลี่ยงความรับผิดชอบไม่ได้)...
"ที่สำคัญที่สุด คือการไม่ยกเลิก-ทำให้หมดไป กิจกรรมแบบ 'ใต้ดิน' ซึ่งพุ่งพรวดขึ้นในช่วงไม่กี่เดือนของวิกฤติ กปปส. และนำความเสียหาย บาดเจ็บล้มตาย มาสู่ผู้บริสุทธิ์ และทั้งยังน่าจะมีส่วนสำคัญที่ทำให้ทหารตัดสินใจลงมือยึดอำนาจ..."
คำว่า "กิจกรรมใต้ดิน" นั้น เกิดจากกลุ่มแดงอิสระบางกลุ่มที่เชื่อว่า "มวลชนตื่นแล้ว" และเห็นว่า แนวทาง "กดขวัญศัตรูด้วยการทหาร" คือสิ่งที่ขบวนการประชาชนพึงกระทำ
มิเพียง "สมศักดิ์" คนเดียวที่พูดถึง "การไม่กำจัดกิจกรรมของชายชุดดำ ในหมู่เสื้อแดงโดยสิ้นเชิง" หากแต่ "คนเดือนตุลา" สายเสื้อแดงหลายคน ก็เห็นพ้องต้องกันว่า ต้องหยุดกิจกรรมใต้ดิน และยึดมั่นในแนวทางสันติวิธีเท่านั้น ขบวนการคนเสื้อแดงจึงจะไม่ถูก "ย่อยสลาย" เหมือนเหตุการณ์หลังการรัฐประหาร 22 พ.ค.2557
ปฏิบัติการป่วนกรุงที่พารากอน และที่หน้าศาลอาญา เป็นอีกรูปธรรมหนึ่งของ "ขบวนการใต้ดิน" ที่ยังตกอยู่ในภาวะ "อารมณ์ค้าง" และบางกลุ่มอาจได้รับการประสานงานมาจาก "แกนนำแดง" ที่หลบภัยอยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน
จะว่าไปแล้ว "กิจกรรมใต้ดิน" เป็นเรื่องที่แกนนำ นปช. ปฏิเสธว่า ไม่มีส่วนรับรู้ด้วยมาโดยตลอด หรือกระทั่ง "ผู้ใหญ่" ในพรรคเพื่อไทย ก็ไม่เล่นด้วย เพราะเป็นของร้อน แต่ลึกๆ แล้ว มันเป็นเรื่องที่อยู่เหนือการควบคุมหรือไม่ ก็ยังหาคำตอบไม่ได้
"คนเดือนตุลา" ในพรรคการเมืองใหญ่มองว่า หากแดงอิสระบางกลุ่ม ยังเดินหน้าปฏิบัติการป่วนเมือง ด้วยรูปแบบการทหาร โอกาสที่จะบรรลุยุทธศาสตร์ "เดินทีละก้าว กินข้าวทีละคำ" ก็ยากยิ่ง
ตรงกันข้าม มันกลับจะทำให้ คสช.มีความชอบธรรม ในการกำจัดกลุ่มก่อความไม่สงบ หรือพวก "โง่" ในสายตาของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มากขึ้นเท่านั้น





