โควิด จุดพลุ ‘โคเวิร์กกิ้งสเปซ’บูม คุมค่าใช้จ่าย ลดเสี่ยงเช่าพื้นที่แบบเดิม

โควิด จุดพลุ ‘โคเวิร์กกิ้งสเปซ’บูม  คุมค่าใช้จ่าย ลดเสี่ยงเช่าพื้นที่แบบเดิม
2 มิถุนายน 2564 | โดย บุษกร ภู่แส
418

“โคเวิร์กกิ้ง สเปซ” เป็นหนึ่งในธุรกิจที่ยังเติบโตได้ท่ามกลางวิกฤติโรคระบาด เรียกได้ว่าสวนกระแส!!! เหตุผลสำคัญสำคัญหนีไม่พ้น จุดเด่นในเรื่องของความยืดหยุ่นสามารถปรับเพิ่มหรือลดพื้นที่ได้ง่าย เหมาะกับสถานการณ์“รัดเข็มชัด”

“ภัทรชัย ทวีวงศ์ ” ผู้อำนวยการ ฝ่ายวิจัยและการสื่อสาร คอลลิเออร์ส ประเทศไทย ระบุว่า ปัจจุบันผู้เช่าจำนวนมากเริ่มให้ความสำคัญกับการควบคุมค่าใช้จ่ายและการลดความเสี่ยง ซึ่งปัจจัยสำคัญในการเรื่องของการพิจารณาการเช่าพื้นที่สำนักงานบริษัทหลายแห่งทั้งในประเทศไทยและในเอเชียแปซิฟิก คาดการณ์ว่าแนวโน้มการทำงานจะเปลี่ยนไป โดยมีการผสมผสานการทำงานนอกพื้นที่สำนักงานมากขึ้น ส่งผลให้ฟังก์ชันของพื้นที่สำนักงานในอนาคตจะเปลี่ยนจากพื้นที่แบบดั้งเดิมไปสู่พื้นที่ที่ส่งเสริมการทำงานร่วมกันและมีความยืดหยุ่นมากขึ้นเพื่อตอบสนองต่อความต้องการขององค์กรและสังคมของพนักงาน การใช้สำนักงานจะเปลี่ยนไปสู่การมีสถานที่ทำงานแบบผสมผสานเนื่องจากบริษัทต่างวางแผนที่จะใช้พื้นที่สำนักงานให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อธุรกิจและบุคลากร ถือเป็น “โอกาส” ของโคเวิร์กกิ้ง สเปซ ที่เข้ามาตอบโจทย์พฤติกรรมในการทำงานที่เปลี่ยนไปหลังจากเกิดโควิด-19

“ทั้งนี้เนื่องจากรูปแบบของการให้บริการของโคเวิร์กกิ้ง สเปซ มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการให้บริการที่ยืดหยุ่นกับการทำงานของคนและองค์กรในยุคนิวนอร์มอลมากขึ้นแทนที่องค์กรจะเช่าพื้นที่สำนักงานขนาดใหญ่เปลี่ยนมาใช้บริการโคเวิร์กกิ้ง สเปซ ที่สามารถควบคุมค่าใช้จ่ายและตอบโจทย์วิถีชีวิตใหม่มากขึ้น”

“บัลเดอร์ ทอล” ผู้จัดการทั่วไปประจำเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และออสเตรเลีย WeWork (วีเวิร์ก) กล่าวว่า จากสถานการณ์โควิด-19 กลายเป็นจุดเปลี่ยนทางด้านนวัตกรรมและการเติบโตของพื้นที่ทำงานแบบใหม่ที่สามารถตอบโจทย์ให้กับภาคธุรกิจได้ดีขึ้น ด้วยการนำเสนอแนวคิดแบบ “ไฮบริด” อาทิ การใช้ออฟฟิศสำนักงานสาขาย่อย ( hub-and-spoke} การลดความหนาแน่นของออฟฟิศเพื่อสามารถปรับขนาดของพื้นที่สำนักงานได้อย่างเหมาะสม (de-densification), การใช้พื้นที่สำนักงานที่มีความยืดหยุ่นและสามารถออกแบบได้เองตามความต้องการเพื่อช่วยกระตุ้นให้เกิดทีมเวิร์กและความคิดสร้างสรรค์ (Collaboration Hub)

โดยภายในปีนี้บริษัทยังวางแผนที่จะเปิดตัวโซลูชั่นอื่นๆ สำหรับสมาชิกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อาทิ สมาชิกรายเดือนที่สามารถใช้บริการพื้นที่ได้ทั่วโลก (All Access) และบริการเช่าพื้นที่แบบรายวันหรือเช่าพื้นที่ห้องประชุมเริ่มต้นตั้งแต่ 1 ชั่วโมง(On Demand) ซึ่งรูปแบบดังกล่าว สะท้อนให้เห็นถึงความความยืดหยุ่นในการให้บริการของ WeWork ทำให้ที่ผ่านได้รับการตอบรับจากลูกค้าเป็นอย่างดี สังเกตได้จากจำนวนสมาชิกใหม่และสมาชิกเดิมที่เป็นองค์กรในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีจำนวนเพิ่มขึ้นเกือบ 10% ซึ่งต่างมีความเชื่อมั่นในโซลูชั่นของ WeWork เห็นได้จากการที่สมาชิกทั่วโลกมากกว่า 50% ตัดสินใจทำสัญญาเช่าพื้นที่มากกว่า 12 เดือน ทำให้การทำสัญญาเช่าแบบเต็มมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ระยะเวลา 15 เดือน

"ความยืดหยุ่นกลายเป็นสิ่งที่สร้างความแตกต่างทางกลยุทธ์ให้กับ WeWork โดยเฉพาะในสถานการณ์ปัจจุบันที่ทุกคนต้องเผชิญกับความท้าทายทางธุรกิจและโอกาสต่างๆ ในอนาคตกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในภูมิภาค"

บัลเดอร์ กล่าวว่าปัจจุบันพนักงานในบางประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สามารถกลับไปทำงานเช่นเดิม ทั้งพนักงานและบริษัทต่างมองไปถึงสถานการณ์ต่อไปข้างหน้า จากการศึกษาตลาดของ WeWork เมื่อไม่นานมานี้พบว่า พนักงานเกือบ 2 ใน 3 คิดเป็นส่วน 64% รู้สึกถึงคุณค่าของพื้นที่การทำงานและระบุว่ายินดีที่จะจ่ายเงินค่าเช่าพื้นที่เอง ดังนั้นสำหรับคนที่เป็นผู้นำทางธุรกิจในภูมิภาคนี้จึงมีความจำเป็นที่จะต้องทบทวนกลยุทธ์ในเรื่องของพื้นที่สำนักงานเพื่อการบูรณาการ การกระตุ้นพลังในการทำงาน และการสร้างแรงจูงใจให้กับพนักงาน รูปแบบพื้นที่ทำงานแบบไฮบริดจึงได้ถือกำเนิดขึ้น ซึ่งทำให้พนักงานสามารถทำงานได้ในพื้นที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ของบริษัท โคเวิร์กกิ้งสเปซ พื้นที่สาธารณะ หรือการทำงานจากที่บ้านก็ตาม

แชร์ข่าว :
เพิ่มเพื่อน
Tags:

ข่าวที่เกี่ยวข้อง