ทีมงาน ThaiEurope.net

ทีมงาน ThaiEurope.net

12 มีนาคม 2561
1,243

ปัญหาภาพลักษณ์น้ำมันปาล์มในอียู***

น้ำมันปาล์ม เป็นน้ำมันที่ผลิตจากต้นปาล์ม ใช้ได้หลากหลาย เช่น นำมาผลิตเป็นเชื้อเพลิงชีวภาพ (biofuels) สำหรับภาคขนส่ง

และนำมาผลิตเป็นพลังงานไฟฟ้า/ความร้อน รวมถึงใช้ในการผลิตสินค้าบริโภค-อุปโภค ซึ่งในประเทศไทยเองก็มีความคุ้นเคยกับการใช้น้ำมันปาล์มมาใช้ในอุตสาหกรรมเหล่านี้เช่นกัน

อียูเป็นกลุ่มประเทศที่นำเข้าน้ำมันปาล์มรายใหญ่ของโลก โดยข้อมูลจากองค์กร Statista ระบุว่า ในปี 2558 อียูใช้น้ำมันปาล์ม 6.3 ล้านตัน ในจำนวนนี้ 46% แปรรูปเป็นเชื้อเพลิงชีวภาพ (biofuels) 45% นำไปผลิตเป็นส่วนประกอบของอาหาร อาหารสัตว์ และใช้ในอุตสาหกรรมเคมี และ 9% สำหรับใช้ผลิตไฟฟ้าและพลังงานความร้อน โดยประเทศหลักที่ใช้ได้แก่ อิตาลี สเปน และเนเธอร์แลนด์ รวมกันแล้วเท่ากับ 38% ใช้น้ำมันปาล์มทั้งหมดภายในอียู

เมื่อปี 2558 เกิดกระแสต่อต้านการใช้น้ำมันปาล์มในอาหาร โดยสภาที่ปรึกษาด้านสุขภาพของเบลเยียม (Belgian Superior Health Council) ออกรายงานว่า น้ำมันปาล์มมีกรดไขมันอิ่มตัว (saturated fat) ก่อให้เกิดโรคหัวใจ ส่งผลให้ฝรั่งเศสและเบลเยียม ติดฉลาก “no palm oil” หรือ “palm oil-free” บนสินค้า แต่ในที่สุด ศาลเบลเยียมตัดสินให้แนวปฏิบัติดังกล่าวผิดกฎหมาย เพราะเป็นการชักจูงผู้บริโภคให้เข้าใจผิดว่า หากไม่มีส่วนผสมของน้ำมันปาล์มจะดีต่อสุขภาพ (health claim) หรือมีคุณค่าทางโภชนาการมากกว่า (nutrition claim)

แต่ขณะนี้ มีกระแสต่อต้านขึ้นมาใหม่ โดยมุ่งไปที่น้ำมันปาล์มที่นำมาใช้สำหรับเชื้อเพลิง (โดยเฉพาะที่นำมาใช้เป็นเชื้อเพลิงยานยนต์) จากกระแสกังวลว่า การปลูกน้ำมันปาล์มในเชิงอุตสาหกรรมได้ส่งผลให้เกิดการบุกรุกทำลายป่าอย่างกว้างขวาง โดยมีการให้ตัวเลขว่า ถ้าจะตอบสนองความต้องการการใช้น้ำมันปาล์มเพื่อแปรรูปเป็นเชื้อเพลิงชีวภาพภายในอียู ต้องใช้พื้นที่ทั้งหมดประมาณ 1 ล้านเฮกเตอร์ หรือประมาณ 6 ล้านไร่ ซึ่งเท่ากับพื้นที่ของประเทศไซปรัสทั้งประเทศ

ด้วยเหตุนี้ องค์กร NGOs จึงได้เริ่มการรณรงค์ให้อียูยกเลิกการแปรรูปเป็นเชื้อเพลิงชีวภาพ ด้วยเหตุว่า ความพยายามส่งเสริมพลังงานทางเลือก (biofuels) กลับกลายเป็นการส่งเสริมให้เกิดการบุกรุก ทำลายพื้นที่ป่า และยังส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางอาหาร เพราะเกษตรกรอาจเลือกปลูกพืชพลังงานแทนการปลูกพืชอาหารนั่นเอง

ภาพลักษณ์ของน้ำมันปาล์มกับสิ่งแวดล้อม

กระแสดังกล่าวทำให้เมื่อ 4 เม.ย.2560 สภายุโรป (European Parliament) ได้ออกข้อมติเรียกร้องให้ ยกเลิกการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพจากน้ำมันพืช ที่ส่งผลให้เกิดการตัดไม้ทำลายป่า ไม่ว่าจะเป็นน้ำมันจากต้นปาล์ม ถั่วเหลือง ข้าวโพด และเรพซีด ภายในปี 2563 และเสนอให้เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบย้อนกลับมากขึ้น เช่น การใช้มาตรฐาน CSPO (Certified Sustainable Palm Oil) เพื่อรับรองการผลิตปาล์มน้ำมันอย่างยั่งยืน เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ตามมาตรฐานจาก Round Table on Sustainable Palm Oil (RSPO) เป็นมาตรฐานบังคับ เพียงมาตรฐานเดียว และการกำหนดพิกัดศุลกากรใหม่สำหรับน้ำมันปาล์มที่ได้รับรองมาตรฐาน CSPO และการใช้กลไกทางภาษีสำหรับสินค้าที่มีส่วนผสมของน้ำมันปาล์มโดยเฉพาะ เป็นต้น

กระแสต่อต้านนี้ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อเชื้อเพลิงชีวภาพ แต่ยังรวมถึงเชื้อเพลิงจากน้ำมันจากพืชอื่นๆ ด้วย เช่น ถั่วเหลือง ข้าวโพด และเรพซีด (คาโนลา) ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการตัดไม้ทำลายป่าเช่นกัน

ผู้ผลิตและผู้ส่งออกรายใหญ่ของโลก จึงได้รับความเดือดร้อนอย่างหนัก เนื่องจากจะส่งผลกระทบต่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ สำหรับไทยแม้จะไม่ได้ส่งออกเชื้อเพลิงชีวภาพไปยังตลาดอียู แต่ไทยก็ส่งออกอาหารที่มีส่วนประกอบของน้ำมันปาล์ม รวมถึงน้ำมันจากพืชประเภทอื่นๆ ด้วย ดังนั้น จึงควรจับตามองกระแสการต่อต้านไว้ว่าจะบานปลายและส่งผลกระทบต่อสินค้าอาหารของไทยในอนาคตหรือไม่

อย่างไรก็ตาม คณะกรรมาธิการยุโรป มีความเห็นต่างออกไปสิ้นเชิงจากฝ่ายสภายุโรป โดยมองว่าข้อเสนอของสมาชิกสภายุโรปไม่สามารถทำได้จริง สำหรับกระแสต่อต้านเชื้อเพลิงชีวภาพที่ผลิตจากพืช ล่าสุดคณะกรรมาธิการยุโรปได้เสนอร่างกฎข้อบังคับเกี่ยวกับการส่งเสริมการใช้พลังงานที่นำกลับมาใช้ใหม่ได้ (renewable energy) โดยระบุให้ลดสัดส่วนของเชื้อเพลิงชีวภาพที่ผลิตจากพืชที่สามารถนำมาใช้คำนวนการปฏิบัติตามเป้าหมายการใช้พลังงานทางเลือกในภาคขนส่งของแต่ละประเทศสมาชิกอียู โดยค่อยๆ ลดจาก 7% เป็น 3.8% ภายในปี 2573

แต่สภายุโรป ได้มีมติเมื่อวันที่ 17 ม.ค. 2561 ให้เจรจากับคณะกรรมาธิการยุโรปแก้ไขร่างกฎข้อบังคับดังกล่าว โดยเสนอให้ลดสัดส่วนการคำนวนของเชื้อเพลิงชีวภาพที่ผลิตจากน้ำมันปาล์มเป็น 0% ตั้งแต่ปี 2564 เป็นต้นไป ในขณะที่เชื้อเพลิงชีวภาพที่ผลิตจากพืชชนิดอื่นๆ ให้ดำเนินการตามข้อเสนอของคณะกรรมาธิการยุโรปข้างต้น

ประเทศไทยจะได้รับผลกระทบหรือไม่ แล้วควรเตรียมตัวอย่างไร

ประเทศไทยมีพื้นที่เพาะปลูกและผลผลิตเป็นอันดับ 3 ของโลก หรือประมาณ 11-13 ล้านตัน/ปี แต่สามารถสกัดเป็นน้ำมันปาล์มได้เพียง 1.8 ล้านตัน/ปี เท่านั้น ซึ่งส่วนใหญ่ส่งออกไปยังประเทศเพื่อนบ้าน คือ เมียนมา กัมพูชา จีน ลาว และบังกลาเทศ เป็นหลัก และส่งออกมายังอียูน้อยมาก โดยมีตลาดหลักในอียู คือ ฝรั่งเศส เยอรมนี และสหราชอาณาจักร

นอกจากนี้ อียูยังต้องการให้น้ำมันปาล์ม หรือน้ำมันจากพืชอื่นๆ มาจากการปลูกและผลิตอย่างยั่งยืน ซึ่งผู้ประกอบการไทยต้องจับตาดูความเคลื่อนไหวในอียูเกี่ยวกับมาตรการต่อน้ำมันปาล์มต่อไป รวมถึงผลกระทบต่อน้ำมันจากพืชประเภทอื่นๆ ด้วย เพราะก็มีความเป็นไปได้เช่นกันว่า ในอนาคตน้ำมันจากพืชชนิดอื่นๆ ก็อาจต้องปฏิบัติตามมาตรฐานความยั่งยืนเช่นเดียวกับน้ำมันปาล์ม

ทั้งนี้ ประเด็นที่น่าติดตาม คือ มาตรฐาน CSPO (Certified Sustainable Palm Oil) ซึ่งปัจจุบัน ไทยยังต้องใช้หน่วยรับรองและผู้ตรวจประเมินจากต่างประเทศอยู่ จึงทำให้มีค่าใช้จ่ายสูงในการขอรับรองมาตรฐาน แต่มีความจำเป็นเพราะกลุ่มผู้นำเข้าน้ำมันปาล์มหลักในอียู อย่างเช่น เนเธอร์แลนด์ อังกฤษ เบลเยียม ฝรั่งเศส เยอรมนี สวีเดน เดนมาร์ก นอร์เวย์ และอิตาลี ได้ประกาศชัดเจนเลยว่าจะนำเข้าเฉพาะน้ำมันปาล์มที่ได้มาตรฐาน CSPO เท่านั้น

สำหรับมาตรฐานด้านสุขอนามัยอาหาร ผู้ประกอบการต้องติดฉลากแสดงส่วนประกอบอาหาร และแจกแจงส่วนประกอบให้ชัดเจน ตามกฎระเบียบ Regulation No 1169/2011 โดยหากสินค้ามีส่วนผสมของน้ำมันปาล์มจะต้องระบุว่าใช้ “น้ำมันปาล์ม” จากเดิมที่อาจระบุแค่ “น้ำมันจากพืช”เท่านั้น รวมถึงต้องปฏิบัติตามมาตรฐานสุขอนามัยและความปลอดภัยด้านอาหาร ตามกฎระเบียบ Regulation (EC) No 178/2002 โดยเน้นหลักการสำคัญเกี่ยวกับการตรวจสอบตลอดห่วงโซ่การผลิตตั้งแต่ขั้นตอนการผลิต การแปรรูป และการกระจายสินค้า และต้องระวังไม่ให้มีปริมาณสารตกค้างเกินกำหนดด้วย

นอกจากนี้ อียูกำลังพิจารณาออกมาตรการจำกัดปริมาณสารกลุ่ม Glycidyl fatty acid esters (GE) 3-monochloropropanediol (3-MCPD), และ 2-monochloropropanediol (2-MCPD) และเอสเตอร์กรดไขมันของ 3-MCPD และ 2-MCPD จากน้ำมันพืชและอาหารทุกประเภท หลังจากที่หน่วยงานความปลอดภัยด้านอาหารของอียู (European Food Safety Authority - EFSA) ได้ประเมินว่า สารเหล่านี้มีความเสี่ยงต่อการก่อมะเร็งในผู้บริโภค หากผ่านกรรมวิธีปรุงอาหารที่อุณหภูมิสูง 200 องศา

สุดท้าย เราควรติดตามกระแสต่อต้านนี้ก็อาจส่งผลกระทบต่อเนื่องถึงสินค้าประเภทอื่นๆ ที่มีส่วนผสมของน้ำมันปาล์ม และน้ำมันจากพืชประเภทอื่นๆโดยเฉพาะสินค้าประเภทอาหาร ซึ่งเป็นสินค้าส่งออกของไทยด้วยก็เป็นได้

 

*** ชื่อเต็ม:

กระแสต่อต้านเชื้อเพลิงน้ำมันปาล์มจะกระทบด้านอาหารหรือไม่ ?

ปัญหาภาพลักษณ์น้ำมันปาล์มในอียู

โดย... thaieurope.net

แชร์ข่าว :
Tags:

i-Newspaperดูทั้งหมด

ส่งออกนิวไฮ‘2.2หมื่นล.ดอลล์’