สหภาพยุโรปจะชัก “ใบแดง” ให้ไทย
กรณีมาตรฐานการประมง ที่เขาเห็นว่ายังไม่เข้าขั้นที่เขาพอใจหรือไม่?
การเจรจารอบใหม่ในเดือนพฤษภาคมนี้จะเกิดขึ้นหรือไม่ และหากมีจริง จะมีผลช่วยให้ไทยไม่โดน “ใบแดง” หรือไม่?
IUU หรือ illegal, unreported, unregulated หรือการประมงที่ “ผิดกฎหมาย ขาดการรายการ ไร้การควบคุม” ที่ยุโรปตั้งประเด็นกับการประมงของไทย ยังเป็นภัยที่คุกคามการส่งออกสินค้าประมง และภาพลักษณ์ของประเทศในเวทีสากล
ถึงขั้นที่นายกฯ ประยุทธ์ จันทร์โอชา ต้องใช้มาตรา 44 ปลดอธิบดีกรมประมง ก็ยังไม่แน่ว่าจะมีผลน้าวโน้มให้ยุโรปเชื่อว่าไทยเอาจริงในเรื่องนี้
เป็นที่ทราบกันแล้วว่าคุณวีรชัย พลาศรัย เอกอัครราชทูตคณะผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ที่ได้รับมอบหมายให้ไปชี้แจงเรื่องนี้กับตัวแทนของสหภาพยุโรป ได้ทำหนังสือภายในกลับมาที่กระทรวงต่างประเทศเมื่อเร็ว ๆ นี้แจ้งว่า
อาการน่าเป็นห่วง
ตัวแทนอียูบอกว่าแม้จะมีการรับปากรับคำ จากรัฐบาลไทยเรื่องนี้ว่าจะแก้ไขปัญหาต่าง ๆ แล้วแต่ไทยก็ยังมีปัญหาด้านการปฏิบัติ
ทั้งการบังคับใช้กฎหมายและการดำเนินตามแผนที่ประกาศเอาไว้
เขาสรุปภาษาของเขาว่าไทยขาด political will ที่จะทำตามที่ตกลงกัน
แปลเป็นไทยหลวม ๆ ได้ว่าคือขาด “ความมุ่งมั่นทางการเมือง” ที่จะบรรลุเป้าหมายที่วางเอาไว้ ซึ่งมีความหมายว่าผู้นำทางการเมืองระดับชาติ ไม่ได้ลงไปดำเนินการเอาจริงเอาจัง กับระดับปฏิบัติเพียงพอ จึงไม่เกิดผลอย่างที่ตกลงกันว่าจะทำ
ตรงนี้แหละคือปัญหาพื้นฐานของประเทศ ไม่เพียงแต่เรื่องการประมงกับสหภาพยุโรปเท่านั้น แต่ยังเป็นที่มาของปัญหาคาราคาซังระดับชาติมากมายหลายอย่าง
ความตั้งใจมี ลีลาท่าทางพร้อม แต่ถึงชั้นต้องลงมือทำจริงกลับไม่เป็นไปตามแผน
นักข่าวไปถามโฆษกศูนย์บัญชาการการแก้ไขปัญหาการทำการประมงผิดกฎหมาย (ศปมผ.) ได้รับคำตอบว่า
“ข้อเสนอแนะของอียูทั้งหมด 65 ข้อ ดำเนินการไปแล้วกว่า 36 รายการ และจะยังดำเนินการต่อไป แต่ละรายการจะต้องใช้เวลา จึงได้มอบหมายให้คุณวีรชัยเป็นตัวแทนอธิบายให้กับอียูเข้าใจ...”
นี่คงไม่ใช่แค่ความเข้าใจไม่ตรงกัน แต่เป็นความแตกต่างขั้นพื้นฐาน ของวัฒนธรรมการทำงานกันทีเดียว
เพราะหากเราตกลงว่าจะทำตามข้อเสนอแนะ 65 ข้อในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง แต่ทำได้แค่ 36 เรื่อง แล้วส่งตัวแทนไปอธิบายว่าทำไมยังทำไม่เสร็จ เขาก็คงจะเข้าใจได้เพียงว่าไม่ได้ทำตามที่ตกลงกันเท่านั้น จะเข้าใจเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้
จึงเป็นที่มาของคำว่าขาด political will ที่จะทำ
ส่วนเราจะขอความเห็นใจหรือความเข้าใจอย่างไรนั้น หากคุยกันเองระหว่างคนไทยก็คงจะ “หยวน ๆ” กันตามประสาแบบไทย ๆ ได้ แต่เมื่อเขามีกฎกติกาและเขียนระบุกันชัดเจนว่าใครจะต้องทำอะไรบ้าง การทำไม่ครบตามนั้นก็คือการผิดนัด ผิดสัญญา จะส่งใครไปชี้แจงอธิบายอย่างไรก็คงจะไม่ได้ผลอะไร
ตัวแทนอียูบอกคุณวีรชัยว่าเขาเห็นว่าไทยได้ “แสดงความพยายาม” ในการแก้ไขปัญหาอย่างมาก แต่ยังคงมีปัญหาที่จะต้อง “แก้ไขในเชิงลึก”
เช่นในเอกสารอีกฉบับหนึ่ง จากสำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศประจำอียู ที่เขียนถึงปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ของไทย สรุปว่ารัฐบาลไทยมุ่งมั่นและมีนโยบายการแก้ปัญหาไอยูยูอย่างชัดเจน
แต่ในทางปฏิบัติกลับไม่เป็นเช่นนั้น ทำให้เขาขาดความเชื่อมั่นในหน่วยงานปฏิบัติ เช่นการเพิกถอนใบอนุญาตเรือประมง หรือโรงงานแปรรูปสัตว์น้ำที่กระทำผิด
เขาบอกว่ามีการออกข่าวว่าได้แก้ไขปัญหาไปแล้ว 99% ซึ่งขัดแย้งกับข้อมูลที่เขาได้รับอย่างสิ้นเชิง
เขาห่วงว่าแม้จะมี พ.ร.ก. การประมงและการจัดการประมง แต่ก็ขาดการดำเนินงานให้สอดคล้องกับกฎหมาย
อีกทั้งเขาห่วงว่ามีแรงกดดันจากเอกชนมากจนหน่วยงานภาครัฐทำงานไม่ได้ตามแผน
กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้แม้จะมีมากถึง 91 ฉบับ แต่การบังคับใช้กฎหมายไม่ได้ผล อีกทั้งกฎหมายที่รองรับก็ไม่ชัดเจน
มิหนำซ้ำเขายังถือโอกาสตอกย้ำว่า สถานการณ์การเมืองและรัฐธรรมนูญของไทย ในช่วงนี้อาจจะทำให้เกิดความสลับซับซ้อนยิ่งขึ้น
เห็นชัดว่าเมื่อเราเพลี่ยงพล้ำในเรื่องหลัก เขาก็ “หาเรื่องตีรวน” ในเรื่องอื่น ๆ จนได้

