ดร. อาจารี ถาวรมาศ

Access-Europe (www.access-europe.eu)

6 สิงหาคม 2561
940

สิทธิ์สตรีในไทย เปรียบเทียบกับยุโรป

ออกตัวไว้ก่อนเลยว่า ผู้เขียน ไม่ใช่นักสตรีนิยม แต่เป็นเพียงผู้หญิงคนหนึ่งที่มีความเชื่อในศักยภาพของปัจเจกบุคคล ไม่ว่าชายหญิงหรือเพศที่สาม

  • ปัจจุบันนับได้ว่าสตรีหรือผู้หญิงมีสิทธิ์ขึ้นมากในสังคมไทยกว่าสมัยก่อนเยอะแล้ว มักเห็นนักสตรีนิยิมคนดังหลายท่านออกมาแสดงเจตน์จำนงค์และสร้างแรงบันดาลใจให้กับชาวโลกในการรณรงค์เรียกร้อง “ความเท่าเทียมกันทางเพศ” และ “สิทธิสตรี” จึงทำให้มานั่งหวนว่าสิทธิ์ขั้นพื้นฐานที่หญิงไทยพึงมี พึงได้ และควรเรียกร้องจากสังคมและจากรัฐบาลไทยน่าจะมีอะไรอีกบ้าง
  • ล่าสุด มี สส. ยุโรปชาย จากพรรคขวาจัด กล่าวในการ debate ในสภายุโรปว่าผู้หญิงควรจะได้รับค่าจ้างต่ำกว่าผู้ชาย เพราะพวกเธอนั้น อ่อนแอกว่า ตัวเล็กกว่าหรือด้อยกว่า (แล้วแต่จะตีความ) และฉลาดน้อยกว่า– weaker, smaller, and less intelligence” เป็นแบบนั้นจริงๆ หรือ? แล้วในสังคมไทยหละ
  • มองว่าความเท่าเทียมกันรวมทั้งความเท่าเทียมกันทางเพศ ดูเหมือนจะไม่ใช่สูตรสำเร็จในสังคมไทย และยังไม่ได้รับยกย่องให้เป็นค่านิยมที่น่าส่งเสริมของสังคมแต่ความเหลื่อมล้ำในสังคมต่างหากกลับกลายเป็นเรื่องที่คนยอมรับได้ โดยเฉพาะเกี่ยวกับสิทธิ์และความคาดหวังที่สังคมมีกับผู้ชายและผู้หญิงนั้นหละทำไมถึงแตกต่างกัน?

 

คงต้องออกตัวไว้ก่อนเลยว่า ผู้เขียนนั้นไม่ใช่นักสตรีนิยมหรือแฟมินิสต์ (มาแต่ไหนแต่ไร) แต่เป็นเพียงผู้หญิงคนหนึ่งที่มีความเชื่อในศักยภาพและความสามารถของปัจเจกบุคคล ไม่ว่าจะเพศไหน ชายหรือหญิง หรือจะเป็นเพศที่สาม (ชายอยากเป็นหญิง หรือหญิงอยากเป็นชาย)

เป็นเพียงผู้หญิงที่เชื่อว่า คนเราควรต้องได้รับ โอกาสและ ความเท่าเทียมกันในสังคมไม่ว่าจะเป็นเพศใด และควรต้องได้รับสิทธิ์ขั้นพื้นฐานและโอกาสในการดำเนินชีวิตที่ดี (ในระดับหนึ่ง) ในขณะที่เขียนไปก็รู้ว่าการเปลี่ยนบรรทัดฐานและความคาดหวังของสังคมเกี่ยวกับหญิงและชาย รวมทั้งความมุ่งหวังในการปรับเปลี่ยนนโยบายของภาครัฐนั้นดูจะไม่ใช่เรื่องง่าย แต่อยากยกตัวอย่างประเด็นน่าสนใจเกี่ยวกับสิทธิ์สตรีที่ยุโรปปรับใช้ มาให้ลองคิดพิจารณากันดูว่าแนวทางไหนที่เหมาะกับสังคมไทย

ผู้หญิงกับการทำงาน ตำแหน่งระดับสูง และเสรีภาพทางการเงิน

ในยุโรป เรื่องความเท่าเทียมกัน รวมทั้งความเท่าเทียมกันทางเพศ ถือเป็นค่านิยมพื้นฐานของสังคม ภาครัฐยุโรป โดยเฉพาะสหภาพยุโรปให้ความสำคัญกับการส่งเสริมและสร้างสังคมที่มีความเท่าเทียม ลดความเหลื่อมล้ำ และมีโอกาสให้กับคนทุกเพศ ทุกวัย ทุกสถานะ ไม่ว่าจะจนหรือรวย หรือแม้แต่ผู้พิการก็มีการสร้างโอกาสและพื้นที่ให้เขาในสังคม

หากจะพูดเรื่องการทำงานและการเข้าสู่ตลาดงาน สถิติของยุโรปแสดงว่า

  • ในภาพรวม การจ้างงานเพศหญิงในยุโรปอยู่ที่ประมาณ 40 – 75 % (แล้วแต่ประเทศไหน) แต่ที่น่าสนใจคือว่า ผู้หญิงในยุโรปทำงานpart-time มากกว่าผู้ชาย และที่สำคัญทำงานในสาขาและในตำแหน่งที่มีมูลค่าและความสำคัญน้อยกว่างานของผู้ชาย
  • หากดูจำนวนผู้เรียนจบมหาวิทยาลัยในยุโรปทั้งหมด นับเป็นผู้หญิงจำนวนถึง 60 % แต่พอดูจำนวนผู้หญิงที่ทำงานในสาขาวิศวะกร นักวิทยาศาสตร์ มีเพียงประมาณ 33 % แต่ในงานสาขาด้านสังคมและการศึกษา เป็นหญิงถึง 60 %
  • ที่สำคัญ ผู้หญิงในยุโรปได้รับเงินค่าจ้างต่ำกว่าเพศชายถึง 16 % (ค่าจ้างต่อชั่วโมง)

ล่าสุดในระหว่างการประชุมสภายุโรป มีการโต้แย้งระหว่างนักการเมืองยุโรป ซึ่งเป็น สส. ยุโรป ขวาจัด เพศชายชาวโปร์แลนด์ กับ สส. หญิงชาวสเปนในสภายุโรป ที่ดุดเดือดมากในประเด็นดังกล่าว โดย สส. ชายกล่าว่า “ผู้หญิงควรจะได้รับค่าจ้างน้อยกว่าผู้ชาย เพราะพวกเธอ ตัวเล็ก/ด้อยกว่า อ่อนแอกว่า และ ฉลาดน้อยกว่า – smaller, weaker, and less intelligence”

เรื่องนี้ทำให้ประเด็นเรื่องสิทธิ์สตรีและบทบาทของเพศหญิงได้รับความสนใจมากในยุโรป ในที่สุด สส. ชายดังกล่าวต้องถูกลงโทษโดยการพักงานไปสักพัก เพราะการพูดจาดูหมิ่นในลักษณะดังกล่าว นี่คือคุณค่าทางสังคมที่ยุโรปใส่ใจ

นอกจากนั้น ยุโรปยังตั้งเป้าส่งเสริมให้มีการจ้างงานเพศหญิงในตำแหน่งระดับสูงของบริษัท (ยกเว้น SMEs) ให้ได้ถึง 40 % และส่งเสริมให้ผู้หญิงมีส่วนร่วมในการเมืองและการกำหนดนโยบายของประเทศมากขึ้น คือเล่นการเมืองมากขึ้น มาร่วมกันพัฒนาประเทศให้มากขึ้น และที่สำคัญหากมีอาชีพการงานที่ดีขึ้นแล้ว พวกเธอก็จะมีเสรีภาพทางการเงินมากขึ้น (ไม่ต้องขึ้นอยู่กับฝ่ายชายเสียอย่างเดียว)

ในประเทศไทยก็น่าจะมีการรวบรวมและวิเคราะห์สถิติเรื่องสัดส่วนของหญิงและชายแบบนี่ไว้ด้วย หรือหากมีแล้วก็อย่าเก็บไว้เฉยๆ ควรนำมากำหนดเป็นนโยบายและตั้งเป้าหมายเรื่องสิทธิ์สตรีและส่งเสริมการจ้างงานเพศหญิง เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในสังคม จริงๆ สำหรับประเทศไทย อยากเห็นนักการเมืองหญิงมากขึ้น นักธุรกิจหญิง CEO หญิงมากขึ้น และบทบาทของเพศหญิงในการร่วมกันพัฒนาประเทศและสังคมไทยให้มากขึ้น และต้องได้ค่าจ้างและค่าตอบแทนที่เท่าเทียมกับผู้ชาย

ผู้หญิงที่เป็นแม่ กับบทบาทของพ่อ - ลาคลอดได้ 3 เดือนน้อยไปไหม?

ข้อมูลที่น่าสนใจอีกอันหนึ่งก็คือว่า เมื่อผู้หญิงคลอดบุตรแล้ว บรรทัดฐานและความคาดหวังของสังคมคืออะไร แม่ต้องอยู่บ้านเลี้ยงลูก? ให้นมหนะแน่นอน แล้วพ่อหละ?

ข้อมูลจากกระทรวงแรงงาน บอกว่า ลูกจ้าง ซึ่งเป็นหญิงมีครรภ์มีสิทธิลาคลอดก่อนและหลังคลอดครรภ์หนึ่งไม่เกิน 90 วัน โดยให้นับรวมวันหยุดที่มีระหว่างวันลาด้วย และให้นายจ้างจ่ายค่าจ้างแก่ลูกจ้าง ซึ่งลาคลอด เท่ากับค่าจ้างในวันทำงานตลอดระยะเวลาที่ลา แต่ไม่เกิน 45 วัน

สรุปกฎหมายไทยกำหนดให้ ผู้หญิงสามารถลาคลอดได้ 3 เดือน แต่ชาย (เฉพาะที่เป็นข้าราชการและลูกจ้างราชการ) สามารถลาไปดูแลภรรยได้ 15 วันและได้รับเงินเดือน (ในภาคเอกชนหรือองค์กรอื่นๆ มีแตกต่างกันออกไป) จึงขอสนับสนุนให้ผู้ชายที่มีสิทธิ์ดังกล่าวรีบใช้สิทธิ์นี้และลาไปดูแลภรรยา เพราะช่วงแรกของการคลอดและดูแลทารกนั้นสำคัญที่สุดและผู้หญิงต้องการความช่วยเหลือ การสนับสนุน และที่สำคัญกำลังใจจากสามีเป็นอย่างมาก

การให้โอกาสการลาคลอดที่นานกว่านี้น่าจะรับไว้พิจารณา และการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของพ่อถือเป็นการส่งเสริมสถาบันครอบครัวและสร้างการส่วนร่วมในการเลี้ยงดูทารกด้วย ความสัมพันธ์ระหว่างทารกและพ่อแม่ยิ่งใหญ่ ลึกซึ้ง และเหนียวแน่นมาก งานวิจัยบางชิ้นบอกว่าเวลาช่วงที่เด็กเกิดไปจนถึง 3 ปี เป็นช่วงที่สำคัญที่สุดในชีวิต จึงเห็นว่าเราควรมาลองพิจารณากฎหมายไทยดูใหม่ว่าจริงๆ สิทธิ์ลาคลอดได้ 3 เดือนนั้น สั้นไปหรือไม่ แล้วเราจะให้สิทธิ์ลูกจ้างผู้ชายในการใช้สิทธิ์ลาคลอดด้วยดีไหม

อยากให้ลองพิจารณาการปรับเปลี่ยนกฎหมายเกี่ยวกับสิทธิ์ขั้นพื้นฐานเรื่องการเลี้ยงดูบุตร โดยขอเสนอให้รวมสิทธิ์ของพ่อ (ไม่ใช่เฉพาะแม่เท่านั้นที่ทำได้) เข้าไปด้วยในการลาเลี้ยงดูบุตร และควรเป็นสิทธิ์การเลี้ยงดูบุตรแบบได้รับเงินเดือนด้วย สรุปว่าสิทธิ์การลาเลี้ยงดูบุตรแบบได้รับเงินเดือนควรใช้ได้ทั้งพ่อและแม่ ควรถูกกำหนดให้บังคับใช้เป็นกฎหมายระดับชาติของไทยกับทุกหน่วยงานและทุกองค์กร

ลองมาดูนานาประเทศกันว่า จริงๆ เขาให้สิทธิ์การลาเลี้ยงดูบุตรแบบได้รับเงินเดือนกันนานมากเท่าไร ตัวอย่าง ประเทศเอโตเนีย เป็นประเทศที่ให้สิทธิ์การลาเลี้ยงดูบุตรแบบได้รับเงินได้ นานที่สุดในโลกถึง 87 สัปดาห์ หรือ 609 วัน มากกว่าหนึ่งปี และให้เงินเดือนแบบครึ่งหนึ่ง

แต่ที่สำคัญ สิ่งที่ต้องปรับเปลี่ยนควบคู่ไปด้วยน่าจะเป็นการปรับทัศนคติของคนไทยว่า ไม่ไช่ผู้หญิงเท่านั้นที่มีหน้าที่เลี้ยงลูกและดูแลบ้าน จริงๆ ในยุโรป เห็นพ่อบ้าน หรือผู้ชายที่ทำหน้าที่หลักในการเลี้ยงดูบุตร แต่ภรรยากลับไปทำงานก็มีให้เห็นมากมาย น่าจะเป็นทางเลือกของครอบครัวเองว่าใครจะเป็นคนหากรายได้เข้าบ้าน เพราะอีกบทบาท คือ พ่อบ้าน หรือแม่บ้านก็ไม่สำคัญน้อยไปกว่ากันเลย

ผู้หญิงน่าจะมีโอกาส ในอาชีพการงานที่ยืดหยุ่นเวลาได้

ผู้หญิงเป็นช้างเท้าหลัง คงหมดยุคไปแล้ว ปัจจุบันศักยภาพของสตรีมีเทียบเท่ากับผู้ชาย อยู่ที่ว่าจะได้รับการยอมรับแค่ไหนจากสังคม โอกาสด้านการศึกษา โอกาสได้เรียนสูงๆ (เท่าทีเธอต้องการจะเรียน) โอกาสได้เข้าร่วมในการบริหารประเทศ โอกาสในการเป็นผู้บริหารบริษัทและธุรกิจใหญ่ หากผู้หญิงเลือกที่จะกลับไปทำงานหลังมีบุตร โดยพ่ออาจเป็นตัวแทนของครอบครัวในการดูแลและเลี้ยงดูบุตร พวกเธอควรได้รับโอกาสที่เท่าเทียม

ที่สำคัญ สังคมควรให้โอกาสผู้หญิงในการกลับเข้าสู่ตลาดแรงงาน หากไม่สามารถทำเต็มเวลา ก็น่าจะมีทางเลือกให้ทำงานแบบ part-time ให้มากขึ้น สิ่งที่ต้องปรับเปลี่ยนน่าจะเป็นทัศนคติอีกนั่นแหละเรื่องการทำงานแบบครึ่งเวลาหรือเวลายืดหยุ่น ที่นายจ้างในองค์กรหรือหน่วยงานของไทยควรรับให้ได้มากขึ้น และน่าจะเปิดโอกาสให้มีการทำงานแบบ part-time ดังกล่าวมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นตำแหน่งสูงๆ ในองค์กรก็ตาม

ประชาชนมนุษย์ทำงานไทยน่าจะมีทางเลือก ได้มากกว่าเพียงแค่ต้องเลือกอย่างได้อย่างหนึ่ง ว่าจะเป็น working woman หรือแม่บ้าน จริงๆ มันผสมผสานกันได้อย่างลงตัวคือ work life balance นั่นเอง คงเป็นอีกทางเลือกที่น่าจะร่วมกันสร้างสรรค์ให้มากขึ้นในสังคมไทย

 

แชร์ข่าว :
Tags: