background-default

วันศุกร์ ที่ 16 มกราคม 2569

Login
Login

Thaioil Weekly Oil Market and Outlook as of 28 April 2025

Thaioil Weekly Oil Market and Outlook as of 28 April 2025

ราคาน้ำมันดิบทรงตัวในระดับต่ำ หลังตลาดลดความกังวลการตั้งกำแพงภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ

ไทยออยล์คาดราคาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัสในสัปดาห์นี้จะเคลื่อนไหวที่กรอบ 60-70 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล
ส่วนน้ำมันดิบเบรนท์เคลื่อนไหวที่กรอบ 62-72 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล

Thaioil Weekly Oil Market and Outlook as of 28 April 2025

แนวโน้มสถานการณ์ราคาน้ำมันดิบ (25 – 1 พ.ค. 68)

ราคาน้ำมันดิบมีแนวโน้มทรงตัวในระดับต่ำเนื่องจากตลาดคาดการณ์ว่าสงครามภาษีระหว่างสหรัฐฯ และจีนจะไม่ยกระดับไปมากกว่าระดับปัจจุบัน ขณะที่สหรัฐฯ มีการเจรจากับผู้ประกอบกิจการค้าปลีกรายใหญ่ในประเทศเพื่อหารือผลกระทบที่มีต่อราคาสินค้านำเข้า  อย่างไรก็ดี IMF ปรับคาดการณ์อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ของโลกในปี 68 และ 69 ลดลงจากการคาดการณ์ก่อนหน้า ขณะที่รัสเซียเสนอการเจรจาโดยตรงกับยูเครนเป็นครั้งแรก เพื่อหารือข้อตกลงยุติการโจมตีพลเรือน นอกจากนี้ การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศในประเทศจีนไตรมาส 1/68 ลดลงแตะระดับต่ำที่สุดเป็นประวัติการณ์ กดดันเศรษฐกิจโลก

ปัจจัยสำคัญที่คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อสถานการณ์ราคาน้ำมันในสัปดาห์นี้

•  ตลาดคลายกังวลจากนโยบายการตั้งกำแพงภาษีสหรัฐฯ ที่มีแนวโน้มลดความตึงเครียดลงหลังรัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ นาย Scott Bessent กล่าวในที่ประชุมผู้ลงทุนแบบปิด ณ กรุง Washington ในสหรัฐฯ ว่าสงครามภาษีกับจีนจะไม่ยกระดับไปมากกว่าระดับปัจจุบัน และมีแนวโน้มอ่อนลงในอนาคตอันใกล้ แม้การเจรจาอย่างเป็นทางการจะยังไม่เริ่มต้น แต่คาดว่าจะมีการหารือระหว่างสหรัฐฯ และจีนในเร็วๆ นี้
 


 

•  ขณะที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ นาย โดนัลด์ ทรัมป์ หารือกับบริษัทผู้ประกอบกิจการค้าปลีกรายใหญ่ในประเทศ ณ วันที่ 22 เม.ย. 68 เพื่อหารือเกี่ยวกับความกังวลในอัตราภาษีสินค้านำเข้าซึ่งจะถูกผลักภาระสู่ผู้บริโภค เนื่องจากต้นทุนของสินค้าต่างประเทศสูงขึ้นจากมาตรการภาษีตอบโต้ โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างผ่อนผันแก่หลายประเทศให้เก็บอัตราขั้นต่ำที่ 10% ของมูลค่านำเข้า เป็นเวลา 90 วัน ตั้งแต่วันที่ 2 เม.ย. 68 อย่างไรก็ดี จีนถูกเก็บภาษีสินค้าส่วนใหญ่ที่ 145% และบางชนิดสูงสุดที่ 245% ของมูลค่านำเข้า ทั้งนี้ CNBC คาดการณ์เรือบรรทุกสินค้าจากจีนที่เตรียมเทียบท่าสหรัฐฯ ประจำสัปดาห์สิ้นสุด ณ วันที่ 3 พ.ค. 68 จะลดลง 6 เที่ยวเรือ มาอยุ่ที่ 16 เที่ยวเรือ และระหว่างวันที่ 4-10 พ.ค. 68 จะอยู่ที่ 12 เที่ยวเรือ และคาดว่าจะลดต่ำลงต่อเนื่อง จากอัตราภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนที่ยังคงอยู่ในระดับสูงเป็นประวัติการณ์

•  กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ปรับคาดการณ์อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ของโลกในปี 2568 และ 2569 มาอยู่ที่เติบโต 2.8% และ 3% เทียบกับช่วงเดียวกันกับปีก่อนหน้าตามลำดับ โดยเป็นการเติบโตที่ลดน้อยลงจากเดิมคาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้น 3.3% ในปี 2568 และ 2569 จากมาตรการภาษีตอบโต้ระหว่างประเทศของสหรัฐฯ ลดความเชื่อมั่นของผู้บริโภค และส่งผลให้เศรษฐกิจชะลอตัวลง รวมถึงอัตราดอกเบี้ยนโยบายในหลายประเทศ โดยเฉพาะในยุโรปที่ยังคงอยู่ในระดับสูงทำให้ภาคการเงินตึงตัว กดดันภาคการลงทุนชะลอตัวกว่าคาดการณ์

•  ตลาดคลายความกังวลเรื่องสงครามระหว่างรัสเซียและยูเครน เนื่องจากวันที่ 21 เม.ย. 68 ประธานาธิบดีรัสเซีย นาย Vladimir Putin เสนอการเจรจาโดยตรงกับยูเครนเป็นครั้งแรกตั้งแต่เกิดสงคราม ขณะที่ประธานาธิบดียูเครน นาย Volodymyr Zelenskyy กล่าวว่าพร้อมหารือเพื่อยุติการโจมตีพลเรือน ทั้งนี้ ทั้งสอง

 

ฝ่ายอยู่ภายใต้แรงกดดันจากสหรัฐฯ โดยเมื่อวันที่ 18 เม.ย. 68 นาย Marco Rubio รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐฯ กล่าวว่าประธานาธิบดีสหรัฐฯ นายโดนัลด์ ทรัมป์จะยุติบทบาทการเป็นคนกลางของสหรัฐฯ ในการเจรจาสันติภาพรัสเซียและยูเครนภายในไม่กี่วัน หากยังไม่มีสัญญาณความคืบหน้าในการบรรลุข้อตกลง

•  เศรษฐกิจจีนยังคงมีแนวโน้มซบเซาเนื่องจากกระทรวงพานิชย์รายงานการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศในประเทศจีนไตรมาส 1/68 ลดลง 10.8% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว อยู่ที่ระดับ 3.69 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยเป็นระดับที่ต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ จากนักลงทุนกังวลความเสี่ยงภาวะเงินฝืด สงครามการค้า และความไม่โปร่งใสของข้อมูลงบดุลของบริษัทจีน

•  ตัวเลขทางเศรษฐกิจที่สำคัญที่น่าติดตามในสัปดาห์นี้คือ ตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐฯ ได้แก่ ยอดขายบ้านเดือน มี.ค. 68 อัตราการจ้างงาน เดือน มี.ค. 68 อัตราการลาออกจากงาน เดือน มี.ค. 68 อัตราการว่างงาน เดือน เม.ย. 68 ตัวเลขจีดีพีไตรมาส 1/68 ดัชนีราคารายจ่ายเพื่อการบริโภค เดือน มี.ค. 68 จำนวนคนยื่นขอสวัสดิการจ้างงาน เดือน เม.ย. 68 ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคอุตสาหกรรม เดือน เม.ย. 68 ตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญของยุโรป ได้แก่ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค เดือน เม.ย. 68 ตัวเลขจีดีพี ไตรมาส 1/68 ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคอุตสาหกรรมการผลิต เดือน เม.ย.68 อัตราเงินเฟ้อ เดือน เม.ย. 68 อัตราการว่างงาน เดือน มี.ค. 68 และดัชนีราคาผู้บริโภค เดือน เม.ย. 68 และตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญของจีน ได้แก่ ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคอุตสาหกรรม และไม่ใช่ภาคอุตสาหกรรม เดือน เม.ย. 68
 

สรุปสถานการณ์ราคาน้ำมันในสัปดาห์ที่ผ่านมา (18 – 24 เม.ย. 68)

ราคาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัสในสัปดาห์ที่ผ่านมาปรับลดลง 1.89 ดอลลาร์สหรัฐฯ มาอยู่ที่ 62.79 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ในขณะที่ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ปรับลดลง 1.41 ดอลลาร์สหรัฐฯ มาอยู่ที่ 66.55 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ส่วนราคาน้ำมันดิบดูไบปิดเฉลี่ยอยู่ที่ 67.61 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล หลังเศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มชะลอตัวลง หลังเมื่อวันที่ 17 เม.ย. 68 ผลสำรวจของ Reuters Poll ชี้มีโอกาส 45% ที่สหรัฐฯ จะเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย (Recession) ภายใน 12 เดือน ซึ่งมีแนวโน้มทำให้อุปสงค์น้ำมันโลกปรับลดลงอย่างมีนัยสำคัญเนื่องจากสหรัฐฯ เป็นผู้บริโภคปิโตรเลียมรายใหญ่ที่สุดของโลก โดยเฉลี่ยอยู่ที่ระดับ 20.31 ล้านบาร์เรลต่อวัน ในปี 2567 ขณะที่สำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานสหรัฐฯ (EIA) เปิดเผยตัวเลขน้ำมันดิบคงคลังสหรัฐฯ ประจำสัปดาห์สิ้นสุด ณ วันที่ 18 เม.ย. 68 ปรับเพิ่มขึ้น 0.2 ล้านบาร์เรล สู่ระดับ 443.1 ล้านบาร์เรล ซึ่งสวนทางกับที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะปรับลดลง 0.8 ล้านบาร์เรล อย่างไรก็ตาม อุปทานน้ำมันดิบโลกตึงตัวมากขึ้นเนื่องจากสหรัฐฯ ได้ประกาศมาตรการคว่ำบาตรรอบใหม่ต่อผู้ประกอบการขนส่งก๊าซปิโตรเลียมเหลวและน้ำมันดิบของอิหร่าน โดยแม้ก่อนหน้านี้จะมีสัญญาณบวกเกี่ยวกับความคืบหน้าในการเจรจาโครงการนิวเคลียร์ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน แต่การที่ยังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงได้ อาจส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อการส่งออกน้ำมันของอิหร่าน นอกจากนี้ ตลาดน้ำมันยังได้รับแรงหนุนจากการฟื้นตัวของตลาดหุ้นโลกเนื่องจากที่รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ แสดงความเห็นในเชิงบวกว่า ความขัดแย้งทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนอาจเริ่มคลี่คลายลงในเร็ววันนี้ ซึ่งช่วยส่งเสริมความเชื่อมั่นของนักลงทุนในตลาด