‘สิงห์ เอสเตท’ รุกธุรกิจใหม่เสริมแกร่ง ลุยนิคมฯ-ผลิตไฟฟ้า-บริการวิศวกรรม

‘สิงห์ เอสเตท’ รุกธุรกิจใหม่เสริมแกร่ง ลุยนิคมฯ-ผลิตไฟฟ้า-บริการวิศวกรรม
2 มีนาคม 2564
1800

มหันตภัยร้ายไวรัสโควิด-19 เขย่าโลกครั้งใหญ่! สร้างผลกระทบ และการเปลี่ยนแปลงในหลายมิติ สภาพแวดล้อมทางธุรกิจปรับเปลี่ยนตลอดเวลา และยากที่จะคาดเดา แน่นอนว่าการขับเคลื่อนธุรกิจไม่สามารถทำแบบเดิมๆ ได้อีกต่อไป ตอกย้ำการตัดสินใจจัดโครงสร้างธุรกิจของ “สิงห์ เอสเตท” ผู้พัฒนาและลงทุนอสังหาริมทรัพย์ภายใต้เครือบุญรอดบริวเวอรี่ ของตระกูล “ภิรมย์ภักดี” หรือค่ายเบียร์สิงห์! จัดกระบวนทัพวางเกมรุกมุ่งเจาะ “โอกาสใหม่” ทั้งในประเทศไทยและทั่วโลก ประเดิมธุรกิจนิคมอุตสาหกรรม ธุรกิจผลิตกระแสไฟฟ้า ธุรกิจบริการด้านวิศวกรรม จัดเป็น New S-curve เสริมแกร่งให้ธุรกิจหลัก เร่งเครื่องการเติบโตก้าวกระโดด ผงาด “โกลบอล คอมปะนี” อย่างเต็มตัว!

“จุตินันท์ ภิรมย์ภักดี” ประธานกรรมการ บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน)  (S)  กล่าวถึงแผนเชิงกลยุทธ์ในการขยายธุรกิจของสิงห์ เอสเตท ว่า มุ่งเติมเต็มและเสริมความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจหลักอสังหาริมทรัพย์ โดยเตรียมรุกเข้าสู่ “ธุรกิจใหม่” ประกอบด้วย ธุรกิจพัฒนาโครงการนิคมอุตสาหกรรม ธุรกิจผลิตกระแสไฟฟ้า ธุรกิจให้บริการด้านวิศวกรรม และธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องอื่นๆ ที่ส่งเสริมซึ่งกันและกัน

เป็นบิ๊กสเต็ป! สู่ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องและธุรกิจสร้างสรรค์ใหม่ๆ ที่จะมาต่อยอดและเสริมความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจที่มีอยู่ในปัจจุบัน เพื่อนำ “สิงห์ เอสเตท” ทะยานขึ้นหนึ่งในธุรกิจแถวหน้าของประเทศไทย พร้อมสร้างการเติบโตแบบก้าวกระโดด  สร้างผลตอบแทนที่ดี และความมั่นคงทางธุรกิจ 

“ช่วงที่ผ่านมา เราให้ความสำคัญกับการนำบริษัทเดินทางจากจุดเริ่มต้นในฐานะบริษัทของครอบครัวที่บริหารจัดการสินทรัพย์และดำเนินธุรกิจอสังหาฯ ของตระกูล สู่การเป็นบริษัทมหาชน ที่มีการบริหารงานอย่างมืออาชีพ มีสินทรัพย์อยู่ในกิจการอสังหาฯ ที่หลากหลาย กระจายอยู่ในหลายภูมิภาค โดยเส้นทางแห่งอนาคต เราเชื่อมั่นในศักยภาพประเทศไทย ซึ่งเป็นฐานที่มั่นทางธุรกิจของสิงห์ เอสเตท พร้อมเดินหน้ามองหาโอกาสสร้างการเติบโตใหม่ๆ ในระดับโลกควบคู่กัน” 

ทั้งนี้ ธุรกิจใหม่ จัดเป็นกลุ่มธุรกิจที่ 4  ของสิงห์ เอสเตท ต่อยอดธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ที่เป็นแกนหลัก 3 กลุ่มธุรกิจ ได้แก่ กลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการพาณิชย์ กลุ่มธุรกิจโครงการที่พักอาศัย และกลุ่มธุรกิจรีสอร์ทและโรงแรม

ทางด้าน “ฐิติมา รุ่งขวัญศิริโรจน์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กล่าวเสริมว่า แนวทางการเดินหน้า 4 กลุ่มธุรกิจของสิงห์ เอสเตท  สร้างความโดดเด่นและแตกต่างเหนือคู่แข่ง ประการสำคัญ การเพิ่มโอกาสทางธุรกิจใหม่ที่เกี่ยวเนื่องจะช่วยให้มีความสามารถในการแข่งขันมากขึ้นจากการเติมเต็มซึ่งกันและกันของกลุ่มธุรกิจต่างๆ การใช้ทรัพยากรร่วมกัน และการบูรณาการธุรกิจ 

ภายใต้ตลาดที่มีความไม่แน่นอนสูง! สภาพแวดล้อมทางธุรกิจยากจะคาดเดาทั้งในไทยและทั่วโลก การจัดทัพขับเคลื่อน 4 กลุ่มธุรกิจที่เชื่อมโยงกัน จะช่วยให้ธุรกิจสิงห์ เอสเตท มีความมั่นคงมากยิ่งขึ้น จากการที่ธุรกิจในเครือมีวงจรทางธุรกิจที่แตกต่างกัน มีรูปแบบความเสี่ยงไม่เหมือนกัน และเพิ่มความสามารถในการสร้างรายได้ประจำและสม่ำเสมอ 

โดยกลุ่มธุรกิจที่ 4 จากนี้เป็นต้นไป จะเข้ามาต่อยอดธุรกิจหลักอสังหาริมทรัพย์ และสร้างรายได้ให้บริษัทฯ ได้อย่างมากมาย ซึ่งปี 2563 ที่ผ่านมา 3 กลุ่มธุรกิจอสังหาฯ เพื่อการพาณิชย์ ธุรกิจโครงการที่พักอาศัย และธุรกิจรีสอร์ทและโรงแรม ทำรายได้คิดเป็นสัดส่วน 96% ของรายได้ทั้งหมด

“ด้วยความแข็งแกร่งทางการเงินของเราจากอัตราส่วนหนี้สินต่อทุนต่ำอยู่ที่ 0.96 เท่า ประกอบกับการมีเครดิตดี สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้อีก 25,000 ล้านบาท เวลานี้จึงเป็นห้วงเวลาที่เหมาะสมในการเดินหน้ากลุ่มธุรกิจที่ 4 อย่างเต็มตัว”

จะเห็นว่า แนวโน้มการพัฒนาโครงการขนาดยักษ์หลากหลายโครงการในประเทศไทย สอดรับไปกับการเดินหน้าบูรณาการธุรกิจต่างๆ ของ สิงห์ เอสเตท ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น ภายใต้การผนึกกำลังธุรกิจโรงแรม ที่พักอาศัย อสังหาริมทรัพย์เพื่อการพาณิชย์และอุตสาหกรรม เข้ากับธุรกิจผลิตกระแสไฟฟ้า และธุรกิจให้บริการด้านนวัตกรรมที่เกี่ยวเนื่องต่างๆ จะสร้างความได้เปรียบเชิงธุรกิจให้กับ สิงห์ เอสเตท ได้อย่างมหาศาล! และเพิ่มความสามารถในการคว้าโอกาสทางธุรกิจใหญ่ๆ ที่กำลังจะมีเข้ามา

เกมรุกของ สิงห์ เอสเตท มาพร้อมเป้าหมายผลักดันรายได้ 3 ปีข้างหน้า เติบโต 3 เท่าตัว หรือราว 20,000 ล้านบาทต่อปี  พร้อมกับสร้างธุรกิจให้มีมูลค่าสินทรัพย์เพิ่มขึ้น จาก 65,000 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2563  สู่ธุรกิจที่มีมูลค่าสินทรัพย์ 80,000 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2566  หนุนอัตราผลกำไรในการทำธุรกิจเพิ่มขึ้นด้วย

ฐิติมา ทิ้งท้ายด้วยว่า สิงห์ เอสเตท อยู่ระหว่างศึกษาแนวคิดและวิธีใหม่ๆ ระดับโลก ที่จะนำมาใช้ในการบริหารจัดการธุรกิจโรงแรมและรีสอร์ท เพื่อเพิ่มศักยภาพธุรกิจให้สามารถเดินหน้าต่อไปได้เป็นอย่างดีในทุกๆ สถานการณ์ (Resilient Business)

ทั้งนี้ สิงห์ เอสเตท ยังเปิดกว้าง "แสวงหาความร่วมมือ" ทั้งภายในประเทศและระดับโลก เพื่อสร้างความเชี่ยวชาญที่มากขึ้น ซึ่งจะเป็นการเสริมความแข็งแกร่งความสามารถในการแข่งขัน และช่วยขยายฐานธุรกิจในต่างประเทศให้กว้างขวางยิ่งขึ้น

ปัจจุบัน อาณาจักร สิงห์ เอสเตท กลุ่มธุรกิจอสังหาฯ เพื่อการพาณิชย์ ครอบครองพื้นที่อาคารสำนักงานและพื้นที่ค้าปลีกรวม 140,000 ตร.ม. สร้างรายได้ 15% นอกจากนี้ ยังมีโรงแรมและรีสอร์ท 39 แห่ง ใน 5 ประเทศ มีห้องพักรวมกัน 4,647 ห้อง สร้างรายได้ 24%  มีโครงการที่พักอาศัย 23 โครงการ ประกอบด้วยที่อยู่อาศัยแนวราบ และคอนโดมิเนียม เช่น แบรนด์สันติบุรี The ESSE และแบรนด์อื่นๆ ครองพอร์ตรายได้ใหญ่สุด 57%

 

แชร์ข่าว :
Tags: