ดร.เฉลิมพล ไวทยางกูร

นักวิชาการอิสระ / ผู้เชี่ยวชาญของศาลยุติธรรมด้านภาษาอังกฤษ

3 กรกฎาคม 2561
1,538

รพ.สต. คือพลอยน้ำดี ที่รอการเจียระไน ตอน 2***

ความลักลั่นในเรื่องค่าตอบแทนตามมาตรา 9 (6) จะเกิดขึ้นจากระเบียบนี้เพราะทางผู้ร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)นี้มีเป้าหมายที่จะเพิ่มค่าวิชาชีพ

หรือค่าบริการพิเศษ ในขณะที่ผู้ให้บริการในวิชาชีพเดียวกันได้รับอัตราเงินเดือนค่าจ้างต่ำกว่ามาก เช่นนี้จะเกิดสภาวะแตกแยกในระหว่างผู้มีวิชาชีพเดียวกัน

เรื่องประชากรแฝงเป็นเรื่องสำคัญเพราะประชาชนมีการโยกย้ายถิ่นที่อยู่บ่อยครั้งทั้งถาวรและชั่วคราว การโอนเงินค่าใช้จ่ายอาจมีปัญหา และเป็นช่องว่างให้เกิดการสวมสิทธิได้โดยง่าย แต่ถ้าจะยึดโยงต่อระเบียบของกระทรวงมหาดไทยที่ถือตามหลักฐานทะเบียนบ้าน ก็จะไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง และเรื่องสิทธิของประชาชนผู้ใช้บริการเป็นเรื่องที่ รธน.ให้การรับรอง อีกทั้งร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ตามมาตรา 19(2) ก็ให้สิทธิผู้รับบริการในการเลือกรับบริการหรือถูกส่งต่อ เมื่อเป็นเช่นนี้ประชาชนที่มีความสะดวกในการรับบริการจากสถานพยาบาลใกล้บ้านอาจไม่เลือกที่จะใช้บริการของทีมหมอครอบครัว สัดส่วนของประชากรตามทะเบียนบ้านกับประชาชนที่ใช้บริการจริงอาจต่างกันอย่างมากถึงขนาดที่ทีมหมอครอบครัวมีจำนวนผู้ใช้บริการน้อยไม่คุ้มค่ากับต้นทุน โดยเฉพาะประชาชนในเขตเมืองที่มีแนวโน้มจะไม่ใช้บริการคลินิกหมอครอบครัวสูง

การผลิตบุคคลากรทางการแพทย์เพื่อให้ปฏิบัติหน้าที่เป็นแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวโดยตรงนั้นอาจไม่สามารถทำได้ตามวัตถุประสงค์ เพราะแท้จริงแล้วการที่ผู้เรียนแพทย์จะประกอบอาชีพแพทย์สาขาใดนั้นขึ้นอยู่กับความสนใจเฉพาะตัวและอุปสงค์ของตลาด ยิ่งกำหนดให้มีแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวมากถึง 6,500 คน จากจำนวนแพทย์ทั้งประเทศกว่า 50,000 คน หรือเกือบเท่ากับ 1/8 โดยประมาณนั้น เป็นเรื่องเป็นไปได้ยาก นอกจากจะบังคับตั้งแต่เป็นนักเรียนแพทย์ในฐานะที่เป็นแพทย์ใช้ทุน แต่นี่จะไม่สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการให้ประเทศไทยเป็นศูนย์การแพทย์ของภูมิภาคหรือของโลก ซึ่งต้องการแพทย์ที่มีความหลากหลายสาขาและเป็นผู้เชี่ยวชาญมากกว่าแพทย์ทั่วไปแบบแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว ทำให้ไม่สามารถดึงความสนใจของนักเรียนแพทย์ อีกทั้งจำนวนเงินเพิ่มจากการเป็นแพทย์หมอครอบครัวก็ไม่ถือว่าสูงมากถึงขนาดที่จะสร้างความสนใจ เมื่อเทียบกับค่าตอบแทนภาคเอกชนที่มากกว่าหลายเท่าตัว

สถานะขององค์กรที่ยังไม่ชัดเจนว่าจะเป็นแบบไหน จะเป็นหน่วยงานราชการ หรือหน่วยงานรัฐที่ไม่ใช่ราชการ หรือองค์กรอิสระ หรือองค์กรมหาชน ความไม่ชัดเจนเรื่องสถานภาพจะทำให้ผู้ปฏิบัติงานสับสนในบทบาทหน้าที่ และความสัมพันธ์กับหน่วยงานอื่นๆ เพราะต้องเกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน

ทั้งหลายทั้งปวงนี้ เป็นคำถามถึงรัฐบาลที่พยายามให้เกิดระบบสุขภาพปฐมภูมิว่าจะต้องคิดให้ดี และด้วยความรอบคอบ แม้ว่าโดยหลักการจะเพื่อประโยชน์กับประชาชนทั้งประเทศ 65 ล้านคนโดยประมาณ แต่ในทางปฏิบัตินั้นจะเกิดความลักลั่นอย่างมหาศาล อันเกิดจากความไม่พร้อมและความซับซ้อนในการปฏิบัติงานกับหน่วยงานที่ทำหน้าที่นี้อยู่แล้วไม่ว่าสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(สปสช.) ประกันสังคม สวัสดิการข้าราชการ องค์กรเอกชน และแม้กระทั่งองค์กรไม่แสวงหาประโยชน์ทั้งหลาย

สิ่งหนึ่งที่อยากฝากให้รัฐบาลคิดก็คือ ทำไมเราไม่ปรับปรุงสิ่งที่มีอยู่แล้วมาเป็นประโยชน์ โดยปรับเปลี่ยนรูปแบบการบริหารจัดการ เพิ่มกำลังบุคคลากรวิชาชีพ เสริมเครื่องมือและอุปกรณ์ และใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้คุ้มค่า

เฝ้ามองว่าจะมีใครในรัฐบาลคิดถึงโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพประจำตำบล(รพ.สต.)ของเรา ที่มีร่วมหนึ่งหมื่นแห่ง มีพนักงานเจ้าหน้าที่ประจำเกือบหนึ่งแสนคนทำหน้าที่ดูแลพี่น้องประชาชนในทุกตำบล ทุก รพ.สต.มีเครื่องมือและอุปกรณ์ที่มีความพร้อมในการใช้งาน แม้กระทั่งห้องผ่าตัดเล็กที่ไม่ค่อยได้ใช้ประโยชน์ มีพื้นที่บริเวณกว้างขวาง และที่สำคัญเจ้าหน้าของ รพ.สต.นั้นผูกพันใกล้ชิดกับประชาชนในพื้นที่มาตลอดระยะเวลานับร้อยปีที่ผ่านมา

รพ.สต.ถือเป็นหน่วยงานด้านส่งเสริมสุขภาพและรักษาพยาบาลเบื้องต้นหรือปฐมภูมิในตัวเอง เพียงแต่ไม่มีในบทบัญญัติของ รธน.ที่กำหนดชัดเจนให้ทำหน้าที่ดังกล่าว แต่ถ้าเราปรับเปลี่ยนสถานภาพให้ รพ.สต.ของเราทั้งประเทศเป็นหน่วยงานที่มีแพทย์ปฐมภูมิประจำ มีนักวิชาชีพและบุคคลากรทางการแพทย์อื่นๆ ตามที่กำหนดไว้ในร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ รพ.สต.ก็อาจตื่นจากการทำงานเชิงรับมาเป็นเชิงรุกได้ และประโยชน์มหาศาลก็จะตกกับพี่น้องประชาชนทั้งประเทศที่แท้จริง

ในเมืองใหญ่เชื่อว่าประชาชนในเขตเมืองคงไม่สนใจที่จะใช้บริการแพทย์ปฐมภูมิเท่ากับประชาชนในเขตรอบนอก และถ้าสามารถยกระดับ รพ.สต.ให้มีศักยภาพเพิ่มขึ้น ก็สามารถเป็นทั้งหน่วยงานส่งเสริมสนับสนุนสร้างเสริมสุขภาพและให้การรักษาพยาบาลเบื้องต้นอย่างแท้จริงได้ไม่ยาก

ปัจจุบันประชาชนคนไทยเจ็บป่วยด้วยโรคไม่ติดต่อที่เรียกว่า NCD เพิ่มขึ้นมหาศาล โรคเหล่านี้ส่วนหนึ่งและเป็นส่วนใหญ่มีสาเหตุจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตของสังคมสมัยใหม่มากกว่าจากการติดต่อรับเชื้อโรคร้ายหรือโรคระบาด ถ้ารพ.สต.เป็น รพ.ปฐมภูมิตามรัฐธรรมนูญ ก็จะทำให้การทำงานทำได้ดีขึ้นจากมีกฎหมายระดับสูงสุดของประเทศรองรับ สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของบทบัญญัติใน รธน.อย่างแท้จริง

เรามีของดีอยู่ในมือ เรามีพลอยที่พร้อมที่จะได้รับการเจียระไน รพสต.คือพลอยเม็ดงามที่พร้อมจะได้รับการเจียระไน เหลืออย่างเดียวคือวิสัยทัศน์ของรัฐบาลที่เลือกจะเอามาใช้ประโยชน์ หรือมองข้ามและตั้งองค์กรใหม่ องค์กรแล้วองค์กรเล่า ที่ไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นนอกจากการผลาญงบประมาณ

ไม่ต่างจากตำน้ำพริกละลายแม่น้ำนั่นเอง(จบ.)

 *** ชื่อเต็ม: โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) คือพลอยน้ำดี ที่รอการเจียระไน ตอน 2(จบ)

แชร์ข่าว :
Tags:

i-Newspaperดูทั้งหมด

กนง.จ่อปิดฉาก‘ดอกเบี้ยต่ำ’