ไชยันต์ ไชยพร

คอลัมนิสต์ประจำคอลัมน์ "ร้อยแปด วิถีทัศน์"

19 เมษายน 2561
1,156

บุพเพสันนิวาส: ท้าวทองกีบม้า ถึง “The Last Samurai” ***

โปรตุเกสพบอาฟริกาในปี พ.ศ. 2031 โคลัมบัสพบอเมริกาปี พ.ศ. 2035 และต่อจากอาฟริกา โปรตุเกสก็พบเอเชียปี พ.ศ. 2042 จากการค้นพบดังกล่าว

ทำให้ความเชื่อเรื่องโลกกลมเป็นจริงมากขึ้น และกลายเป็นความจริง จริงๆในปี พ.ศ. 2062 เมื่อเฟอร์ดินานด์ มาเจลลัน ชาวโปรตุเกสเดินเรือข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกและแปซิฟิกถึงฟิลิปปินส์ และเขาก็ถูกฆ่าตายที่นั่น ! ก่อนที่มาเจลลันจะพบฟิลิปปินส์ โปรตุเกสเป็นฝรั่งชาติแรกที่เดินทางมาอยุธยาในปี พ.ศ. 2054 และก็ชาติแรกที่พบเกาะญี่ปุ่นด้วยในปี พ.ศ. 2086 ส่วนฝรั่งเศสตามหลังมา ฝรั่งเศสมาญี่ปุ่นในปี พ.ศ. 2092 และมาอยุธยาปี พ.ศ. 2205 (สมัยพระนารายณ์นั่นเอง) 

เป็นที่รู้กันว่า นอกจากมาค้าขายแล้ว โปรตุเกสและฝรั่งเศสก็ยังต้องการเผยแผ่ศาสนาด้วย คณะมิชชันนารีฝรั่งเศสที่มาญี่ปุ่นในปี พ.ศ. 2092 นั้นมาจากสำนักเยซูอิด ส่วนมิชชันนารีสำนักเยซูอิดที่เข้าอยุธยา มาตั้งแต่สมัยพระเจ้าเอกาทศรถแล้ว แต่เป็นเยซูอิดที่มาจากโปรตุเกส ในช่วงนี้ แรกๆ ญี่ปุ่นก็พยายามกีดกันการเผยแพร่ศาสนา แต่ในที่สุดก็จำเป็นต้องเปิดประเทศ และหลังจากนั้น คริสต์ศาสนาก็เริ่มมีบทบาทควบคู่กับกระแสแห่งความเป็นสมัยใหม่ตะวันตกที่เริ่มเข้าสู่สังคมญี่ปุ่น คนญี่ปุ่นในช่วงศตวรรษที่ 16 มองคริสต์ศาสนาในฐานะที่เป็นอะไรคล้ายกับนิกายหนึ่งของพุทธศาสนา อาจจะไม่ต่างจากการที่คนไทยบ้านเรามักจะเห็นว่า คำอธิบายในพุทธศาสนานั้นมีความสมบูรณ์ที่สุด คำสอนในศาสนาอื่นๆ ก็ล้วนแต่อยู่ภายใต้ร่มเงาของพุทธศาสนาทั้งสิ้น 

จะว่าไปแล้ว พุทธศาสนาเป็นศาสนาที่ทำให้ผู้ที่นับถือสามารถเปิดรับความคิดความเชื่อของศาสนาที่แตกต่างไปจากตัวเองได้ง่ายกว่าศาสนาอื่น ในแง่นี้ ญี่ปุ่นก็ดูจะไม่ต่างจากไทยที่มีพื้นฐานพุทธศาสนาเช่นกัน มีการประมาณการไว้ว่า ในปี พ.ศ. 2123 มีคนญี่ปุ่นที่นับถือศาสนาคริสต์ถึง 150,000 คน และน่าจะเพิ่มเป็น 2 เท่าตัวในศตวรรษที่ 17 และถ้าเทียบเป็นร้อยละของจำนวนประชากรทั้งหมด จะพบว่า จำนวนคนญี่ปุ่นที่นับถือคริสต์ในสมัยนั้นมีมากกว่าในปัจจุบันมาก แต่จากการที่คริสต์ศาสนานิกายคาธอลิกมีกฎระเบียบที่เคร่งครัดอันยากที่จะยอมรับศาสนาอื่นที่แตกต่างได้ จึงเกิดกระแสต่อต้านขึ้นมา 

ชนชั้นปกครองญี่ปุ่นเริ่มเห็นว่าคริสต์ศาสนาเป็นปัญหาสำหรับสังคมญี่ปุ่นและตระหนักถึงปัญหาการครอบงำทางการเมืองของพวกสเปน ที่มาพร้อมกับการเผยแผ่ศาสนาที่เกิดขึ้นในฟิลิปปินส์ การเคารพและขึ้นตรงต่อศาสนาจักรยุโรปย่อมเป็นปัญหาทางการปกครองในระบบศักดินาของญี่ปุ่น ในที่สุดในปี พ.ศ. 2130 ญี่ปุ่นก็ประกาศต่อต้านคริสต์ศาสนา (ตรงกับสมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราช ก่อนพระนารายณ์ขึ้นครองราชย์ 69 ปี) และในปี พ.ศ. 2135 โทะโยะโตะมิ ฮิเดะโยะชิ ผู้เป็นไดเมียวได้มีบัญชาให้ขับนางอิกเนซ มาร์แตงซ์ ผู้เป็นสะใภ้คนหนึ่งของไดเมียว ตระกูลโอโตะโมะไปเมืองไฮโฟ ในเวียดนาม ภายหลังครอบครัวของนางได้อพยพมาลงหลักปักฐานในกรุงศรีอยุธยา และนางก็คือย่า (บ้างว่ายาย) ของท้าวทองกีบม้าของเรา 

ต่อจากนั้น ผู้ปกครองญี่ปุ่นได้เพิ่มมาตรการรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งปี พ.ศ. 2155 (ตรงกับสมัยพระเจ้าทรงธรรม) มีการกำจัดพวกคริสเตียนอย่างเต็มรูปแบบ โดยถึงขั้นกวาดล้างในปี พ.ศ. 2157 และในที่สุด ญี่ปุ่นก็ตัดสินใจปิดประเทศ ยกเลิกการติดต่อกับโลกภายนอก และในปี พ.ศ. 2179 (ตรงกับสมัยพระเจ้าปราสาททอง) ญี่ปุ่นห้ามคนเดินทางออกนอกประเทศ ส่วนคนญี่ปุ่นที่อยู่ต่างประเทศก็ห้ามกลับเข้าประเทศโดยเด็ดขาด ญี่ปุ่นปิดตัวเองในครั้งนั้นเพื่อให้ปลอดจากปัญหาที่เกิดขึ้นจากอิทธิพลของศาสนาและการเมืองของชาติตะวันตก และแน่นอนว่าปลอดปัญหา แต่ก็กลายเป็นการปิดโอกาสตัวเองจากการเข้าสู่ความเป็นสมัยใหม่ตะวันตกด้วย 

 หลังจากปิดประเทศไปเกือบ 250 ปี ในปี พ.ศ. 2396 (ตรงกับสมัยรัชกาลที่ 4) เรือรบของอเมริกาก็ได้เข้าไปบริเวณอ่าวโตเกียวเพื่อบีบบังคับให้ญี่ปุ่นเปิดประเทศ และคราวนี้เองที่เป็นจุดเริ่มต้นของการเปิดฉากสู่ความเป็นสมัยใหม่ของญี่ปุ่น และมันเป็นความเป็นสมัยใหม่ที่มาพร้อมกับความรู้สึกถูกคุกคามจากตะวันตกและจักรวรรดินิยม เรือรบของอเมริกาทำให้ญี่ปุ่นจำเป็นต้องเปิดประเทศ จริงๆแล้ว ไม่เพียงแต่เรือรบของอเมริกาที่ทำให้ญี่ปุ่นต้องเปิดใจและกาย รับอิทธิพลตะวันตก เพราะยังมีอีกหลายอย่างที่ฝรั่งได้แสดงความยิ่งใหญ่เหนือกว่าในด้านวิทยาการความรู้และประดิษฐกรรมต่างๆ ให้คนญี่ปุ่นตระหนักรับรู้ว่า ตนนั้นสู้ฝรั่งไม่ได้ในเรื่องดังกล่าว

ที่จริง รายละเอียดประวัติศาสตร์ช่วงนี้ค่อนข้างซับซ้อน เพราะมีแหล่งข้อมูลบางแหล่งกล่าวว่า ในการเปิดประเทศรับตะวันตกครั้งนี้ มีกระแสต้านตะวันตกอย่างรุนแรงจนเกิดกบฏที่เรียกว่า กบฏซะทสึมะ” (Satsuma Rebellion) ในปี พ.ศ. 2430 อันเป็นที่มาของภาพยนตร์เรื่อง The Last Samurai แต่ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ไดอิจิ นักวิชาการลูกครึ่งไทยญี่ปุ่นยืนยันว่า ข้อมูลนี้ไม่ถูกต้อง เพราะเดิมทีกบฏซะทสึมะไม่ได้ต่อต้านกระแสตะวันตก โดยอาจารย์ไดฯ ให้การว่า หลังเรือรบอเมริกันเข้ามา แคว้นซะทสึมะและพวกแคว้นทางใต้ได้ก่อกบฏต่อโชกุนและไปตั้งจักรพรรดิเมจิขึ้นมา เพราะไม่เห็นด้วยที่โชกุนเอาแต่ปิดประเทศ ทำให้ญี่ปุ่นสู้อเมริกาไม่ได้ ญี่ปุ่นควรปฏิรูปประเทศและยกเลิกโชกุนโดยโอนอำนาจมาไว้ที่จักรพรรดิแทน แต่พวกซามูไรที่โตเกียวหรือเอโดะถือหางฝั่งโชกุนเพราะพวกเขาได้สาบานมาตั้งแต่มีโชกุนว่าจะรบให้โชกุน และเมื่อไม่ยอมก็ต้องสู้กัน 

ผลคือพวกโชกุนตลอดจนพวกแคว้นทางเหนือแพ้ ก็เลยมีรัฐบาลใหม่ขึ้นมาหรือที่เรียกว่ารัฐบาลเมจิ โดยมีแคว้นซะทสึมะเป็นกำลังหลักที่ช่วยก่อตั้ง แต่ทำไปทำมารัฐบาลที่ช่วยตั้งขึ้นมากลับจะยกเลิกระบบซามูไรเสียเพราะรัฐบาลใหม่ต้องการรวมอำนาจไว้ที่ศูนย์กลาง ด้วยเหตุนี้ บรรดาซามูไรทั้งหมดก็เลยลุกฮือโดยมีแคว้นซะทสึมะเป็นแกน แต่สุดท้ายแพ้ และผู้นำแคว้นซะทสึมะก็คือไซโก ทากาโมริ ที่ถูกเรียกขานว่า ซามูไรคนสุดท้าย เพราะหลังจากนั้นถือว่าอวสานระบบซามูไร มีการห้ามไม่ให้พกดาบ 2 เล่มและยกเลิกเบี้ยหวัดเป็นข้าวประจำปีที่เคยให้บรรดาซามูไรทั้งหลาย 

ดังนั้นความจริงก็คือ กบฏซะทสึมะไม่ได้ต่อต้านตะวันตก แต่ต่อต้านรัฐบาลใหม่ที่จะมายกเลิกระบบซามูไรต่างหาก สรุปความได้ว่า ถ้าไม่มีความพยายามพิสูจน์ว่าโลกกลม ฝรั่งก็คงไม่ไปญี่ปุ่น ญี่ปุ่นก็ไม่มีคริสต์ศาสนาให้ต่อต้าน เราก็จะไม่มี ท้าวทองกีบม้าอย่างที่เราได้เห็นเธอเป็นใน บุพเพสันนิวาสไม่นานมานี้ และถ้ากระแสสมัยใหม่ตะวันตกไม่เข้าไปญี่ปุ่นอีกที ญี่ปุ่นก็จะไม่เลิกระบบซามูไร โลกก็จะไม่ได้รู้จักกับ ไซโก ทากาโมริที่ชีวิตของเขาได้ถูกนำไปดัดแปลงและสร้างเป็นหนัง “The Last Samurai”

 *** ชื่อเต็ม: 

ดูบุพเพสันนิวาสแล้วย้อนดูญี่ปุ่น: ปฏิกิริยาต่อตะวันตก

จาก “ท้าวทองกีบม้า” ถึง “The Last Samurai”

แชร์ข่าว :
Tags: