ชยนนท์ รักกาญจนันท์

Co-Founder INFINITI Global Investors และ FINNOMENA

19 มิถุนายน 2561
2,306

Fund Flow ไหลออกจากตลาดเกิดใหม่ เพราะอะไร?

นับตั้งแต่ต้นปี 2018 เป็นต้นมา ตลาดหุ้นทั่วโลก โดยเฉพาะกลุ่มตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) เจอกับแรงขายของนักลงทุนต่างชาติมาอย่างต่อเนื่อง

บทความนี้พาทุกคนย้อนไปดูต้นตอของปัญหาเงินทุนไหลออก พร้อมกับอัพเดทสถานการณ์ปัจจุบันว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง

ความผันผวนของตลาดทุน เกิดขึ้นครั้งแรกของปีนี้เมื่อช่วงปลายเดือนม.ค. ถึงต้นเดือนก.พ. สาเหตุมาจาก การปรับตัวขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปีของสหรัฐฯ ขึ้นมาทะลุระดับ 3% เพราะตัวเลขเงินเฟ้อที่ดีกว่าคาดของทางสหรัฐฯ และทำให้นักลงทุนกังวลว่า จะมีเงินลงทุนไหลกลับเข้าสหรัฐฯ

เมื่อรวมกับทิศทางการดำเนินนโยบายของปธน.โดนัล ทรัมป์ ที่มีความตั้งใจจะตั้งกำแพงภาษีนำเข้ากับจีนในวงเงินรวม 5 หมื่นล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ ซึ่งนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดการณ์ว่า อาจจะเป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯเองในระยะสั้นจากการที่สามารถลดการขาดดุลการค้าได้ และช่วยให้ผู้ประกอบการในประเทศค้าขายได้ จึงเร่งให้ค่าเงินดอลล่าร์สหรัฐฯแข็งค่ามากขึ้นอีก

ดอลล่าร์สหรัฐฯแข็งค่าขึ้น ก็แปลว่า สกุลเงินประเทศอื่นๆอ่อนค่าเมื่อเปรียบเทียบกับดอลล่าร์ ตรงนี้จึงมากระทบกับประเทศในตลาดเกิดใหม่ที่มีการกู้ยืมเงินในสกุลดอลล่าร์สหรัฐฯในสัดส่วนที่สูง ขณะที่อาจจะมีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศในระดับต่ำ พอเป็นแบบนี้ นักลงทุนที่มีมุมมองว่าดอลล่าร์จะแข็งค่าในระยะยาวเลยพิจารณาลดพอร์ตการลงทุนในประเทศเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็น บราซิล, ตุรกี, อินโดนีเซีย, ฟิลิปปินส์ และแอฟริกาใต้

ภาพเหตุการณ์เริ่มชัดขึ้นเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว หลังจากการประชุมเฟด ซึ่งปรับขึ้น Fed Fund Rate อีก 0.25% ขึ้นมาที่ 1.75%-2.0% และส่งสัญญาณปรับขึ้นดอกเบี้ยอีก 2 ครั้งในปีนี้ โดยดูได้จากประมาณการ Dot Plot ที่มีคณะกรรมการเฟด เห็นว่าควรปรับขึ้นดอกเบี้ยปีนี้ 4 ครั้ง จากเดิมมีเพียง 7 ท่านจาก 15 ท่านในการประชุมเดือนมี.ค. เพิ่มมาเป็น 8 ท่านในการประชุมสัปดาห์ที่แล้ว ถือว่าสร้างเซอร์ไพรส์ให้ตลาดเล็กๆ เพราะนักลงทุนคาดการณ์กันก่อนหน้านี้ไปแล้วว่า ความเสี่ยงด้านการเมืองในอิตาลี และสเปน อาจจะทำให้เฟดชะลอการขึ้นดอกเบี้ยออกไป เมื่อเป็นเช่นนี้ เลยทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะกลางและระยะยาวของสหรัฐฯปรับตัวขึ้นมาอีกรอบทันที

แต่ประเด็นที่เป็นตัวทริกเกอร์การไหลออกของเงินทุนสกุลอื่นๆเข้าสหรัฐฯ ก็มีอีก 2 ประเด็น คือ การส่งสัญญาณลดขนาดโครงการ QE ของธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ซึ่งตลาดคาดกว่าจะยุติโครงการตั้งแต่เดือนก.ย. ปีนี้ แต่กลายเป็นว่า จะค่อยๆถอยโดยลดจาก 30,000 ล้านยูโรต่อเดือน เหลือ 15,000 ล้านยูโรต่อเดือนมีเดือนก.ย. และค่อยยุติโครงการอย่างถาวรในเดือนธ.ค. พร้อมส่งสัญญาณว่าจะยังคงอัตราดอกเบี้ยในระดับ 0% ต่อไปอีกอย่างน้อยๆ 1 ปี สิ่งนี้จึงทำให้ค่าเงินยูโรอ่อนค่าทันทีหลังทราบผลการประชุม

อีกประเด็นหนึ่งก็คือ การลดขนาดงบดุลของเฟดตั้งแต่ต้นปี 2017 ด้วยการปล่อยให้พันธบัตรที่ครบกำหนดไม่ Rollover ต่อ เท่ากับเป็นการดูดซับสภาพคล่องอีกทาง เมื่ออุปทาน (Supply) มีมากขึ้น ก็เลยทำให้ตราสารหนี้ลดลงตามไปด้วย หากใครที่ถือครองพันธบัตรสหรัฐฯเยอะๆ เห็นแนวโมเช่นนี้ ก็ต้องมีความคิดจะลดการถือครองลงเช่นเดียวกัน ซึ่งข้อมูลจาก Bloomberg.com พบว่า จีนซึ่งมีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศมูลค่าราวๆ 3.16 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เมื่อตอนปลายเดือนม.ค. ปีนี้ ล่าสุดสิ้นเดือนพ.ค. ที่ผ่านมา เหลือ 3.11 ล้านล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ คิดเป็นการลดลงราวๆ 5 หมื่นล้านดอลล่าร์สหรัฐฯภายในระยะเวลา 4 เดือน แปลว่า จีนเอง ก็อาจมีการขายพันธบัตรสหรัฐฯซึ่งเป็นสัดส่วนเยอะมากที่สุดในทุนสำรองระหว่างประเทศหรือเปล่า ก็เป็นเรื่องที่น่าคิดนะครับ

ประเทศอื่นๆในตลาดเกิดใหม่ ที่สะสมเงินทุนสำรองในสกุลดอลล่าร์มากๆ ก็มีพฤติกรรมคล้ายๆกับจีน ก็คือ พยายามสกัลการไหลออกของเงินทุน ไม่ว่าจะด้วยการขยับขึ้นดอกเบี้ย หรือ การนำเงินทุนสำรองไปพยุงค่าเงินไว้ไม่ให้อ่อนค่ารุนแรงเกินไป ซึ่งการขายเงินทุนสำรองของเหล่าธนาคารกลางในตลาดเกิดใหม่ นักวิเคราะห์ก็ให้คำนิยามไว้ว่า มันคือการทำ Quantitative Tightening หรือ “QT” ซึ่งคำนี้ นักวิเคราะห์จากซิตี้กรุ๊ปเคยตั้งนิยามไว้ตั้งแต่ปี 2015 ตอนที่เฟดประกาศยุติโครงการ QE

อย่างที่บอกตอนต้นนะครับว่าบทความนี้ตั้งใจพาทุนท่านไปเห็นต้นตอของเงินลงทุนไหลออกในช่วงที่ผ่านมา ไม่ได้พยายามพยากรณ์สิ่งที่เกิดขึ้นในอนาคต ดังนั้นเหตุการณ์และสถานกาณณ์การลงทุนของโลกหลังจากนี้ ก็คงต้องวิเคราะห์จากมุมมองอื่นๆเพิ่มเติม เพื่อให้เราได้ข้อมูลหลายทางในการตัดสินใจกำหนดกลยุทธ์การลงทุนครับ

แชร์ข่าว :
Tags:

i-Newspaperดูทั้งหมด

สศช.หั่น‘จีดีพี’โต 4.2%