'บัซซี่บีส์'แอพพลิเคชั่นเปลี่ยนโลกธุรกิจ

21 สิงหาคม 2557 | โดย จีราวัฒน์ คงแก้ว
4,763

'บัซซี่บีส์'ใช้เวลาเพียง18เดือน พัฒนาแอพที่มีผู้ใช้มากถึงกว่า3ล้านคน ขยายไป5ประเทศและทำ'กำไร'ได้ในเวลาอันสั้น

เป็นมากกว่า ชอปปิ้งออนไลน์ ไปไกลกว่าเว็บดีล เป็นยิ่งกว่า มาร์เก็ตเพลส และพริวิเลจแอพ

นี่คือคำจำกัดความของ “บัซซี่บีส์”(Buzzebees) แอพพลิเคชั่น “ขั้นกว่า” ที่จะมาพลิกโฉมการตลาดออนไลน์แบบเดิมๆ ให้ตอบโจทย์ธุรกิจได้เทพขึ้น เปลี่ยนมนุษย์ยุคดิจิทัล ให้เล่นโซเชียลแล้วได้มากกว่าความสนุก แต่ยังได้คะแนน ไป กิน เที่ยว ช้อป กันฟรีๆ อีกด้วย

ส่วนผสมที่ลงตัว ระหว่าง โซเชียลมีเดีย รอยัลตี้โปรแกรม และอีคอมเมิร์ซ

“องค์กรอยากได้อะไร เขาอยากได้ Brand Awareness อยากให้คนรู้จักแบรนด์ อยากทำโซเชียลมีเดีย อยากสร้างรอยัลตี้ให้กับลูกค้า และอยากมีแอพ พอถามว่าอยากได้เมื่อไร คำตอบคือ..อยากได้เมื่อวานนี้”

“ไมเคิล เชน” กรรมการบริหาร บริษัท บัซซี่บีส์ จำกัด บอกสถานการณ์จริงในโลกธุรกิจ ยุคที่ใครๆ ต่างก็อยากมีแอพ และอยากมีชนิดที่ "รอไม่ได้" ไม่ใช่แค่ต้องวันนี้ เดี๋ยวนี้ แต่คือ “เมื่อวานนี้” ด้วยซ้ำ ทิ้งโจทย์ยากให้นักพัฒนาอย่างพวกเขา

ขณะฝั่งลูกค้า พลเมืองยุคโซเชียล ที่มีแอพให้เสพมากมาย แต่แอพแบบไหนกันถึงจะดึงดูดใจให้อยากเข้าใช้ทุกวัน

“เราต้องสร้างวิธีดึงคนกลับมาใช้ทุกวัน อันนี้สำคัญมาก และยากสุด”

โจทย์ยาก และท้าทายมากๆ ในการหาคำตอบ แต่พวกเขาก็เลือกแล้วที่จะทำโจทย์ยากข้อนี้

“สองปีก่อนผมคุยไอเดียนี้กับเจ้าของสนุกดอทคอม เขาบอกว่า ทำไมถึงอยากทำธุรกิจที่ยากขนาดนี้ ทำไมไม่ทำอะไรที่ง่ายๆ ตอนนั้นผมเชื่อว่า สุดท้ายแล้วเราต้องทำได้ เพราะผมไม่ได้ทำคนเดียว สำหรับผม ทำอะไรก็ต้องทำให้สำเร็จ ฉะนั้นผมไม่เคยเฟล”

เมื่อคนมุ่งมั่น ตัดสินใจทำฝันเขาจนสำเร็จ เราเลยได้รู้จักกับ “บัซซี่บีส์” ที่ไม่ได้มีบริการแค่ 1 หรือ 2 อย่าง แต่รวมทุกอย่างไว้แบบ “ครบวงจร” โดยพัฒนามาจากแนวคิด ‘เล่นเฟซบุ๊คให้ได้รางวัล’ ซึ่งไม่ว่าผู้ใช้จะ โพสต์ ไลค์ แชร์ คอมเม้นต์ หรือชักชวนเพื่อนเข้าร่วมกิจกรรม ก็จะได้รับคะแนนเป็นการตอบแทน และสามารถนำคะแนนนี้ไปใช้เป็นส่วนลดในการซื้อสินค้าหรือดีลต่างๆ รวมถึงลุ้นรับของรางวัลฟรีจากกว่า 10,000 ร้านค้า อาทิ โรงแรมที่พัก ร้านอาหาร แฟชั่น บันเทิง อุปกรณ์เทคโนโลยี ฯลฯ ในราคาที่การันตีว่า “ถูกกว่า”

ได้ประโยชน์เต็มๆ มีหรือที่ใครจะไม่เข้าใช้ แก้โจทย์ใหญ่ “สั่งคนกลับมาใช้ทุกวัน” ได้ทันตาเห็น

ขณะเจ้าของสินค้าหรือบริการ กระทั่งองค์กรต่างๆ ก็สามารถใช้เป็นเครื่องมือสื่อสารการตลาดได้อย่างเต็มรูปแบบ ทั้งการสร้างแบรนด์ ทำโปรโมชั่นส่งเสริมการขาย และสร้างความจงรักภักดีให้กับกลุ่มลูกค้า เป็นต้น

ด้วยบริการครบวงจรทั้ง 1. M-Commerce Platform 2. CRM Solution 3. Online Media 4. Online Survey และ 5. Corporate Fulfillment รองรับธุรกิจ ตั้งแต่ ร้านค้ารายย่อย เอสเอ็มอี ไปจนลูกค้ารายใหญ่

“คอนเซ็ปต์ของบัซซี่บีส์ คือ เราจะช่วยให้ธุรกิจประสบความสำเร็จ เพราะถ้าเขาได้ลูกค้าเยอะ มีคนใช้เยอะ เราก็ได้กำไร แต่ถ้าเขาไม่ซัคเซส เราก็เฟล”

เขาบอกคอนเซ็ปต์ “วิน-วิน” สูตรสำเร็จของบัซซี่บีส์ ที่นำมาซึ่งการขยับเพิ่มของพันธมิตรทางการค้าได้ในเวลาไม่นาน ดูอย่างผลงานสุดฮือฮา “Samsung Galaxy Gift” สิทธิพิเศษสำหรับลูกค้าซัมซุง ที่มีผู้ใช้มากถึง 1.7 ล้านคน เปลี่ยนการทำ CRM แบบเดิมๆ เป็นให้ลูกค้ามีส่วนร่วมมากขึ้นและสนุกกับกิจกรรมบนนวัตกรรมรูปแบบใหม่ สนองไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคยุคโซเชียล

โดยปัจจุบัน บัซซี่บีส์ มีลูกค้า อาทิ Line, เอไอเอส, ซัมซุง, ปตท., ซิงเทล สิงคโปร์ ซัมซุงแอฟริกา และร้านค้าที่ให้สิทธิพิเศษ อาทิ Bar-B-Q Plaza, True Coffee, Mister Donut, KFC เหล่านี้เป็นต้น

จากธุรกิจสตาร์ทอัพ ที่ลงสนามได้เพียง 18 เดือน กลับมีฐานผู้ใช้บริการสูงถึงกว่า 3 ล้านราย ทุนจดทะเบียน 50 ล้านบาท ขยายธุรกิจไปยัง 5 ประเทศ ทั้ง ไทย สิงคโปร์ ประเทศในแอฟริกา ได้แก่ กานา ไอเวอรี่โคส และ แคมมารูน มีพนักงาน 65 ชีวิต และคาดว่าสิ้นปีนี้จะมีพนักงานถึง 100 คน และมีฐานผู้ใช้เพิ่มสูงถึง 10 ล้านราย

สำหรับช่องทางทำเงินฉบับบัซซี่บีส์ เขาบอกว่าหลักๆ คือ การให้เช่าแพลทฟอร์ม และโพรเจคที่ทำร่วมกับพาร์ทเนอร์ พอถามว่า ถึงตอนนี้ทำเงินได้เท่าไรแล้ว เขาตอบแค่ว่า..

“เปิดมา 18 เดือน ตอนนี้บริษัทไม่ขาดทุนแล้ว และเริ่มทำกำไรได้”

แหกกฎธุรกิจสตาร์ทอัพ ที่ธรรมดามากที่จะ “ขาดทุน” ทุกปี และต้องใช้เวลากว่าจะขยับมามีกำไรได้ ด้วยเหตุผลที่เขาบอกว่า เพราะสามารถตอบโจทย์ทั้งผู้ใช้และธุรกิจ สร้างการมีส่วนร่วมได้ มีวิธีเล่นที่เยอะ และมีหลายช่องทางทำเงิน

และไม่ใช่ได้แค่เงินแต่ยังรวมถึง “กล่อง” จากเวทีต่างๆ อีกด้วย อาทิ รางวัลชนะเลิศจาก “ASEAN ICT Awards” ปี 2556 รางวัล “Microsoft Partner Awards” ปี 2556 และ รางวัล “Thailand ICT Awards” ปี 2555 เหล่านี้เป็นต้น

“ทำธุรกิจนี้ไม่ง่าย และไม่ใช่ทุกคนจะทำได้ ผมทำเพราะผมรู้ว่า ใครจะมาทำแข่ง..ไม่ง่าย สุดท้ายแล้ว คนเราก็ยังอยากทำอะไรที่ง่ายๆ กันทั้งนั้น ฉะนั้นคู่แข่งจึงไม่เยอะ ธุรกิจนี้ ผมรู้ ผมเข้าใจ เพราะมีประสบการณ์ในธุรกิจซอฟท์แวร์มากว่า 10 ปี (บริษัท ไอคอนเซ็ปต์) และเคยทำธุรกิจกับราชการมาก่อน ผมถือว่า นี่เป็นจุดได้เปรียบ”

ประสบการณ์ในธุรกิจซอฟแวร์ทำให้รู้ระบบหลังบ้าน และการเชื่อมต่อ มีรูปแบบที่สามารถปรับใช้ได้ทันที จึงให้บริการลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว เรียกว่า ไม่ต้องรอเป็นปี เพราะบางแอพที่ไม่ซับซ้อนพวกเขาทำเสร็จได้ภายใน 2 อาทิตย์ด้วยซ้ำ ขณะที่ยังเลือกทำธุรกิจแบบครบวงจร ไม่ใช่แค่ทำแอพให้แล้วจบ แต่ยังจัดการระบบหลังบ้าน การแพคของ ส่งของ เหล่านี้ พวกเขาก็ให้บริการลูกค้าได้ ตอบสนองธุรกิจ “ครบวงจร” ขนานแท้

เป้าหมายต่อไปของ บัซซี่บีส์ คือ ขยายไปทำ “อี-เพย์เมนท์” ในยุคที่ผู้คนจะใช้มือถือแทนกระเป๋าเงินได้ และวางแผนขยายตลาดต่างประเทศให้มากขึ้น โดยในปี พ.ศ. 2558 ตั้งเป้าสยายปีกไปใน 15 ประเทศ ขยับผู้ใช้มาเป็นที่ 30 ล้านราย ขณะเดียวกันยังเตรียมหา “ฟันดิ้ง” จากนักลงทุนที่สนใจ โดยคาดว่าจะใช้เงินทุนอีกประมาณ 200 ล้านบาท เพื่อเกมรุกในครั้งนี้

ธุรกิจสตาร์ทอัพยังหอมหวานในสายตาใครหลายคน แต่เป็นที่ทราบดีว่า สัดส่วนคนทำสำเร็จมีแค่ 5% เท่านั้น สำหรับคนที่อยากกระโดดเข้ามาลิ้มลองสนามนี้ เขาบอกแค่ว่า..

“ต้องเชื่อ และไม่ล้มเลิก ทำไปเรื่อยๆ และเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ธุรกิจต้องเปลี่ยน เมื่อไรไม่เวิร์คต้องกล้าเปลี่ยน และคำว่า ‘ถูกที่ถูกเวลา’ สำคัญมาก ผมเชื่อว่า ทุกไอเดียดีหมด แต่ต้องถูกที่ถูกเวลา และ ไอเดียไม่แพง แต่วิธีทำ เราต้องเข้าใจมัน” เขาสะท้อนความคิด

“ไมเคิล เชน” คือหนุ่มไต้หวัน ที่เติบโตในประเทศนิวซีแลนด์ หลังถูกส่งตัวมาทำงานที่ประเทศไทย จนเกิดความประทับใจ ถึงขนาดตัดสินใจปักหลักที่นี่ โดยเปิดบริษัทซอฟแวร์ชื่อ “ไอคอนเซ็ปต์” (ICONCEPTS) ร่วมกับ ณัฐธิดา สงวนสิน ซึ่งวันนี้ยังเป็นหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้ง “บัซซี่บีส์” โดยความหมายของ “Buzzebees” มาจากคำว่า “Busy bee” หรือ ผึ้งที่ขยันเอามากๆ สะท้อนตัวตนของเขาที่บอกเราว่า...

“ผมชอบงานหนัก และทำงานตลอดเวลา”

ไม่ต่างจากผึ้งขยันที่ชื่อ...บัซซี่บีส์

.........................................

Key to success

จับตาดิจิทัลเทรนด์ไทย โอกาสธุรกิจใหม่

๐ คนไทยมีมือถือ 120% หนึ่งคนมีมากกว่าหนึ่งเครื่อง

๐ คนใช้สมาร์ทโฟน 28.8 ล้านเครื่องและเพิ่มทุกปี

๐ คนใช้โซเชียลมีเดียผ่านมือถือถึง 64%

๐ คนไทยใช้เฟชบุ๊คและไลน์ สูงสุดติดอันดับโลก

๐ มือถือเปลี่ยนชีวิต คนใช้ประมาณ 3.5 ชม. ต่อวัน

๐ 51% ของคนที่ใช้สมาร์ทโฟนชอบซื้อของผ่านมือถือ

แชร์ข่าว :
Tags: