การเมือง

อย่าให้เศรษฐกิจไทยเข้าสู่ภาวะ ‘ถดถอย’

ข้อเสนอเอกชนแนะรัฐบาลให้เปิดเสรีวัคซีน ควรที่จะกลับมาคิดอีกครั้ง เพื่อไม่ให้ประเทศวิกฤติหนักไปมากกว่าที่เป็นอยู่ ถ้าทำได้ความเชื่อมั่นธุรกิจ-ประชาชนจะกลับมา ช่วยฟื้นบรรยากาศและกิจกรรมเศรษฐกิจ แต่ถ้าทำไม่ได้ ไทยอาจเป็นประเทศที่แย่สุดในเอเซียน

เมื่อวานนี้ (4 ..64) คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) แถลงปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทยปี2564 เป็นติดลบ 1.5 % ถึงขยายตัว 0.0% ส่วนจะติดลบมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโควิด-19 และประสิทธิภาพมาตรการเพิ่มเติมของรัฐ กกร.เห็นว่าการควบคุมการแพร่ระบาดที่ผ่านมายังไม่ประสบความสำเร็จ จำนวนผู้ติดเชื้อรายวัน จำนวนผู้ป่วยสะสมในโรงพยาบาลที่ยังคงเพิ่มขึ้นในระดับสูง หลังบังคับใช้มาตรการล็อกดาวน์รอบใหม่ จนรัฐต้องขยายพื้นที่จาก 13 เป็น 29 จังหวัดและต่อเวลาล็อคดาวน์จนสิ้นเดือน ..

อีกฟากหนึ่ง ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ผลออกมามติ 4 ต่อ 2 ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 0.50% คณะกรรมการฯ ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้ได้รับผลกระทบจากโควิดมากกว่าที่ประเมินไว้ เป็นที่น่าสังเกตคะแนนลงมติครั้งนี้มีกรรมการ 2 ใน 6 คน ไม่เห็นด้วยกับการคงดอกเบี้ย โดยเสนอให้ลดดอกเบี้ยพยุงเศรษฐกิจและรองรับแนวโน้มเศรษฐกิจที่มีความเสี่ยงสูงในระยะข้างหน้า กนง.ได้คาดการณ์ใหม่ด้วยว่าเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัว 0.7% และ 3.7% ในปี 2564 และ 2565 ตามลำดับ

ความเคลื่อนไหวข้างต้นถือว่าสำคัญยิ่ง รัฐบาล กระทรวงการคลัง ธปท.และภาคเอกชนควรจะร่วมมือกันแก้ปัญหา เนื่องจากมีแนวโน้มสูงที่เศรษฐกิจไทยเข้าสู่ภาวะถดถอย (recession) หรือเศรษฐกิจติดลบ 2 ไตรมาสติดต่อกัน เศรษฐกิจประเทศไทยจึงอาจจะติดลบ 2 ปีติดต่อกัน เราเห็นว่าการที่สองหน่วยงานหลัก ทั้ง กกร.และกนง. ออกมาส่งสัญญาณดังกล่าว นายกรัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจจะต้องเรียกประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดมาหารือโดยด่วนระดมสมอง ป้องกันไม่ให้เศรษฐกิจเดินไปสู่หุบเหวที่รออยู่เบื้องหน้า

โจทย์สำคัญที่สุดที่รัฐบาลสามารถจัดการได้ด้วยตนเองก่อนจะหารือทุกฝ่ายในขณะนี้ก็คือ การควบคุมการระบาดกับเร่งกระจายวัคซีนให้มากขึ้นแบบทวีคูณในทันที เพื่อนำไปสู่การสร้างภูมิคุ้มกันหมู่โดยเร็ว หากการกระจายวัคซีนป้องกันโควิด ให้กับประชาชนทั่วประเทศยังทำได้ช้า สิ่งที่จะตามมาคือรัฐยังต้องจำกัดกิจกรรมเศรษฐกิจตลอดไตรมาสที่ 4 ลดทอนความเป็นไปได้ หรือประโยชน์ของแผนการเปิดประเทศในเดือน .. ที่วันนี้ยังไม่มีการเร่งสปีดในการบริหารจัดการวัคซีน โอกาสจะริบหรี่ลงเรื่อยๆ

เราเห็นด้วยกับข้อเสนอของเอกชนที่แนะนำรัฐบาลให้เปิดเสรีวัคซีน เพื่อเปิดทางให้เอกชนได้ขึ้นทะเบียนโดยสะดวกและรวดเร็ว ต้องทำทุกทางมีวัคซีนเพียงพอกับความต้องการ นั่นคือเดือนละ 10 ล้าน ไม่ใช่แค่ตั้งเป้าให้ครบ 100 ล้านโดสเมื่อถึงสิ้นปี ทำอย่างไรวันนี้จึงจะฉีดให้ได้ 6 แสนโดส แทนการฉีดแค่ 2-3 แสนโดสต่อวัน หากทำได้ความเชื่อมั่นภาคธุรกิจและประชาชนจะกลับมา ช่วยฟื้นบรรยากาศและกิจกรรมเศรษฐกิจ แต่ถ้าทำไม่ได้ ไทยจะเป็นเพียงคนป่วยโควิด ที่อาการหนักที่สุดในอาเซียน.