ต่างประเทศ

'กฏหมายสิ่งแวดล้อมอียู' เลี่ยงสงคราม 'น้ำ-อาหาร'

"กฏหมายสิ่งแวดล้อมอียู" เลี่ยงสงคราม "น้ำ-อาหาร" โดยยุโรปเป็นทวีปแรกที่ตั้งเป้าปล่อยไอเสียเป็น 0% ภายในปี 2593 และทำโรดแม็ปเรื่องนี้อย่างเป็นรูปธรรมที่สุดเป็นชาติแรก

สหภาพยุโรป (อียู) เผยรายละเอียดกฎหมายเกี่ยวกับสภาพภูมิอากาศฉบับใหม่ เพื่อให้อียูบรรลุเป้าหมายการลดการปล่อยมลพิษให้ได้อย่างน้อย 55% ภายในปี 2573 และให้เหลือศูนย์ ภายในปี 2593 ตามนโยบาย “European Green Deal” ด้วยความหวังว่าจะนำไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมและประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่จะดำเนินรอยตาม

ข้อเสนอของคณะกรรมาธิการยุโรป(อีซี)ที่เป็นหน่วยงานด้านการบริหารของอียู ที่ปรากฏในรายละเอียดของกฏหมายนี้ มีตั้งแต่ค่อยๆยกเลิกการใช้รถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยน้ำมันเบนซินและน้ำมันดีเซล ภายในปี 2578 จนถึงจำกัดการใช้แก๊สตามอาคารสิ่งปลูกสร้างที่ต้องใช้เครื่องทำความร้อน

คณะเจ้าหน้าที่ในอีซี ระบุว่า เป้าหมายของร่างกฏหมาย “Fit for 55” คือการเลิกใช้เชื้อเพลิงจากฟอสซิลและดูแลด้านสิ่งแวดล้อมให้ดีกว่านี้ด้วยการออกแบบนโยบายแทนที่จะบังคับใช้มาตรการต่างๆเพื่อให้แผนการทุกอย่างบรรลุตามเป้า

“ปัญหาไฟป่าและการพัดถล่มของพายุเฮอริเคนที่เราเห็นตลอดช่วงสองสามสัปดาห์ที่ผ่านมาเป็นแค่ตัวอย่างเล็กๆน้อยของหายนะภัยที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต เราตัดสินใจลงมือทำในตอนนี้ ในขณะที่เรายังคงมีทางเลือกในการใช้นโยบาย ยุโรปเป็นทวีปแรกที่ตั้งเป้าปล่อยไอเสียในชั้นบรรยากาศศูนย์เปอร์เซนต์ภายในปี 2593 และตอนนี้เราเป็นประเทศแรกที่ทำโรดแม็ปเรื่องนี้อย่างเป็นรูปธรรมที่สุด”เออร์ซูลา ฟ็อน แดร์ ไลเอิน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป กล่าว

ขณะที่"ฟรานส์ ทิมเมอร์แมนส์“ รองประธานบริหารอีซี กล่าวว่า ”หากไม่ทำตอนนี้ เท่ากับเราล้มเหลวในการสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีแก่ลูกและหลานๆของเรา และหากเราไม่แก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมเสียตั้งแต่ตอนนี้ เราต้องทำสงครามแย่งชิงน้ำและอาหารกับประเทศอื่นๆในอนาคต"

เมื่อวันที่ 20 เม.ย. ที่ผ่านมา คณะมนตรียุโรปและรัฐสภายุโรปได้จัดทำความตกลงชั่วคราวเกี่ยวกับกฎหมายสภาพภูมิอากาศของอียู ในการเพิ่มเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก จาก 40% เป็น 55% เพื่อให้ภาคธุรกิจและพลเมืองยุโรปเตรียมความพร้อมดำเนินการด้านต่างๆที่จำเป็น และจะกำหนดให้มีผลบังคับใช้ทางกฎหมาย หลังจากที่ความตกลงชั่วคราวผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการด้านสิ่งแวดล้อม ด้านสาธารณสุขและด้านความปลอดภัยอาหาร และได้รับการอนุมัติจากรัฐสภายุโรปและคณะมนตรียุโรป

สาระสำคัญของความตกลงชั่วคราวดังกล่าวนอกจากลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้อย่างน้อย 55 % โดยจำกัดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ 225 ล้านตันแล้ว ยังครอบคลุม การปรับปรุงกฎระเบียบการใช้ที่ดิน การเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดินและป่าไม้ปี 2564 – 2573 เพื่อเพิ่มแหล่งดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ให้มากกว่า 300 ล้านตัน ซึ่งจะนำไปสู่การลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนในปี 2573 ได้57% โดยอีซีได้เสนอกฎหมายเพื่อควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการใช้ที่ดินเมื่อเดือนมิ.ย.ที่ผ่านมา

นอกจากนี้ ยังจัดตั้งคณะกรรมการที่ปรึกษาทางวิทยาศาสตร์แห่งยุโรปเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อให้คำแนะนำทางวิทยาศาสตร์ และรายงานเกี่ยวกับมาตรการของอียู รวมถึงกำหนดเป้าหมายด้านสภาพอากาศให้สอดคล้องกับกฎหมายสภาพภูมิอากาศของอียู

กำหนดบทบัญญัติของกฎหมายสภาพภูมิอากาศให้ชัดเจนยิ่งขึ้นเพื่อให้สอดคล้องและเหมาะสมกับนโยบายต่างๆ ของอียู บูรณาการกับภาคส่วนต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ในการจัดทำแผนงานแบบสมัครใจเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ความเป็นกลางด้านสภาพอากาศของอียู

ที่ผ่านมา อียูได้ผลักดันการดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศในเวทีความร่วมมือระดับนานาชาติและระดับทวิภาคีกับประเทศที่สามผ่านการทำความตกลงการค้าและการค้าสินค้าอย่างมาก เนื่องจากเล็งเห็นว่า การปฏิบัติด้านสิ่งแวดล้อมที่ดีจะช่วยให้เศรษฐกิจเติบโตอย่างยิ่งยืน

นอกจากที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว นโยบาย “European Green Deal” ยังรวมถึงการปลูกต้นไม้ 3,000 ล้านตันทั่วอียู ภายในปี 2573พร้อมทั้งปกป้องผืนป่าที่มีอายุเก่าแก่ที่สุดในยุโรปด้วย นอกจากนี้ อียูยังตั้งเป้าครอบครองพลังงานที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ให้ได้ 40% ของพลังงานทั้งหมด ภายในปี 2573 เพิ่มขึ้นจากเป้าในปัจจุบันซึ่งอยู่ที่ 32%

เรียกร้องให้รัฐบาลประเทศต่างๆในกลุ่มอียูต้องติดตั้งสถานีชาร์จและเติมเชื้อเพลิงให้แก่รถยนต์ที่ไม่ได้ใช้น้ำมันเบนซินหรือดีเซลในระยะทางทุกๆ 60 กิโลเมตร พร้อมทั้งติดตั้งสถานีเติมก๊าซไฮโดรเจนแก่รถยนต์ที่ใช้เชื้อเพลิงประเภทนี้ในทุกๆ 150 กิโลเมตรบนถนนทุกสายในอียู

ในส่วนของเรือขนส่งสินค้าที่มีขนาดใหญ่กว่า 5,000 ตันที่ต้องการเข้าจอดเทียบท่าเรือในอียูจำเป็นต้องซื้อใบอนุญาติด้านมลพิษภายใต้ระบบการปล่อยไอเสียของอียู ส่วนสายการบินต่างๆที่ถูกกำหนดให้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดทั้งปี (Allowances) ที่สามารถใช้ซื้อ-ขายแลกเปลี่ยนระหว่างสายการบินหรือกับโครงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในอุตสาหกรรมอื่นๆ ได้ตั้งแต่ปี2555 นั้น จะหมดสิทธิ์ปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดทั้งปี ภายในปี 2570

บรรดาซัพพลายเออร์จัดหาเชื้อเพลิงให้สนามบินและท่าเรือต่างๆในอียูต้องหันไปใช้เชื้อเพลิงอย่างยั่งยืนได้อย่างเดียว

บรรดานักกฏหมายและส.ส.ในกลุ่มอียูตั้งความหวังว่าจะมีการผลักดันให้มีการประกาศใช้นโยบายนี้เป็นกฏหมายอย่างเป็นทางการในปี 2565 ท่ามกลางกระแสวิตกกังวลและการเตือนว่าหากปล่อยให้ความพยายามในเรื่องนี้ล่าช้าออกไปจะส่งผลกระทบต่อการบรรลุเป้าด้านสิ่งแวดล้อมของอียูทั้งหมด