ไพบูลย์ นลินทรางกูร

The Fundamental View ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บล. ทิสโก้

15 สิงหาคม 2561
1,502

ยังไม่มี Asset Class ไหนน่าสนใจกว่าหุ้น

นักลงทุนที่ติดตามการเคลื่อนไหวของตลาดทุนโลกจะทราบดีว่า ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา

หุ้นคือ Asset Class ที่ให้ผลตอบแทนสูงที่สุด และไม่ใช่แค่นั้น หุ้นยัง Outperform สินทรัพย์ทางการเงินทุกประเภทแบบทิ้งกันไม่เห็นฝุ่น ยกตัวอย่าง หุ้นสหรัฐฯ ปรับขึ้นเกือบ 300% นับจากต้นปี 2009 หุ้นไทยก็ขึ้นเกือบ 300% ในขณะที่พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ และรัฐบาลไทย ให้ผลตอบแทน 31% และ 39% ตามลำดับ แม้แต่พันธบัตรเสี่ยงสูงมากอย่าง Junk Bonds ของสหรัฐฯ ก็ให้ผลตอบแทนเพียง 152% ที่แย่สุดคือ Commodities ที่ให้ผลตอบแทนแค่ 33% ใกล้เคียงพันธบัตรรัฐบาล แต่ระดับความเสี่ยงสูงกว่ามาก

ถ้าเทียบกันแบบปีต่อปี หุ้นก็ยังคงชนะ Asset Class ประเภทอื่นๆ เกือบทุกปี ยกเว้นปี 2011 ปีเดียว ที่ตราสารหนี้ให้ผลตอบแทนสูงกว่า ในปีนั้นตราสารหนี้ของตลาดเกิดใหม่และพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 8% ในขณะที่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ซึ่งเป็นตลาดหุ้นที่ดีที่สุดในโลกในปีนั้น ให้ผลตอบแทน 3%

สำหรับปีนี้ จัดว่าเป็นปีที่ไม่ค่อยดีสำหรับหุ้น เพราะ Fed เริ่มขึ้นดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่อง พร้อมๆ กับลดปริมาณเงินในระบบ บวกกับความเสี่ยงเรื่องสงครามการค้า ทำให้เกิดแรงเทขายหุ้นทั่วโลก แต่ก็ยังมีตลาดหุ้นหลายแห่งที่ให้ผลตอบแทนที่ดี เช่น ตลาดหุ้นนอร์เวย์ (+10%) ตลาดหุ้นรัสเซีย (+8%) หรือแม้แต่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เองก็ปรับขึ้น 6% โดยเฉพาะหุ้นในตลาด NASDAQ ที่ส่วนใหญ่เป็นบริษัทเทคโนโลยี ปรับขึ้นกว่า 13%

จริงๆ ไม่ใช่แค่หุ้นเท่านั้นที่ Perform ได้ไม่ดีในปีนี้ แต่ Asset Class อื่นๆ ก็ไม่ค่อยดีเช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็น Commodities (-3%) ที่แม้ราคาน้ำมันจะฟื้นตัว แต่ราคาทองคำและแร่เหล็กยังลดลงมาก พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (-2%) พันธบัตรรัฐบาลไทย (0%) หรือแม้แต่ US Junk Bonds (+2%) ก็ให้ผลตอบแทนเพียงเล็กน้อย

มองไป 12 เดือนข้างหน้า ผมเชื่อว่าหุ้นยังเป็น Asset Class ที่น่าลงทุนที่สุด เหตุผลหลักเป็นเพราะนักลงทุนสถาบันทั่วโลกจำเป็นต้องทยอยลดการลงทุนในตราสารหนี้ในช่วงดอกเบี้ยขาขึ้น เพราะทุกๆครั้งที่ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น พันธบัตรจะมีมูลค่าลดลงทำให้เกิดผลขาดทุนทันที เมื่อขายตราสารหนี้แล้ว นักลงทุนเหล่านี้ก็จำเป็นต้องโยกเงินไปไว้ที่ไหนสักแห่ง ซึ่งหนีไม่พ้นหุ้น เพราะยังไม่มี Asset Class ไหนที่ใหญ่ น่าสนใจ และมีสภาพคล่องเพียงพอที่จะรองรับเม็ดเงินเหล่านี้ได้

นอกจากนั้น ราคาหุ้นในปัจจุบัน ที่ 15 เท่า P/E (Forward) ของตลาดพัฒนาแล้ว และ 11 เท่าของตลาดเกิดใหม่ ก็ถือว่าไม่แพง และที่สำคัญ แนวโน้มผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนยังดูแข็งแรงมากในหลายประเทศ แม้กระทั่งในสหรัฐฯ ที่ส่วนใหญ่เป็นบริษัทขนาดใหญ่ ผลประกอบการยังขยายตัวได้ถึง 25% ในไตรมาส 2 ที่ผ่านมา

แน่นอนว่าการที่เราอยู่ในภาวะตลาดกระทิงมาแล้วเกือบ 10 ปี ทั้งในสหรัฐฯ ในไทย และในอีกหลายๆ ประเทศ (เทียบกับค่าเฉลี่ยอายุตลาดกระทิง ที่ 7 ปีของสหรัฐ และ 3 ปีของไทย) คงทำให้ความมั่นใจของนักลงทุนเริ่มลดน้อยลง อีกทั้ง Yield Curve ของพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ค่อนข้างแบนราบ ซึ่งในอดีตมักจะเป็นสัญญานเตือนภัยว่าเศรษฐกิจกำลังจะเริ่มเข้าสู่ภาวะถดถอย ยิ่งทำให้นักลงทุนกังวลมากขึ้น

ผมไม่ค่อยชอบใช้คำว่า “This Time It’s Different” เพราะมันมักจะทำให้เราชะล่าใจและมองข้ามความเสี่ยงที่เคยเกิดขึ้นในอดีต แต่หลายๆ อย่างที่เกิดขึ้นหลังวิกฤตเศรษฐกิจโลกรอบนี้ ต้องยอมรับว่าไม่เหมือนที่เคยเกิดขึ้นในอดีต ไม่ว่าจะเป็น นโยบาย Quantitative Easing ที่ไม่เคยใช้กันมาก่อน เงินเฟ้อโลกก็ไม่เคยต่ำเป็นเวลานานขนาดนี้ เทคโนโลยีก็พัฒนาไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำธุรกิจอย่างมหาศาล และอื่นๆ อีกมากมาย

ผมเชื่อว่าตลาดหุ้นโลกจะยังอยู่ในขาขึ้นไปอีกอย่างน้อยๆ จนถึงสิ้นปีหน้า เพราะเศรษฐกิจโลกโดยรวมยังดูดี ความเสี่ยงหลักคือสงครามการค้า แต่ผมมองว่าจะไม่บานปลายเพราะเป็น “Lose-lose Proposition” ของทุกฝ่าย ดังนั้นน่าจะจบลงด้วยดีด้วยวิธีการเจรจา ดอกเบี้ยขาขึ้นจะยังไม่ส่งผลทางด้านลบต่อเศรษฐกิจโลกในช่วง 12 เดือนข้างหน้า เพราะระดับของดอกเบี้ยยังค่อนข้างต่ำ บวกกับ “Lag Effects” สำหรับตลาดหุ้นไทย แนวโน้มก็ยังดูดี และภายในปี 2019 เราน่าจะได้เห็นตลาดหุ้นไทยทำสถิติสูงสุดใหม่อีกครั้ง

แชร์ข่าว :
Tags: