วาระทีดีอาร์ไอ

21 กันยายน 2560
599

ปรับฐานคิด เปลี่ยนทัศนคติต่อการศึกษาไทย (1)

ปัญหาการศึกษาไทยเป็นประเด็นที่คนส่วนใหญ่เห็นพ้องว่าควรได้รับการแก้ไขปรับปรุงขนานใหญ่และต้องได้รับการปฏิรูป

ผลการทดสอบระดับชาติและระดับนานาชาติ ก็เป็นเหมือนสิ่งที่คอยย้ำเตือนว่า เด็กไทยจำนวนไม่น้อยกำลังเผชิญกับความยากลำบากในห้องเรียน หากมองลึกลงไปอีกขั้น จะเจอว่าปัญหาด้านการเรียนกำลังกลายเป็นปัญหาชีวิตของพวกเขา

งานวิจัย คนไทยมอนิเตอร์ 2557: เสียงเยาวชนไทย โดยมูลนิธิเพื่อคนไทย พบว่า ระบบการศึกษาและการปลูกฝังของผู้ปกครองเรื่องการเลือกอาชีพ หรือเรียกได้ว่าทัศนคติดังกล่าว เป็นสาเหตุสำคัญกดดันให้เยาวชนไทย 78% เกิดความเครียด และงานวิจัยชิ้นเดียวกันพบอีกว่าเยาวชนกว่า 1 ใน 3 ประสบกับปัญหาความขัดแย้งในตัวเอง มีความรู้สึกหดหู่ ซึมเศร้าและหมดหวังในชีวิต

ดังนั้นก่อนจะคิดแก้ไขปัญหาการศึกษาด้วยการปฏิรูปขนานใหญ่ ผู้เขียนขอชวนมองให้เห็นสิ่งที่ทำให้การศึกษาไทยมีปัญหาตั้งแต่ระดับมุมมองและทัศนคติ ทั้งจาก พ่อแม่ ครูอาจารย์ไปจนถึงผู้กำหนดนโยบาย มาขยายทำความเข้าใจเพื่อนำไปสู่ทางแก้ไขกันอย่างถูกจุด

จากผลวิจัยที่บ่งชี้ว่า “พ่อแม่” มีส่วนผู้เป็นต้นเหตุสร้างความเครียดให้ลูก สาเหตุเพราะ พ่อแม่หรือผู้ปกครองเป็นเหยื่อของความกดดันทางเศรษฐกิจ เพราะผู้ปกครองไม่ว่าจะมาจากฐานะอย่างไร ล้วนต้องการสนับสนุนลูกหลานให้ได้เรียน แม้ว่าจะต้องกู้ยืมเงินก็ตาม

จากรายงาน โอกาสที่เสียไป : 12 ข้อเท็จจริงการศึกษาไทย โดยสถาบันอนาคตไทยศึกษา พบว่า 2 ใน 3 ของครอบครัวไม่มีเงินเก็บมากพอที่จะส่งลูกเรียนมหาวิทยาลัย สอดคล้องกับงานวิจัยของสำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.) พบว่ากลุ่มครอบครัวที่มีฐานะยากจนถึง 50% ต้องกู้ยืมเงินเพื่อสนับสนุนการศึกษา

แต่ก่อนจะไปถึงระดับอุดมศึกษา 60% ของนักเรียนชั้น ม.ปลายก็ลงเรียนกวดวิชา ทำให้มีค่าใช้จ่ายในการเรียนพิเศษรวมค่าเดินทางและค่าที่พัก คิดเป็น 1.3 เท่า ของค่าใช้จ่ายในการไปโรงเรียนตามปกติอีกด้วย

ครอบครัวไทยทุ่มเทให้กับการเรียนมากถึงเพียงนี้ แต่เมื่อนักเรียนจบการศึกษาก้าวเข้าสูตลาดแรงงาน ผู้ประกอบการจำนวนไม่น้อยกลับพบว่า ระบบการศึกษาไม่ได้เตรียมทรัพยากรมนุษย์รุ่นใหม่เหล่านี้ให้พร้อมสำหรับตลาดงาน เกิดความลักลั่นทั้งในเชิงปริมาณ เช่น ขาดแคลนคนจบอาชีวะ แต่คนจบปริญญาตรีล้นตลาด และในเชิงคุณภาพ เป็นสาเหตุให้ผู้ประกอบการหลายแห่งต้องลงทุนในการฝึกอบรมให้กับพนักงานใหม่ บริษัทที่ไม่สามารถทำได้ ก็ต้องประสบภาวะขาดแคลนแรงงานที่มีคุณภาพ ถึงแม้ผู้ประกอบการจะมีไอเดียที่ชัดเจนว่าต้องการทักษะและความรู้ใดจากเด็กจบใหม่ ก็แทบไม่มีช่องทางให้ร่วมออกแบบระบบการศึกษาได้เลย

เมื่อมีข่าวเกี่ยวกับสภาพการศึกษาที่ย่ำแย่ เป้าหมายแรกๆ ที่สังคมมักชี้นิ้วใส่ คือ กระทรวงศึกษาธิการ รวมถึงข้าราชการ ทว่ากระทรวงเองก็มีความท้าทายที่ต้องจัดการ ทั้งการเปลี่ยนแปลงผู้บริหารที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง ใน 20 ปีที่ผ่านมามีการเปลี่ยนรัฐมนตรีถึง 21 คน รวมถึงการตั้งคณะกรรมการต่างเพื่อการปฏิรูป ในสมัยรัฐบาลปัจจุบัน มีการจัดตั้งคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องกับการปฏิรูปการศึกษาขึ้นมาถึง 4 ชุด ทั้งหมดนี้ทำให้ไม่สามารถดำเนินการและติดตามนโยบายใดๆ ในระยะยาว

แม้ภาคนโยบายจะมีการผลักดันแนวคิดใหม่ๆ เพื่อพัฒนาการศึกษา แต่ก็เป็นเรื่องยากที่จะทำให้การนำไปปฏิบัติ สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ตั้งต้นในระดับโรงเรียนและห้องเรียน เช่น นโยบายลดเวลาเรียนเพิ่มเวลารู้ ที่ต้องการสร้างพื้นที่ให้เกิดกระบวนการเรียนรู้แบบใหม่ในห้องเรียน แต่กลับกลายเป็นคาบพิเศษเพื่อติวสอบ O-NET เนื่องจากโรงเรียนได้รับแรงกดดันเรื่องผลสัมฤทธิ์ หรือ นโยบายคูปองอบรมครูที่ต้องการให้ครูได้พัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง แต่เพราะสถานที่ฝึกอบรมอยู่ต่างพื้นที่ ทำให้ครูต้องเดินทางไปอบรม ส่งผลให้เวลาสอนในห้องเรียนลดลง

ครูและผู้อำนวยการโรงเรียนก็ต้องเผชิญกับปัญหาภาระงานล้นมือจากโครงการต่างๆ ที่ได้รับมอบหมายจากส่วนกลางและเจอความกดดันของการประเมินจากภายนอก จากการสำรวจครูในโครงการครูสอนดีของ สสค. ในปี 2557 พบว่า ครูกว่า 90% ต้องการอิสระในการทำงานและการบริหารจัดการมากกว่าที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ และ งานที่กินเวลาของครูมากที่สุด 3 ลำดับแรก คือ การเตรียมเอกสารเพื่อรับการประเมิน เช่น จาก สมศ. การประกวดแข่งขันระหว่างโรงเรียนและการเข้าร่วมฝึกอบรม จึงเป็นไปได้ยากมากที่ครูจะใช้เวลาอย่างเต็มที่เพื่อออกแบบการสอนและติดตามดูแลนักเรียนซึ่งเป็นหัวใจหลักของการจัดการศึกษา

จากปัญหาที่กล่าวมา เห็นได้ว่า แท้จริงทุกฝ่ายต่างมีความพยายามที่จะมอบการศึกษาที่ดีให้เด็กไทย แต่เพราะต่างฝ่ายต่างมีแรงกดดัน รวมทั้งทัศนคติและมุมมองของ การศึกษาที่ดีแตกต่างกัน แนวทางที่เลือกใช้ก็ไปคนละทิศคนละทาง ผลลัพธ์จึงยังห่างไกลจากสิ่งที่ควรเป็นเช่นนี้ แล้วเราจะเริ่มเปลี่ยนแปลงระบบการศึกษาได้อย่างไร?

ผู้เขียนขอให้คำตอบในบทความตอนหน้า และจะวิเคราะห์ว่าอะไรอยู่เบื้องหลังทัศนคติและมุมมองเหล่านั้น ซึ่งกำลังเป็นปัญหาต่อการพัฒนาการศึกษาไทยในศตวรรษที่ 21

 ////

โดย ณิชา พิทยาพงศกร

แชร์ข่าว :
Tags:

i-Newspaperดูทั้งหมด

สินเชื่อบ้านแข่งดุ ชู‘ดอกเบี้ยต่ำ’3 ปี