ต่างประเทศ

‘จากอินเดียสู่อินโดฯ’ ถอดบทเรียนวิกฤติโควิด

ภาพที่เกิดขึ้นในโรงพยาบาลอินโดนีเซียช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา เหมือนกันมากกับสิ่งที่เคยเกิดขึ้นในอินเดียเมื่อสองเดือนก่อน ผู้ป่วยล้นมาถึงระเบียง ญาติพยายามหาออกซิเจนมาให้คนที่รัก

สิ่งที่แตกต่างกันระหว่างนิวเดลีกับจาการ์ตาคือ แทนที่จะมีกองไฟเผาศพกันริมถนน เมืองหลวงของประเทศมุสลิมแห่งนี้ใช้รถบรรทุกขนศพไปฝัง ณ สุสานที่เพิ่งขุดขึ้นใหม่

ตั้งแต่วิกฤติโควิดรอบล่าสุดของอินเดียถึงจุดสูงสุด จำนวนผู้ติดเชื้อก็ลดลงถึง 8 เท่า ประธานาธิบดีโจโก วิโดโดของอินโดนีเซียถึงกับยกหูขอคำแนะนำจากนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี

“เราควรเรียนรู้จากที่นั่น” ประธานาธิบดีโจโกวี ที่ผู้คนนิยมเรียกกัน กล่าวกับผู้นำภาคธุรกิจเมื่อวันพุธ (30 มิ.ย.)

แต่นักระบาดวิทยาและแพทย์กล่าวว่า อินโดนีเซียล้มเหลวไม่ใส่ใจบทเรียนจากอินเดียอย่างเต็มที่

เมื่อวันที่ 1 ก.ค. อินโดนีเซียประกาศล็อกดาวน์เกาะชวาและบาหลีเป็นเวลา 2 สัปดาห์ ครอบคลุมเพียง 12 จาก 34 จังหวัดราว 55% ของประชากรตรงข้ามกับอินเดียที่ควบคุมการเดินทางอย่างเข้มงวดในเกือบทุกรัฐและดินแดน

162547664780

รัฐบาลกลางอินเดียแนะนำให้ล็อกดาวน์หากอัตราบวก หรือการติดเชื้อต่อคนที่เข้าตรวจไม่น้อยกว่า 10% ซึ่งอินโดนีเซียทั้ง 34 จังหวัดอัตราสูงเกิน 10% ไปแล้ว หากพิจารณาตามเกณฑ์ขององค์การอนามัยโลก (ดับเบิลยูเอชโอ) อัตราบวกเกิน 5% แสดงว่าคุมโควิดไม่ได้

เออร์วาน มูร์ยันโต นักระบาดวิทยาใน จ.ริเอา บนเกาะสุมาตรา อินโดนีเซียควรล็อกดาวน์ทั้งหมดตั้งแต่ก่อนหน้านี้ ไม่ใช่แค่เกาะชวาและบาหลี

ปันดู ริโอโน นักระบาดวิทยากล่าวว่า โควิดติดต่อได้ง่ายบนเกาะชวาที่มีประชากรหนาแน่น

กระนั้น แค่ล็อกดาวน์อย่างเดียว “ยังไม่มากพอ” ทั้งยังควรทำก่อนวันหยุดอิฎิลฟิตรีเมื่อต้นเดือน พ.ค. ตอนที่ชาวอินโดนีเซียหลายล้านคนหลั่งไหลกลับหมู่บ้านด้วยมาตรการควบคุมอันน้อยนิด 

ขีดความสามารถในการรักษาผู้ป่วยโควิดอาการหนักก็น้อยกว่าอินเดียมาก ข้อมูลจากสมาคมโรงพยาบาลอินโดนีเซียระบุว่า ประเทศที่มีประชากร 270 ล้านคน มีเตียงไอซียู 8,485 เตียง เตียงไอซียูต่อหัวประชากรไม่ถึงครึ่งหนึ่งของอินเดีย

เออร์ลินา เบอร์ฮาน อายุรแพทย์ระบบทางเดินหายใจ ในโรงพยาบาลใหญ่แห่งหนึ่งของกรุงจาการ์ตากล่าวว่า คนไข้ล้นแล้ว หอกักตัวผู้ป่วยฉุกเฉินที่รับคนไข้ได้ 7 คนต้องรักษาถึง 11 คน

“ผู้คนตื่นตระหนกกันมาก” แพทย์หญิงกล่าว

โรงพยาบาลในกรุงจาการ์ตาและพื้นที่อื่นๆ บนเกาะชวาตอนนี้ดำเนินการไม่น้อยกว่า 90% ของขีดความสามารถที่มี แต่เออร์วานกล่าวว่า โรงพยาบาลโดยรอบเสี่ยงกว่ามาก เพราะถ้าจำนวนผู้ติดเชื้อพุ่งสูงนอกเกาะชวาและบาหลี จำนวนเตียงและห้องไอซียูจะไม่พอ

นอกจากนี้รัฐบาลอินโดนีเซียยังมีแผนเร่งการตรวจหาเชื้อ ตั้งเป้าเพิ่มขึ้น 5 เท่าจนกว่าอัตราบวกเริ่มลดลง หากทำได้สำเร็จจะแก้ไขข้อบกพร่องที่มีมาช้านานได้

ปัจจุบันอินโดนีเซียมีอัตราการตรวจหาเชื้อต่อหัวประชากรต่ำกว่าอินเดีย 3 เท่า ไม่เพียงเท่านั้นอินโดนีเซียยังตั้งเป้าสูงเพิ่มการตามรอยโรคและฉีดวัคซีนด้วย ซึ่งนักระบาดวิทยาอย่างริโอโน ย้ำว่า การทำเช่นนี้เป็นเรื่องดี “แต่หัวใจสำคัญคือต้องมีการปฏิบัติจริง”