บลจ.มองสหรัฐ ยังแกร่ง ไร้ผลกระทบลงทุน แม้ถูก ‘ฟิทช์ เรทติ้งส์’ หั่นเครดิต

บลจ.มองสหรัฐ ยังแกร่ง ไร้ผลกระทบลงทุน แม้ถูก ‘ฟิทช์ เรทติ้งส์’ หั่นเครดิต

บลจ.มอง ‘ฟิทช์ เรทติ้งส์’ หั่นเครดิตเหลือ AA+ เป็นแค่ผลกระทบระยะสั้นๆ เท่านั้น เพราะยังเชื่อมั่นว่า เศรษฐกิจสหรัฐ ยังมีความแข็งแกร่ง 

หลังจากที่สหรัฐ ยังคงเผชิญความเสี่ยงด้านการคลังที่อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในอนาคต รวมถึงสถานการณ์การเมืองของสหรัฐ ที่ยังคงมีปัญหาความขัดแย้งระหว่างพรรคเดโมแครต และรีพับลิกันต่อการออกนโยบายแก้ปัญหาขาดดุลงบประมาณ และลดหนี้สาธารณะอีกจำนวนมหาศาล 

ล่าสุด ฟิทช์ เรทติ้งส์ สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือชั้นนำโลก ได้ปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของสหรัฐ จากระดับ AAA เหลือ AA+ ส่งผลให้ตลาดหุ้นแถบเอเชียต่างพร้อมใจกันปรับตัวลดลงมาจากกรณีดังกล่าว 

และก่อนหน้านี้เมื่อปี 2544 สแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ หรือ เอสแอนด์พี  ได้ปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของสหรัฐลงเหลือ AA+ จากระดับ AAA เช่นกัน โดยระบุว่า ความขัดแย้งทางเมือง และการดำเนินนโยบายที่ไร้ประสิทธิภาพได้ส่งผลให้สถานะด้านการคลังของรัฐบาลสหรัฐเผชิญกับความเสี่ยง

อย่างไรก็ตาม บลจ.ต่างมองว่า เป็นแค่ผลกระทบระยะสั้นๆ เท่านั้น เพราะยังเชื่อมั่นว่า เศรษฐกิจสหรัฐ ยังมีความแข็งแกร่ง 

พีรพงศ์ จิระเสวีจินดา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทจัดการลงทุน (บลจ.) บัวหลวง จำกัด BBLAM ให้ข้อมูลกับกรุงเทพธุรกิจ ว่า หลังจากที่ทริสเรตติ้งมีการปรับเครดิตของสหรัฐลง ส่งผลให้ตลาดหุ้นเอเชียปรับตัวร่วงลงมาด้วย แต่มองว่า เป็นการขายเพื่อทำกำไร และเป็นการปรับฐานมากกว่า ไม่ได้ส่อว่าจะเกิดวิกฤติ เพราะถ้าหากย้อนหลังไปก่อนหน้านี้ญี่ปุ่นมีการปรับตัวเพิ่มขึ้นมาค่อนข้างมากหรือเรียกว่า สูงสุดในรอบ 33 ปี ขณะที่จีนรวมถึงฮ่องกงมีแนวโน้มว่า จะใช้มาตรการ การคลังมากระตุ้นเศรษฐกิจ หุ้นก็สามารถรีบาวด์ขึ้นมาเช่นกัน 

ทั้งนี้ สาเหตุที่เกิดผลกระทบมองว่า มาจากปัญหาทางการเมืองของสหรัฐที่มีการโจมตีกันจากนโยบายการคลัง เนื่องจากในปีหน้าจะมีการหาเสียงเลือกตั้ง แต่อย่างไรก็ตาม มองว่า วินัยทางการคลังถือว่ายังแข็งแกร่งอยู่

โดย เจเน็ต เยลเลน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐอเมริกา ได้ออกมาแถลงการณ์ว่า การตัดสินใจดาวน์เกรดครั้งนี้ของทริสเรตติ้งไม่ได้ทำให้ชาวอเมริกัน หรือนักลงทุน และคนทั่วโลกไม่ได้รับผลกระทบ และไม่ได้มีสิ่งที่เปลี่ยนแปลง ยังมองว่า พันธบัตรสหรัฐมีสภาพคล่อง และยังยืนยันว่า เศรษฐกิจสหรัฐ มีพื้นฐานที่แข็งแกร่ง 

แต่อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่า ในช่วงโควิด-19 ส่งผลให้ฐานะการคลังของแต่ละประเทศออกมาแย่กว่าเดิม รวมถึงประเทศไทยด้วยที่มีการเยียวยาก็ต้องใช้เงินคลัง สหรัฐ ก็เช่นกัน ได้มีการเยียวยาโควิด-19 ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา ต้องใช้เงินจากคลัง หรือการสร้างถนนหาทาง หรือมีโปรเจกต์ต่างๆ ก็ต้องใช้เงินคลัง ไม่ใช่อะไรใหม่แต่เป็นการขยี้ประเด็นจากฝ่ายค้านมาเรื่อยๆ ทำให้ตลอดทางก็ยังต้องประสบกับประเด็นดังกล่าว 

“หากดูสถานะของสหรัฐ ยังถือว่า มีความแข็งแกร่งดูดีที่สุด หากเทียบกับญี่ปุ่นที่มีหนี้สาธารณะค่อนข้างมาก เมื่อเทียบกับจีพีดี หรือหากเทียบกับยุโรป สถานการณ์ก็ไม่สู้ดีนัก” 

อิศรา พุฒตาลศรี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน(บลจ.) ดาโอ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า แม้ว่าตลาหุ้นเอเชียปรับตัวลงมา หลังจากที่ ฟิทช์ เรทติ้งส์ ออกมาประกาศปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของสหรัฐ ลงเหลือ AA+ 

ตลาดเอเชียที่ปรับตัวลงมา มองว่า ไม่ได้ปรับลงมาจากการปรับลดเครดิตสหรัฐจากฟิทช์ เรทติ้งส์ แต่เป็นการ Pullback หากย้อนไปดูช่วง 1- 2 วันที่ผ่านมา จะเห็นว่า ตลาดหุ้นเอเชียมีการปรับตัวขึ้นมาค่อนข้างเยอะ อย่างจีนก็ปรับขึ้นมาในช่วง 1 - 2 สัปดาห์ก่อนหน้านี้ มองว่า เป็นการ take profit ออกมาบ้าง

นอกจากนี้มองว่า การที่ฟิทช์ เรทติ้งส์ ปรับลดลงมาในครั้งนี้ไม่ได้เป็นผลกระทบแบบทันทีทันใด เพราะถ้าไปดูก่อนหน้านี้ก็มีเอสแอนด์พีที่มีการหั่นเครดิตลงมาก่อนหน้านี้แล้ว แต่การฟิทช์ เรทติ้งส์ ดาวน์เกรดลงมา มีการพูดถึงว่า หากสถานการณ์ของสหรัฐ เป็นอย่างนี้ต่อไปในอนาคตในปัญหาหนี้ที่อยู่ในระดับสูง จึงมองว่าการคลังน่าจะเข้ามาจัดการให้ดีกว่านี้ ซึ่งประเด็นนี้ที่ ฟิทช์ เรทติ้งส์ มีความกังวล มองว่า ค่อนข้างถูกต้อง แต่ปัญหาในระยะสั้นๆ ไม่ได้มีผลกระทบต่อตลาดมากนัก เพราะหากดูในหลายๆ ประเทศยังมีทุนสำรองเป็นดอลลาร์สหรัฐ อยู่ และการเทรดยังอยู่ในสกุลดอลลาร์ เป็นส่วนใหญ่ เพราะฉะนั้นประเด็นตรงนี้ยังไม่ได้มีความกังวลมากนัก เพียงแต่ว่า ที่มีการปรับลดลงมา เพื่อต้องการเตือนสหรัฐ ว่าปัญหาดังกล่าวต้องหาวิธีการเข้ามาจัดการในระยะยาว 

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์