“แบงก์ชาติ” รับแม้ภาพรวมธนาคารพาณิชย์มีเสถียรภาพ แต่สัญญาณการชำระหนี้เริ่ม “ถดถอย” เปราะบางลง จากผลกระทบต้นทุน-สงคราม ด้านสินเชื่อพลิกบวกรอบ 2 ปี แต่มาจากการขอสินเชื่อหมุนเวียนระยะสั้น เพื่อลดผลกระทบจาก “ราคาพลังงาน” ที่เพิ่มขึ้น ชี้อยู่ระหว่างพิจารณาเข้ากำกับสินเชื่อ “ซื้อก่อนผ่อนทีหลัง”
นายสมชาย เลิศลาภวศิน ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายกำกับสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า หากดูภาพรวมระบบธนาคารพาณิชย์ไตรมาส 1 ปี 2569 โดยรวมยังถือว่ามีเสถียรภาพ และความมั่นคง
สะท้อนจากจุดแข็งของภาคการเงินไทย ทั้งระดับเงินกองทุนระบบธนาคารที่ยังอยู่ในระดับสูงราว 20% ขณะที่การกันสำรองรองรับเหตุการณ์ไม่คาดคิดก็อยู่ในระดับสูงเช่นกัน โดย NPL Coverage Ratio อยู่ที่ประมาณ 175% รวมถึงสภาพคล่องที่ยังอยู่ในระดับสูง ซึ่งถือเป็นจุดแข็งสำคัญของธนาคารพาณิชย์ไทยในปัจจุบัน
แต่อย่างไรก็ตาม หากดูด้านคุณภาพสินเชื่อ ก่อนเกิดสถานการณ์สงคราม ธนาคารพาณิชย์มองแนวโน้มลูกหนี้ช่วง 2 เดือนแรกของปีค่อนข้างดี และเห็นการฟื้นตัวชัดเจน ลูกหนี้ที่อยู่ระหว่างการปรับโครงสร้างหนี้เริ่มกลับมาชำระหนี้ได้ดีขึ้น
ธปท.ชี้คุณภาพหนี้เริ่ม ‘ถดถอยลง’
แต่หลังเกิดสงคราม สัญญาณการชำระหนี้เริ่มกลับมา “ถดถอยลง” บ้างจึงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามต่อไป ทั้งนี้เริ่มเห็นบางภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบค่อนข้างมาก แต่ตัวเลขเริ่มผิดนัดชำระหนี้ไม่เกิน 30 วันเพิ่มขึ้นในบางเซกเตอร์เท่านั้น ซึ่งธนาคารพาณิชย์พยายามช่วยเหลือลูกหนี้ผ่านมาตรการต่างๆ ต่อเนื่อง
สำหรับ ภาพหนี้เสียหรือเอ็นพีแอลในไตรมาส 1 ที่ผ่านมา ถือว่าอยู่ระดับทรงตัวที่ 2.85% เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก 2.84% ในไตรมาสก่อนหน้า ขณะที่หนี้เสียใหม่ หรือ New NPL มีแนวโน้มชะลอลงในทุกพอร์ต หากไม่มีเหตุการณ์เพิ่มเติมเข้ามากระทบ สอดคล้องแนวทางการปล่อยสินเชื่ออย่างระมัดระวังของธนาคารพาณิชย์ช่วงที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม หากดูภาพสินเชื่อเอสเอ็มอี พบว่า หนี้เอ็นพีแอลเพิ่มขึ้นมาที่ 9.16% จาก 9.03% โดยส่วนหนึ่งมาจากฐานของสินเชื่อที่ลดลง และบางส่วนพบว่าเปราะบางเพิ่มขึ้น ทั้งเปราะบางอยู่แล้วตั้งแต่ก่อนโควิด-19 โดยเฉพาะเอสเอ็มอี
ดังนั้นต้องติดตามใกล้ชิด เช่นเดียวกับสินเชื่อบ้านที่หนี้เสียปรับเพิ่มขึ้น จากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว และกระทบต่อกลุ่มผู้ที่รายได้อิสระ ผู้ประกอบธุรกิจส่วนตัวที่รายได้ลดลง รวมถึงรายได้น้อยกว่า 100,000 บาท ที่เริ่มเห็นหนี้เสียเพิ่มขึ้น
ส่วนกรณีบริษัทจดทะเบียนที่เริ่มมีปัญหาชำระหนี้ ต้องแยกเป็นรายกลุ่ม เพราะบางธุรกิจมีความเปราะบางอยู่เดิมจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวอยู่แล้ว เมื่อมีแรงกระแทกเพิ่มอาจไปต่อไม่ไหว แต่ภาพรวมยังมองว่าผลกระทบจำกัดบางเซกเตอร์เท่านั้น
ขณะที่ธุรกิจขนาดใหญ่ส่วนใหญ่ยังดูแลตัวเองได้ ขณะที่กลุ่มเอสเอ็มอีธนาคารเข้าไปดูแลอย่างใกล้ชิด ทั้งผ่อนผัน และการช่วยเหลือเรื่องชำระหนี้ แต่ทั้งนี้ความสามารถปรับตัวของแต่ละธุรกิจ รวมถึงความสามารถผลักภาระต้นทุนไปยังราคาสินค้าจะทำให้ผลกระทบต่างกันไปไม่สามารถสรุปแบบเหมารวมได้ว่า ธุรกิจจำนวนมากจะล้มพร้อมกัน แต่ธุรกิจที่อ่อนแออยู่เดิมก็ย่อมเผชิญความยากลำบากมากขึ้นในช่วงนี้
สินเชื่อกลับมาพลิกบวกในรอบ 2 ปี
สำหรับ ภาพรวมสินเชื่อ ไตรมาส 1 ปี สินเชื่อรวมยังขยายตัว กลับมาขยายตัวเป็นบวก 0.2% จากติดลบเกือบ 2 ปี ปัจจัยหลักมาจากสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ จากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางส่งผลให้ต้นทุนพลังงาน ราคาวัตถุดิบปรับสูงขึ้น หลายอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบจำเป็นต้องใช้เงินทุนหมุนเวียนเพิ่ม โดยเฉพาะธุรกิจขนาดใหญ่
สวนทางสินเชื่อเอสเอ็มอี และภาคครัวเรือนที่สินเชื่อยังหดตัวต่อเนื่อง สะท้อนต้นทุนเครดิตที่ยังอยู่ในระดับสูง โดยสินเชื่อเอสเอ็มอีติดลบต่อเนื่องเป็น 15 ไตรมาสติด มาอยู่ที่ -4.0% จากไตรมาสก่อนหน้าที่ -3.9% ส่วนหนึ่งมาจากธนาคารพาณิชย์ระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อให้กับทั้งสองกลุ่มมากขึ้น
“สินเชื่อรวมกลับมาเติบโตเป็นบวกครั้งแรกรอบเกือบ 2 ปี ส่วนใหญ่เป็นสินเชื่อเงินทุนหมุนเวียน เกิดจากต้นทุนที่สูงขึ้น ไม่ได้มาจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่คึกคักขึ้น จึงคาดว่าแนวโน้มดังกล่าวจะยังดำเนินต่อไปอีกระยะหนึ่ง"
2 รายขอผ่อนผันตั้ง “เวอร์ชวลแบงก์”
สำหรับ ความคืบหน้าของ Virtual Bank ปัจจุบันมี 1 รายที่ได้รับใบอนุญาตจากกระทรวงการคลังแล้ว คือ ธนาคารคลิกซ์ (CLICX) ภายใต้ การร่วมทุนธนาคารกรุงไทย (KTB), AIS (ADVANC) และ OR
ส่วนอีก 2 ราย ได้ขอผ่อนผันการจัดตั้งแล้ว คาดว่าอีก 1 รายจะพร้อมภายในปีนี้ และอีก 1 รายน่าจะเป็นปีหน้า ทั้งนี้ แม้ตามเกณฑ์เดิมจะกำหนดให้เปิดดำเนินการภายในวันที่ 19 มิ.ย.69 นี้
แต่ ธปท.มองว่าความพร้อมแต่ละรายแตกต่างกัน และประสบการณ์ต่างประเทศก็ใช้เวลาต่างกัน บางแห่งใช้เวลา 18-20 เดือน หรือมากกว่านั้น
“ไม่ได้คาดหวังว่าทุกแห่งจะเกิดพร้อมกัน เพราะต่างประเทศก็มีลักษณะเช่นเดียวกัน โดย ธปท.จะประเมินตามความพร้อมจริงของแต่ละราย และยังคงยึดหลักให้มีผู้เล่น 3 รายตามกรอบเดิมก่อน จากนั้นจึงประเมินผลการดำเนินงานในระยะต่อไปว่าจะเปิดรับเพิ่มหรือไม่”
สำหรับคำถามที่ว่ารัฐบาลมีแนวคิดในการผลักดันไทยเป็น Financial Hub นั้นมองว่า การเป็น Financial Hub เป็นเรื่องที่มีการคิดกันมานาน และเป็นเรื่องระยะยาว เพราะต้องยกระดับหลายด้าน
ทั้งโครงสร้างสถาบัน กฎเกณฑ์ และความพร้อมของประเทศ ไม่ใช่หน้าที่ของ ธปท.เพียงฝ่ายเดียว ส่วนการควบรวมกิจการนั้น มองว่าเป็นเรื่องของโอกาสทางธุรกิจ หากการรวมกันช่วยเพิ่มประสิทธิภาพหรือเสริมจุดแข็งระหว่างพันธมิตร ก็สามารถเกิดขึ้นได้ ไม่ต่างจากธุรกิจประเภทอื่น
จ่อกำกับ BNPL คาดชัดเจนปีนี้
อีกประเด็น คือ Buy Now Pay Later (BNPL) “สินเชื่อซื้อก่อนผ่อนทีหลัง” ที่มองว่าการเกิดขึ้นของสินเชื่อประเภทนี้มาจากการพัฒนาการทางการเงินที่จริงๆ ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่พัฒนามาพร้อมแพลตฟอร์มดิจิทัล ทำให้เข้าถึงการบริโภคได้ง่าย และเร็วขึ้น ซึ่งมีทั้งประโยชน์ และความเสี่ยง
หากใช้เพื่อรองรับความจำเป็นระยะสั้นก็ถือว่าตอบโจทย์ผู้บริโภคปิดแก๊ปในการเข้าถึงสินเชื่อได้ แต่หากใช้เพื่อการบริโภคเกินจำเป็น หรือเกินความสามารถในการชำระหนี้ ก็เป็นประเด็นที่ต้องเฝ้าระวัง รวมถึงเรื่องอัตราดอกเบี้ย และภาระหนี้ที่อาจเกิดขึ้น
ปัจจุบัน ธปท. อยู่ระหว่างศึกษาเรื่องนี้อยู่ และคาดว่าภายในปีนี้จะมีความชัดเจนมากขึ้นว่า BNPL ควรถูกกำกับดูแลหรือไม่ และควรกำกับในระดับใด โดยปัจจุบันมีทั้งผู้ให้บริการที่อยู่ภายใต้การกำกับของ ธปท.และผู้ให้บริการที่ยังไม่อยู่ภายใต้การกำกับ
ขณะที่ ขนาดตลาด และผลกระทบเชิงระบบยังอยู่ระหว่างการศึกษา และประเมินความเหมาะสมในการกำกับดูแลต่อไป
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์

