“ป๋าเปรม” กับ “บางจาก” จุดกำเนิด “บางจากฯ ของคนไทย หัวใจไท” ตอน ๒ นายกฯ เปรม ผู้ให้กำเนิด “บางจากฯ”

“ป๋าเปรม” กับ “บางจาก” จุดกำเนิด “บางจากฯ ของคนไทย หัวใจไท” ตอน ๒ นายกฯ เปรม ผู้ให้กำเนิด “บางจากฯ”
9 กันยายน 2562
444

 

ทว่าความพยายามของรัฐบาลในการตรึงราคาขายน้ำมันในประเทศส่งผลให้น้ำมันยิ่งขาดแคลนหนักขึ้นอีก เพราะบริษัทน้ำมันต่างพากันลักลอบนำน้ำมันออกไปจำหน่ายในตลาดภายนอกที่ได้ราคาดีกว่า หนึ่งในนั้นคือบริษัทซัมมิทฯ ผู้เช่าโรงกลั่นน้ำมันบางจาก ซึ่งทำผิดสัญญาเช่าหลายครั้งทั้งยังไม่ดูแลรักษาโรงกลั่นเท่าที่ควร ทำให้โรงกลั่นอยู่ในสภาพทรุดโทรม 

บริษัทซัมมิทฯ จึงต้องส่งมอบโรงกลั่นน้ำมันบางจากคืนแก่รัฐบาลในเดือนมีนาคม ๒๕๒๔ ปีเดียวกับที่มีการขุดพบแหล่งน้ำมันดิบเชิงพาณิชย์ ครั้งแรกของประเทศ ที่กิ่งอำเภอลานกระบือ จังหวัดกำแพงเพชร และบ้านประดู่เฒ่า จังหวัดสุโขทัย และยังเป็นปีเดียวกับที่พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ นายกรัฐมนตรี ทำพิธีเปิดระบบท่อส่งแก๊สธรรมชาติจากมาบตาพุด จังหวัดระยอง ไปยังโรงไฟฟ้าบางปะกง นับเป็นการผลิตแก๊สธรรมชาติเชิงพาณิชย์ครั้งแรกของประเทศ อันถือเป็นหมุดหมายเริ่มต้น ยุคโชติช่วงชัชวาล ที่ประเทศไทยจะได้พึ่งพาตนเองในด้านพลังงานมากยิ่งขึ้น


พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ กับคุณโสภณ ที่โรงกลั่นน้ำมันบางจาก มกราคม ๒๕๓๐

หลังจากรัฐบาลได้รับมอบโรงกลั่นบางจากคืนมา มีการเปลี่ยนชื่อโรงกลั่นน้ำมันซัมมิทฯ เป็น “โรงกลั่นน้ำมันทหาร (บางจาก)” โดยมอบหมายให้กรมการพลังงานทหารบริหารงานด้านเทคนิค ร่วมกับการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย (ปตท.) ที่ช่วยดูแลทางธุรกิจ ทว่าหลังจากดำเนินการต่อมาได้อีกไม่กี่ปี เกิดขาดทุนสะสมถึงราว ๔,๐๐๐ ล้านบาท จนกลายเป็นภาระหนักอึ้งของรัฐบาล และเริ่มมีผลต่อฐานะทางเศรษฐกิจของประเทศ 

ด้วยความช่วยเหลือด้านเงินกู้จากธนาคารโลก คณะรัฐมนตรีในสมัยของพลเอก เปรม ติณสูลานนท์ จึงมีมติเมื่อเดือนมิถุนายน ๒๕๒๗ อนุมัติให้จัดตั้งบริษัทใหม่ขึ้นมาบริหารงานโรงกลั่น คือบริษัทบางจากปิโตรเลียม จำกัด ตามข้อเสนอของคณะกรรมการนโยบายปิโตรเลียมแห่งชาติ ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เพราะรัฐบาลในขณะนั้นเข้าใจดีว่าธุรกิจปิโตรเลียม มีการแข่งขันสูงและมีความเปลี่ยนแปลงด้านราคาขายและต้นทุนตลอดเวลา จึงสนับสนุนให้บริษัทบางจากฯ มีอิสระ เอกภาพ และความคล่องตัวในการดำเนินธุรกิจ เช่นเดียวกับบริษัทเอกชน


โสภณ สุภาพงษ์

บริษัทบางจากฯ จดทะเบียนเป็นบริษัทจำกัดเมื่อวันที่ ๘ พฤศจิกายน ๒๕๒๗  ในการนี้รัฐบาลได้แต่งตั้งให้ “ซูเปอร์เค” เกษมจาติกวณิช (๒๔๖๗-๒๕๕๓) อดีตผู้ว่าการ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เป็นประธานกรรมการคนแรก โดยมี โสภณสุภาพงษ์ อดีตรองผู้ว่าการ การปิโตร-เลียมแห่งประเทศไทย (ปตท.) เป็นผู้จัดการใหญ่  พลเอกเปรมเล่าว่า

“ผมไม่เคยรู้จักคุณโสภณ (โสภณ สุภาพงษ์) มาก่อน คุณโสภณมาทำงานกับรัฐบาลผมตอนนั้นเขาอยู่ที่ ปตท. ได้เงินเดือนเป็นหมื่น ๆ สมัยก่อนมันเยอะนะครับ ผมพบเขาในที่ประชุม แล้วก็ได้รับคำบอกเล่าว่าคุณโสภณเป็นคนเก่ง เมื่อรู้จักกันพอสมควรแล้วผมก็บอกว่า คุณโสภณไปช่วยกันหน่อยเถอะ เขาก็ลาออกจากบริษัท ปตท. มาดูแลบางจาก มารับเงินเดือนไม่ถึงหมื่น...”

ในเบื้องต้น โสภณ สุภาพงษ์ ขอเวลา ๕ ปี เพื่อปรับปรุงฟื้นฟูกิจการโรงกลั่น  เขาเคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่า 

“สิ่งที่ผมทำอันแรกคือตัดหญ้าให้เขา (พนักงาน) แล้วก็ซ่อมห้องน้ำทุกห้อง...เราช่วยทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่ใกล้ตัวเขาหมด หาเครื่องแบบหาเข็มขัดนิรภัยใส่...ทุกอย่างที่เกี่ยวกับชีวิตผมให้ความสำคัญอันดับแรก...ปรากฏว่าจากที่ขอเวลา ๕ ปี พอ ๓ เดือนก็กำไรแล้วครับ”

ด้วยการอุทิศตนอย่างเต็มกำลังของผู้บริหารและพนักงานได้เปลี่ยนโฉมหน้าโรงกลั่นน้ำมันบางจากจากธุรกิจที่ไม่มีใครต้องการ กลายมาเป็นผลกำไรระดับ ๕๐๐-๘๐๐ ล้านบาทต่อปี ติดอันดับ ๑ ใน ๑๐ ของบริษัทที่มียอดขายสูงสุดของประเทศ จนได้รับการกล่าวขวัญว่าเป็น ผลงานชิ้นงาม จากยุครัฐบาลพลเอก เปรม ติณสูลานนท์

“เมื่อรู้จักกันพอสมควรแล้ว
ผมก็บอกว่า คุณโสภณไปช่วย
กันหน่อยเถอะ เขาก็ลาออกจาก
บริษัท ปตท. มาดูแลบางจาก
มารับเงินเดือนไม่ถึงหมื่น...”

พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ นายกรัฐมนตรี

แชร์ข่าว :
Tags: