วิวรรณ ธาราหิรัญโชติ

MoneyPro

6 สิงหาคม 2561
1,879

แอปเปิลที่มูลค่าสูงที่สุดในโลก

เมื่อคืนวันพฤหัสบดีที่ 2 สิงหาคม 2561 หุ้นของบริษัทแอปเปิล ได้ทำสถิติเป็นหุ้นที่มีมูลค่าตลาด (Market Capitalization) สูงถึง 1 ล้านล้านเหรียญ

เป็นบริษัทแรกในสหรัฐอเมริกา ทำให้ดิฉันต้องเปลี่ยนหัวข้อมาเขียนถึงหุ้นตัวนี้ทันที

แอปเปิล เป็นบริษัทจดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แนสแดค ภายใต้ชื่อย่อในการซื้อขายว่า AAPL ก่อตั้งเมื่อวันที่ 1 เมษายน ค.ศ. 1976 หรือ พ.ศ. 2519 โดย สตีฟ จ็อบส์ สตีฟ วอซเนียค และโรนัลด์ เวยน์ ชื่อเดิมคือแอปเปิลคอมพิวเตอร์ ชื่อปัจจุบันคือ Apple Inc. สำนักงานตั้งอยู่ในเมือง คูเปอร์ติโน (Cupertino) มลรัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา

แอปเปิลเข้าจดทะเบียนซื้อขายในตลาดหุ้นแนสแดคเมื่อปี ค.ศ.1980 โดยเสนอขายต่อประชาชนในครั้งแรก ที่ราคา 22 เหรียญ ต่อหุ้น (คำนวณเปรียบเทียบกับปัจจุบันคือประมาณ 0.392857 เหรียญ เพราะมีการแตกหุ้นถึง 4 ครั้ง โดยในปี 1987, 2000, 2005 ในอัตรา 2 ต่อ 1 และครั้งล่าสุดในปี 2014ที่อัตราส่วน 7 ต่อ 1สรุปแล้ว ผู้ซื้อหุ้นไอพีโอ 1 หุ้น หากถือต่อจนถึงปัจจุบัน จะมีหุ้นถึง56 หุ้น) ราคาหุ้นของแอปเปิล ขึ้นไปทำราคาปิดในวันพฤหัสที่ 2 สิงหาคม 2561 ที่ 207.39 เหรียญสหรัฐ โดยมีหุ้นที่ออกแล้วอยู่ 4,842.917 ล้านหุ้น คิดเป็นมูลค่าตลาด 1.004 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ

จากข้อมูลของบลูมเบิร์ก ณ ราคานี้ หุ้นแอเปิลมีค่าพีอีอยู่ 19.03 เท่า(คือราคาเป็น 19.03 เท่าของกำไร)แต่หากคิดจากกำไรของปีนี้ที่คาดการณ์เอาไว้ หุ้นแอปเปิลจะมีค่าพีอี 17.67 เท่า และราคาหุ้นที่ 207.39 เหรียญนี้ คิดเป็น 8.74 เท่าของมูลค่าทางบัญชี โดยล่าสุดแอปเปิลประกาศจ่ายเงินปันผลหุ้นละ 0.73 เหรียญ คิดเป็นอัตราผลตอบแทนเงินปันผล 1.41%

ถือเป็นหุ้นเทคโนโลยีที่ราคาไม่แพงมาก แม้จะแพงกว่าสมัย5 ปีก่อนที่ ค่าพีอีอยู่ที่ประมาณ 12-13 เท่าก็ตาม

มีการคำนวณคร่าวๆว่า ผู้ลงทุนที่ลงทุนซื้อหุ้นของแอปเปิ้ล 1,000 เหรียญเมื่อ 10 ปีที่แล้วคือในเดือนสิงหาคม 2551 ณ ปัจจุบันนี้เงินลงทุนจะมีมูลค่าเป็น 9,222.50 เหรียญ ทั้งนี้ยังไม่ได้คิดรวมเงินปันผลที่รับมาด้วย

สาเหตุที่ทำให้ราคาหุ้นขึ้นไปสูงทำสถิติ เนื่องจากผลการดำเนินงานในไตรมาสที่สามของปีการเงิน สิ้นสุด ณ 30 มิถุนายน ที่บริษัทเพิ่งประกาศไปในวันที่ 31 กรกฎาคมที่ผ่านมานั้น ดีกว่าที่นักวิเคราะห์และผู้ลงทุนคาดหวังเอาไว้ โดยไตรมาสที่สาม บริษัทขาย โทรศัพท์ไอโฟน ได้ 41.3 ล้านเครื่อง มูลค่า 29,906 ล้านเหรียญ หรือประมาณ 1 ล้านล้านบาท เฉลี่ยเครื่องละ 724 เหรียญ หรือประมาณ 24,200 บาท ซึ่งสูงกว่าปี 2560 ที่ขายได้ราคาเฉลี่ยเครื่องละ 652 เหรียญ และปี 2559 ที่ขายได้ราคาเฉลี่ยเครื่องละ 645 เหรียญ

ทั้งนี้คาดการณ์ว่า รวมทั้งปี ราคาเฉลี่ยของเครื่องไอโฟนที่ขายได้ จะประมาณ 738 เหรียญ แสดงว่าคนซื้อเครื่องรุ่นแพงขึ้น และเครื่องที่มีหน่วยความจำมากขึ้น

ทำไมไอโฟนจึงสำคัญ เพราะสำหรับแอปเปิล โทรศัพท์ไอโฟน เป็นสินค้าที่มีส่วนแบ่ง ถึง 56.15% ของรายได้รวม โดยในไตรมาสที่สาม แอปเปิล มีรายได้รวม 53,265 ล้านเหรียญ หรือประมาณ 1.78 ล้านล้านบาท

รองลงมาคือรายได้จากค่าบริการ (ค่าเช่าเก็บข้อมูลไอคลาวด์ ส่วนแบ่งการขายแอพพลิเคชั่น การดาวน์โหลดต่างๆ ค่าบริการซ่อม ฯลฯ) ซึ่งเท่ากับ 9,548 ล้านเหรียญ หรือประมาณ 319,800 ล้านบาท คิดเป็น 17.93% ของรายได้รวม สินค้าคอมพิวเตอร์ทั้งแบบตั้งโต๊ะและแบบโน้ตบุ้ค แมค มียอดขายในไตรมาสที่สาม 3.72 ล้านเครื่อง มูลค่า 5,330 ล้านเหรียญ คิดเป็น 10.01% ของรายได้รวม สินค้าแทปเล็ต ไอแพด มียอดขายในไตรมาสที่สาม 11.55 ล้านเครื่อง มูลค่า 4,741 ล้านบาทคิดเป็น 8.9% ของรายได้รวม และที่เหลือเป็นรายได้อื่นๆ (ดิฉันคาดว่าเป็นรายได้จากสินค้าอื่น และจากการลงทุนในบริษัทอื่น) 3,740 ล้านเหรียญ หรือ 7.02% ของรายได้รวม

ยอดขายของบริษัทมาจากสหรัฐอเมริกา 46.05% จากยุโรป 22.77% จากจีน ฮ่องกง ไต้หวัน 17.98% จากญี่ปุ่น 7.26% และจากเอเชียแปซิฟิกอื่น 5.94% ดังนั้นหากเศรษฐกิจของประเทศสหรัฐอเมริกา ยุโรป และจีนดี แน่นอนว่ายอดขายของบริษัทคงเติบโตเพิ่มขึ้นไปด้วย

เก้าเดือนแรกของปีการเงิน บริษัทมียอดขาย 202,695 ล้านเหรียญ มีต้นทุนขาย 124,940 ล้านเหรียญ มีกำไรเบื้องต้น 77,755 ล้านเหรียญ หรือเท่ากับ 38.36% มีค่าใช้จ่ายในการพัฒนา 10,486 ล้านเหรียญ ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร 12,489 ล้านเหรียญ และมีกำไรสุทธิ 45,406 ล้านเหรียญ หรือ 1.52 ล้านล้านบาท คิดเป็นอัตรากำไรสุทธิ 22.4% ถือว่าเป็นอัตรากำไรสุทธิที่สูงมากในโลกปัจจุบันที่สินค้าและบริการมีการแข่งขันสูง

ปัจจุบันแอปเปิลมีสินทรัพย์รวม 349,197 ล้านเหรียญ หรือประมาณ 11.7 ล้านล้านบาท มีพนักงาน 80,000 คน บริษัทแจ้งว่าได้สร้างงานกว่า 2 ล้านงานใน 50 รัฐของสหรัฐอเมริกา และมีการจ้างงานของผู้ผลิตชิ้นส่วนของสินค้าแอปเปิลทั่วโลกอีกมากมาย

เป็นตัวอย่างคลาสสิคของการทำธุรกิจที่ ขายของที่มีคนอยากได้ทำให้สามารถตั้งราคาที่มีกำไรได้สูง

หมายเหตุ การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุน บทความนี้เป็นเพียงกรณีศึกษา มิได้มีความประสงค์จะเชิญชวนให้ลงทุนหรือไม่ลงทุนในบริษัทที่กล่าวถึง

แชร์ข่าว :
Tags:

i-Newspaperดูทั้งหมด

สศช.หั่น‘จีดีพี’โต 4.2%