สงครามข่าวสาร

สงครามข่าวสาร

สงครามข่าวสาร

ในฐานะของคนที่ชอบอ่าน “ประวัติศาสตร์สงคราม” ผมมักจะจินตนาการว่าคนที่อยู่ในตลาดหุ้นนั้นคล้าย ๆ กับกำลังทำ “สงครามข่าวสาร” คนที่ “ชนะ” จะกินเงินคนที่ “แพ้” ส่วนคนที่เข้าสู่สงครามนั้นประกอบไปด้วยคนทั้งหมดที่เกี่ยวข้องซึ่งรวมถึงผู้บริหารและ/หรือเจ้าของบริษัทจดทะเบียน โบรกเกอร์ นักลงทุนตั้งแต่นักลงทุนส่วนบุคคล นักลงทุนสถาบัน นักลงทุนต่างประเทศ นักวิเคราะห์ นักเขียนหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชน ตลาดหลักทรัพย์ กลต. และอื่น ๆ

คำว่าสงครามข่าวสารนั้น ความหมายของผมก็คือ พวกเขาต่างก็ผลิตข้อมูลและข่าวสาร เสร็จแล้วก็ “ยิง” หรือส่งข่าวสารออกไปสู่คนอื่นเพื่อกระตุ้นให้พวกเขาสนใจ คิด และทำในสิ่งที่เขาอยากให้ทำเพื่อที่จะเป็นประโยชน์ต่อตัวคนที่ส่ง ข้อมูลข่าวสารนั้นอาจจะเป็นข้อมูลที่ถูกต้องแท้จริง หรืออาจจะเป็นข่าวสารที่ “ลำเอียง” หรือ “ลวง” ให้คนหลงผิดก็ได้ คนที่อยู่ใน “สมรภูมิ” นั้น บางคนก็เป็น “ฝ่ายรุก” ที่มีประสิทธิภาพและมี “พลังการยิง” หรือทรัพยากรในการรบสูง พวกเขาจะส่งข่าวสารข้อมูลออกไปผ่านเครื่องมือต่าง ๆ อย่างเป็นระบบรวมถึงอาจจะมีการประสานกับคนในฝ่ายเดียวกันหรือที่เป็นพันธมิตร และในที่สุดก็จะเป็น “ผู้ชนะ” บางคน เช่นที่อาจจะเรียกว่าเป็น “แมงเม่า” หรือนักลงทุนรายเล็ก ๆ ที่ซื้อขายหุ้นเกือบทุกวันในตลาดก็อาจจะเรียกว่าเป็น “ฝ่ายรับ” ที่ไม่มีประสิทธิภาพในการรบ ไม่มีอำนาจในการยิง และตกเป็นเป้าของคนอื่นเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งในที่สุดก็มักจะเป็น “ผู้แพ้”

การอยู่ในสงครามหรือในสมรภูมิข่าวสารนั้น หมายความว่ามี “กระสุน” หรือข่าวสาร “บินว่อน”เต็มไปหมดตลอดเวลา เราต่างก็จะ “ถูกกระทบ” ด้วยข่าวสารมากมายและแน่นอนว่ามันจะส่งผลต่อความคิดและการกระทำของเราในตลาดหุ้นไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง โดยทั่วไปแล้ว ข่าวสารเหล่านั้นก็อาจจะไม่ได้ทำอะไรให้เราตัดสินใจในทางที่เสียหายทันทีเพราะมันเป็นข่าวสารที่ “เป็นกลาง” เรารับไว้แล้วก็ไม่ได้ตัดสินใจทำอะไรแต่ก็จะถูก “ซึมซับ” ไว้เพื่อที่มันจะถูกนำไปใช้ในภายหลังโดยที่เราอาจจะไม่รู้ตัว นี่ก็อาจจะเป็นเรื่องของความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการลงทุนที่อาจจะถูกหรือผิดก็ได้ขึ้นอยู่กับตัวคนที่รับมันและข่าวสารที่ถูกยิงมาจากสารพัดทิศทาง นักลงทุนที่ชาญฉลาดก็จะต้องพยายามหลบหลีกจากความรู้และความเข้าใจที่ผิด อย่างไรก็ตาม เป็นเรื่องไม่ง่ายนักถ้าเรา “ถูกกระหน่ำ” ด้วยสิ่งที่ผิดตลอดเวลา อย่าลืมว่าข่าวสารที่ตอกย้ำตลอดเวลานั้น มันมีอิทธิพลในการ “ล้างสมอง” ให้คนเชื่อได้อย่างไม่ต้องมีเหตุผลที่ถูกต้องมากนัก

ข่าวสารจำนวนมากนั้น ถูกปล่อยออกมาเพื่อที่จะให้คนอื่นกระทำในสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อคนที่ปล่อย โบรกเกอร์และนักวิเคราะห์ของโบรกเกอร์นั้นผลิตและยิงข่าวสารออกมาด้วยวัตถุประสงค์หลัก ๆ ก็คือให้คนเล่นหุ้นและนักลงทุนซื้อขายหลักทรัพย์ผ่านเขาเพื่อที่เขาจะได้ค่าคอมมิชชั่น ยิ่งมากก็ยิ่งดี ข่าวสารของพวกเขาก็คือการแนะนำว่าหุ้นตัวไหนน่าซื้อหรือน่าขายโดยอาศัยข้อมูลของผลประกอบการในระยะสั้นเป็นตัวชี้นำ เขาไม่ได้สนใจว่าสิ่งที่คาดการณ์นั้นจะผิดหรือถูกมากนัก ว่าที่จริง “ใครจะไปรู้” แต่การแนะนำหุ้นนั้นก็ทำให้หุ้นตัวนั้นเป็นที่ “จับตา” ของคนจำนวนมาก บางคนอาจจะเชื่อก็ซื้อ บางคนอาจจะไม่ได้เชื่อแต่คิดว่าคนอื่นอาจจะเชื่อและเข้ามาซื้อ ดังนั้นเขาก็จะต้องเข้ามาซื้อก่อนเพราะเชื่อว่าหุ้นจะต้องขึ้นหลังจากคนอื่นมาซื้อทีหลัง คนบางคนที่มีหุ้นอยู่อาจจะไม่เชื่อและคิดว่าควรจะขายหุ้นโดยเฉพาะถ้าราคาหุ้นขึ้นไปสูงกว่าที่ควรจะเป็น ผลก็คือ มีคนมาซื้อและขายจำนวนมาก โบรกเกอร์เป็นผู้ชนะและได้เงิน

ผู้บริหารและผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัทอยากที่จะให้หุ้นของตนขึ้นและขึ้นไปมาก ๆ อย่างรวดเร็ว บางคนจึงปล่อย “ข่าวดี” ที่ว่าบริษัทกำลังมีโครงการที่จะ “โต” อย่างรวดเร็ว หรือไม่ก็กำไรจะ “โตพรวด” ในไตรมาศหน้าและต่อ ๆ ไป ราคาหุ้นยังไม่แพง มูลค่าหุ้นอาจจะโตขึ้นไปอีกเท่าตัวในเวลา 3 ปี อะไรทำนองนี้ ข่าวนี้ถูก “ยิง” ออกไปเพื่อให้คนรับสนใจและเข้ามาซื้อหุ้นดันราคาให้วิ่งขึ้นไป กลยุทธ์การยิงก็อาจจะออกมาเป็นขั้น ๆ ตั้งแต่ปล่อยข่าวหรือบอกข่าวนักลงทุน “รายใหญ่” เพื่อให้เข้ามาซื้อหุ้นดันราคา ต่อมาก็กระจายสู่รายย่อยผ่านสื่อที่กว้างขวางเช่นหนังสือพิมพ์ รายการทีวี และเว็บหรือสื่อสังคมออนไลน์ ต่อมาก็ถึงนักวิเคราะห์ สุดท้ายเมื่อหุ้นมีขนาดใหญ่พอก็อาจจะต่อไปถึงสถาบันและนักลงทุนต่างประเทศ การ “ระดมยิง” อย่างกว้างขวางทำให้คนตัดสินใจลงทุนซื้อหุ้นดันให้ราคาสูงลิ่ว เจ้าของเป็นผู้ชนะทำเงินมหาศาลเช่นเดียวกับนักลงทุนบางคนและบางกลุ่มที่ทำเงินมากมายในการยุทธ์ครั้งนี้ ในขณะเดียวกัน ในหลาย ๆ ครั้ง คนที่ “ถูกยิง” หนักอย่างรายย่อยเสียหายอย่างหนัก เป็น “เหยื่อ” ของสงครามอาจจะเนื่องจากไม่รู้ว่าตนเองกำลังอยู่ในสมรภูมิ

การที่จะเอาตัวรอดและได้ชัยชนะในสมรภูมิข่าวสารในตลาดหุ้นนั้น สิ่งสำคัญก็คือการที่เราจะต้องรู้ว่าใครอยู่ในสนามรบบ้างและเขากำลังทำอะไรเป็นเรื่องสำคัญ จำไว้ว่าคนที่เข้ามานั้นมีเหตุจูงใจสำคัญก็คือการได้ผลประโยชน์จากการปล่อยข่าวหรือให้ข้อมูลหรือความเห็นออกไป ในบางครั้ง ข่าวสารหรือความเห็นก็เป็นประโยชน์ต่อคนอื่นด้วยที่ทำให้เขารอดหรือปลอดภัยจาก “กระสุน” ลูกอื่น อย่างไรก็ตาม บ่อยครั้งก็เป็นโทษต่อคนที่รับข่าวสารนั้นเนื่องจากมันเป็นข่าวสารข้อมูลที่ทำให้เขาตัดสินใจผิดและเป็นโทษต่อตนเองในขณะที่เป็นคุณต่อคนที่ปล่อย “นิสัย” ที่จะต้องฝึกฝนเพื่อที่จะ “ป้องกันตนเอง” ในสงครามข่าวสารก็คือ ข้อแรก การที่เราจะต้องตระหนักทุกครั้งที่รับข่าวว่ามันมาจากใครและเขามีแรงจูงใจอะไรบ้าง ผลประโยชน์ของเขาคืออะไร และข้อสองก็คือ เราจะต้องเป็นคน “ขี้สงสัย” ในทุกเรื่องและพยายามอย่ามองอะไรในแง่บวกเกินไป เพราะข่าวสารในตลาดนั้นมาจากผู้ที่กำลัง “เข้าทำสงคราม” ที่บ่อยครั้งใช้รูปแบบที่รุนแรงและทำลายล้างสูง เขาไม่ได้มีความปรารถนาดีหวังให้เราได้กำไรอะไรนักหรอก

การป้องกันตัวเองจากสงครามข่าวสารในระยะยาวอีกข้อหนึ่งที่สำคัญก็คือ การ “หลีกเลี่ยง” ข่าวสารที่เราดูแล้วไม่ได้สอดคล้องกับทฤษฎีหรือการปฏิบัติที่ได้รับการยอมรับมายาวนานว่ามีความถูกต้องและเหมาะสม อย่าไปคิดว่า “รับรู้ไว้ก็ไม่เสียหาย” ถ้าเราไม่ได้เชื่อไปเสียทั้งหมด แต่นี่เป็นเรื่องที่ผิด เพราะโดยธรรมชาติของสมองเรานั้น ถ้าเรารับรู้หรือรับฟังมันไปเรื่อย ๆ ถึงจุดหนึ่งสมองเราจะถูก “ล้าง”ให้คิดว่าสิ่งที่เราได้รับฟังมานั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้อง เป็นสิ่งที่ดีและเราจะเชื่อและอยากทำตาม และนั่นก็จะเป็นหายนะ เพราะเราทำในสิ่งที่อาจจะถูกต้องในระยะสั้นหรือในบางเวลา แต่ในระยะยาวแล้วเราจะ “แพ้” คำแนะนำของผมก็คือ เราต้องเลือกที่จะรับข้อมูล เราต้อง “จำกัดขอบเขตการรับรู้” อย่าให้มากเกินไปเพื่อกันไม่ให้คนอื่นมา “ล้างสมอง” เราให้เชื่อในสิ่งที่ผิดหรือไม่เป็นประโยชน์ อย่าไปเชื่อความคิดที่ว่าคนที่มีข่าวสารมากกว่าจะเป็นผู้ชนะใน “สงครามข่าวสาร” คนที่สามารถควบคุมการรับและปล่อยข่าวสารต่างหากที่จะมีชัยในโลกที่เต็มไปด้วยข่าวสารอย่างในปัจจุบัน