ดร.พสุ เดชะรินทร์

คอลัมนิสต์ประจำคอลัมน์ "มองมุมใหม่"

24 ธันวาคม 2556
2494

ผู้นำจะต้องพูดออกมาจากใจ

คนจะเป็นผู้นำที่ดีและยิ่งใหญ่ได้นั้นจะต้องประกอบด้วยทักษะที่สำคัญหลายประการ

แต่ทักษะประการหนึ่งที่มีความสำคัญแต่อาจจะไม่ค่อยได้เห็นความสำคัญมากนัก แต่เมื่อปรากฏขึ้นมาแล้วกลับเป็นที่กล่าวขวัญกันอย่างมาก นั่นคือ ทักษะในการพูดในที่สาธารณะหรือต่อหน้าคนจำนวนมาก ในช่วงที่ผ่านมา เชื่อว่าท่านผู้อ่านคงได้เห็นตัวอย่างของผู้นำต่างๆ ที่มีโอกาสพูดต่อหน้าสาธารณชน แล้วท่านผู้อ่านก็คงเห็นนะครับว่าบางท่านมีทักษะในการพูดที่ดี สามารถโน้มน้าว จูงใจ สร้างแนวร่วม และแรงบันดาลใจให้กับผู้ฟังจำนวนมากได้ แต่ขณะเดียวกันก็มีผู้นำบางท่านที่พูดแล้วทำให้ผู้ฟังสับสน ขาดทักษะในการพูด แทนที่พูดแล้วจะทำให้คนเกิดความฮึกเหิมหรือแรงบันดาลใจ กลับทำให้ผู้ฟังเกิดข้อติฉินนินทาได้

ปัจจุบันหลายๆ องค์กรพยายามที่จะพัฒนาผู้นำรุ่นใหม่ด้วยรูปแบบที่แตกต่างกันไป ทั้งการ Coaching การ Mentoring หรือ การส่งไปอบรมตามหลักสูตรต่างๆ แต่เรื่องของการพูดต่อหน้าของคนหมู่มากนั้นกลับเป็นที่ละเลย หรือ ไม่ได้ให้ความสำคัญเท่าทักษะด้านอื่น ทั้งๆ ที่ด้วยบทบาทของคนที่เป็นผู้นำแล้ว การพูดต่อหน้าคนหมู่มากเป็นภาระหน้าที่ที่สำคัญประการหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นด้วยบทบาทของความเป็นผู้นำที่ต้องไปตามงานพิธีการต่างๆ หรือ พูดเพื่อปลุกใจ สร้างแรงจูงใจ สร้างพลังให้กับคนในองค์กร

ท่านผู้อ่านลองนึกภาพดูว่าท่านต้องการผู้นำแบบไหนครับ แบบแรก เป็นผู้ที่สามารถลุกขึ้นมาพูดต่อหน้าผู้คนจำนวนมากได้ตลอดเวลา ไม่เคยต้องอาศัยโพย เนื้อหาที่พูดมีการเรียงลำดับที่ชัดเจน น้ำเสียง จังหวะในการพูดสอดคล้องกับเนื้อหาที่พูด ภาษาที่ไทยมีความเหมาะสม แบบที่สอง เป็นผู้นำที่สามารถขึ้นมาพูดต่อหน้าผู้อื่นได้ เพียงแต่ต้องอาศัยเวลาในการเตรียมตัว อาจจะมีคนร่างสิ่งที่จะพูดมาให้ แล้วอาศัยความจำท่องไว้ หรือ นำมาปรับเปลี่ยนเป็นภาษาของตนเอง แบบที่สาม เป็นผู้นำที่ขึ้นมาพูดต่อหน้าผู้อื่นได้เช่นเดียวกัน แต่การพูดทุกครั้งจะต้องมีคำกล่าวหรือโพยอยู่ในมือ และต่อให้มีโพยอยู่ในมือก็ยังอาจจะมีความผิดพลาดในการอ่านโพย ไม่ว่าจะเป็นการเว้นวรรคที่ผิดหรืออ่านผิด

ถ้าท่านผู้อ่านเป็นคนในองค์กรของผู้นำทั้งสามแบบ ท่านผู้อ่านจะมีความภูมิใจต่อผู้นำแบบไหนมากกว่ากัน? นอกเหนือจากความภูมิใจที่เกิดขึ้นในฐานะพนักงานหรือลูกน้องแล้ว สิ่งที่พูดออกมายังแสดงให้เห็นถึงกระบวนการในการคิดที่เกิดขึ้นในสมองของผู้พูด รวมถึงความเอาใจใส่ของผู้พูดด้วย ผมเคยถามผู้นำแบบแรกท่านหนึ่งที่พูดเก่งมาก ไม่เคยต้องอาศัยโพย และพูดโน้มน้าวคนได้อย่างยอดเยี่ยมว่าเขามีวิธีการในการพูดอย่างไร ท่านก็ตอบมาแบบสั้นๆ และได้ใจความว่า จะต้องมีความชัดเจนในข้อความที่จะสื่อ จะต้องรู้ว่าผู้ฟังเป็นใคร และต้องการสื่อสารอะไรให้กับผู้ฟัง แค่นั้นก็พอแล้ว

คนที่พูดต่อหน้าคนหมู่มากได้ดี (และจะยิ่งดียิ่งขึ้นถ้าไม่ต้องอาศัยโพย) จะต้องมีความชัดเจนในการลำดับกระบวนการคิดของตนเอง จะต้องมีความจำที่เยี่ยมยอดว่าจะพูดในเรื่องหรือประเด็นอะไรบ้าง สมองจะต้องไวในการหาคำพูดที่เหมาะสมที่จะสื่อสารสิ่งที่อยู่ในใจออกไป อีกทั้งจะต้องเป็นผู้ที่มีการวางแผนล่วงหน้า (ในใจ) ได้ดี จะต้องรู้ว่าจะต้องเล่าเรื่องไหนก่อน มีการเรียงลำดับเรื่องราวที่จะพูดได้ดี อีกทั้งรู้ว่าจะต้องจบในสิ่งที่จะพูดได้อย่างไร เคยพบผู้นำบางท่านที่อาจจะเป็นนักพูดที่ดี แต่ขาดการวางแผนในใจ ทำให้พูดแล้วหาทางจบไม่ลง พอหาทางจบไม่ลง การพูดที่ควรจะสั้นและกระชับ ก็กลับเป็นยืดเยื้อและขาดความน่าสนใจไปครับ

ทักษะในการพูดของผู้นำนั้น ผมมองว่าสามารถที่จะฝึกหัดกันได้ แต่อาศัยการฝึกหัดอย่างเดียวก็ไม่พอ เพราะผมเชื่อว่าผู้นำที่จะพูดต่อหน้าสาธารณชนได้ดีนั้นจะต้องมาจากทั้งกระบวนการคิดที่ชัดเจน แจ่มใส มีความตั้งใจในการสื่อสารอย่างแท้จริง และที่สำคัญคือพูดด้วยใจ ไม่ใช่พูดตามหน้าที่ ถ้าผู้นำพูดตามหน้าที่ก็เพียงแค่อ่านตามคำกล่าวที่ผู้อื่นร่างมาก็พอแล้ว แต่ถ้าผู้นำที่พูดด้วยใจนั้น คำกล่าวหรือโพยเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็น เพราะคำพูดทุกอย่างจะออกมาจากใจของตัวเองเป็นหลักครับ

ท่านผู้อ่านอาจจะไม่เห็นด้วยว่าทักษะในการพูดของผู้นำไม่น่าสำคัญเท่าทักษะอื่นๆ แต่อย่าลืมว่าถ้าผู้นำต้องการจะเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง ต้องการจะเป็นผู้นำที่ได้ใจของลูกน้อง รวมทั้งต้องการชี้นำ กระตุ้นให้คนทำในสิ่งที่ตนเองต้องการ ผู้นำก็ต้องพูดนะครับ และที่สำคัญคือจะต้องพูดออกมาจากใจครับ ไม่ใช่พูดเพราะสวมหัวโขนของความเป็นผู้นำเพียงอย่างเดียว

แชร์ข่าว :
Tags:

i-Newspaperดูทั้งหมด

รพ.สะเทือน‘คนไข้ยูเออี’ลด